เทศบาลเมืองชุมพรได้อ่านบทความกระบวนทรรศน์พัฒนาคนของคุณรัศมี  ธันยธร เห็นว่ามีประโยชน์จึงนำมาฝาก

การพูดเป็นทักษะหนึ่งที่ต่อยอดช่องทางในการพัฒนาตนเองได้มากมายหลายวิธี บางคนพูดคุยกับผู้ใด คำพูดก็ทำให้ผู้ฟังรุ้สึกชื่นใจสบายใจ และมีกำลังใจเพิ่มพูนขึ้นมาทันที ในขณะที่บางคนเมื่อพูดกับใครเพียงไม่กีคำกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดใจหรือเหนื่อยหน่ายใจได้เช่นกัน

ปากของคนเรามีโอกาสพาเจ้าของไปในทางบุญหรือบาปได้ทั้งสิ้นถ้าเจ้าของคอยควบคุมปากตนเองให้ไปทางบุญ ทางมงคล ชีวิตของเราก็จะดีงามยิ่งๆ ขึ้นได้

ศีลข้อที่ 4 ที่เราท่องจำกันได้ว่า "ห้ามพูดเท็จ" นั้นท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายว่าแท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนให้ "ไม่ประทุษร้ายความจริงและความยุติธรรม" ในสังคมปัจจุบัน เหตุผลของการ "ไม่พูดความจริง" ดูจะเป็นเรืองธรรมดา หากปล่อยนานไปก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นที่เข้าใจกัน หรือ อนุโลมว่าการพูดไม่จริงเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ หากไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

คนที่พูดเท็จ กลับกลอก ไม่รักษาคำพูด เสมือนว่าไม่เคยพูดหรือพูดเรื่อยเปื่อย ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง พูดเสียงเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปวันๆ ถือได้ว่าผิดศีลข้อ 4 แม้จะไม่ได้พูดประทุษร้ายใครเลยก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการประทุษร้ายแก่คุณค่าของตนเอง

หากอนุญาตให้ตนเองพูดเท็จทีละเล็กละน้อย จนบ่อยครั้งเข้าอาจสะสมจนกลายเป็นทักษะ เป็นความเคยชิน และเกิดความชำนาญ ทำให้หลุดปากพูดเท็จได้คล่อง ประทุษร้ายต่อคุณค่าของตนเองจนติดเป็นนิสัย ก่อโทษต่อตนเองได้ไม่หยุดหย่อน

การพูดเท็จเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเพราะผิดศีล ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการสร้างบาปให้แก่ตนเอง เป็นทำร้ายความรู้สึกที่ดีของผู้อื่นหากมองในแง่ของชีวิตการทำงาน การพูดเท็จถือเป็นการลดความน่าเชื่อถือและคุณค่าของตนเอง

ถ้าใช้หลัก "กล้าบุญ กลัวบาป" มาปรับใช้อย่างมีสติ ไม่ยอมให้ปากพูด "ความเท็จ" ออกมา จะเป็นการช่วยกัน "สะกดบาป" ไว้ได้มากทีเดียวหากลองหันมาพัฒนาตนเองด้วยการควบคุมคำพูดของตนเองในชีวิตประจำวัน ทำจะได้รับความรู้สึกดีๆ จากการห้ามใน ห้ามปากให้พูดแต่สิ่งที่ถูกที่ควร ใช้สติไตร่ตรอง รู้จักกลั่นกรองสถานการณ์ก่อนที่จะพูดออกไป เราเองก็ไม่ต้องผิดศีลข้อ 4 ผู้ฟังก็ไม่เดือนร้อน สถานการณ์ก็จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี ดังนั้น จงคิดทางสร้างสรรค์ให้ได้หลายๆ ทางแล้วรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเองเถิด