|
|
การเขียนและารอ่านตัวเลข รวมทั้งเครื่องหมายบางอย่างในภาษาอังกฤษเป็นข้อยุ่งยากแก่ผู้เริ่มสนใจภาษาอังกฤษอยู่ไม่น้อย เพราะมีจุดที่ต้องสังเกตุและข้อปลีกย่อยที่มากมาย จึงควรศึกษาอย่างละเอียด เพื่อให้นำไปใช้กันได้อย่างถูกต้อง
ตัวเลขในภาษาอังกฤษมี 2 ชนิด คือ
Cardinal number ซึ่งแสดงถึงจำนวน ได้แก่ เลข 1, 2, 3, 4, ฯลฯ
Ordinal number แสดงลำดับที่ ได้แก่ 1st, 2nd, 3rd, 4th, ฯลฯ
0 zero, oh, nought, nil, love, nothing
1 one วัน first เฟิร์สทฺ
2 two ทู second เซค เคินดฺ
3 three ธรี third เธิร์ด
4 four ฟอร์ forth ฟอร์ธ
5 five ไฟว fifth ฟิฟธฺ
6 six ซิคซฺ sixth ซิคซฺ
7 seven เซฟวฺ เวิน seventh เซฟวฺ เวินธฺ
8 eight เอท eighth เอทธฺ
9 nine ไนน ninth ไนธฺ
10 ten เท็น tenth เท็นธฺ
11 eleven อิเล็ฟเวิน eleventh อิเล็ฟว เวินธฺ
12 twelve ทเวลฟฺ twelfth ทเวลฟ์ธ
13 thirteen เธอร์ทีน thirteenth เธอร์ทีนธฺ
14 fourteen ฟอร์ทีน fourteenth ฟอร์ทีนธฺ
15 fifteen ฟิฟทีน fifteenth ฟิฟทีนธฺ
16 sixteen ซิคซฺทีน sixteenth ซิคซฺทีนธฺ
17 seventeen เซฟวฺเวินทีน seventeenth เซฟวฺเวินทีนธฺ
18 eighteen เอททีน eighteenth เอททีนธฺ
19 nineteen ไนนทีน nineteenth ไนนทีนธฺ
20 twenty ทเวน ที twentieth ทเวน ทิเอ็ธ
21 twenty-one ทเวน ทีวัน twenty-first ทเวน ที เฟิร์สทฺ
22 twenty-two ทเวน ที ทู twenty-second ทเวน ที เซค เคินดฺ
23 twenty-three ทเวน ที ธรี twenty-third ทเวน ที เธิร์ด
24 twenty-four ทเวน ที โฟร์ twenty-forth ทเวน ที ฟอร์ธ
25 twenty-five ทเวน ที ไฟว twenty-fifth ทเวน ที ฟิฟธฺ
26 twenty-six ทเวน ที ซิคซฺ twenty-sixth ทเวน ที ซิคซฺ
27 twenty-seven ทเวน ที เซฟวฺเวิน twenty-seventh ทเวน ที เซฟวฺ เวินธฺ
28 twenty-eight ทเวน ที เอท twenty-eighth ทเวน ที เอทธฺ
29 twenty-nine ทเวน ที ไนน twenty-ninth ทเวน ที ไนธฺ
30 thirty เธอร์ที thirtieth เธอร์ทีธ
40 forty ฟอร์ที fortieth ฟอร์ทิเอ็ธ
50 fifty ฟิฟ ที fiftieth ฟีฟทิเอ็ธ
60 sixty ซิคซิ ที sixtieth ซิคซิ ทิเอ็ธ
70 seventy เซฟวฺ เวินที seventieth เซฟวฺ เวินทิเอ็ธ
80 eighty เอทที eightieth เอททิเอ็ธ
90 ninety ไนนที ninetieth ไนนทิเอ็ธ
100 one hundred วัน ฮัน เดร็ด one hundredth วัน ฮัน เดร็ดธฺ
101 one hundred and one วัน ฮัน เดร็ด แอนด์ วัน one hundred and first วัน ฮัน เดร็ด แอนด์ เฟิร์สทฺ
200 two hundred ทู ฮัน เดร็ด two hundredth ทู ฮัน เดร็ดธฺ
1000 one thousand วัน เธาเซินดฺ one thousandth วัน เธาเซินธฺ
10,000 ten thousand เท็น เธาเซินดฺ ten thousandth เท็น เธาเซินธฺ
100,000 one hundred thousand วัน ฮัน เดร็ด เธาเซินดฺ one hundred thousandth วัน ฮัน เดร็ด เธาเซินธฺ
1,000,000 one million วัน มิลเลียน one millionth วัน มิลเลียนธฺ
10,000,000 ten million เท็น มิลเลียน ten millionth เท็น มิลเลียนธฺ
100,000,000 one hundred million วัน ฮัน เดร็ด มิลเลียน one hundred millionth วัน ฮัน เดร็ด มิลเลียนธฺ
1,000,000,000 one billion วัน บิลเลียน one billionth วัน บิลเลียนธฺ
การอ่านเศษส่วนนั้น มักจะแบ่งออกเป็น 2 แบบง่ายๆ คือ แบบที่เป็นคำเฉพาะ เช่น
1/2 อ่านว่า a half
1/4 อ่านว่า a quarter หรือ a fourth
นอกนั้นให้อ่าน “เศษ”แบบตัวเลขธรรมดา (อาจใช้ a หรือ an แทน one) และ “ส่วน” ให้อ่านแบบลำดับที่ เช่น
1/5 อ่านว่า a fifth หรือ one-fifth
1/8 อ่านว่า an eighth
1/16 อ่านว่า a sixteenth หรือ one-sixteenth
แต่ถ้าเศษมากกว่าหนึ่งต้องเติม s ที่ส่วนด้วย เช่น
3/4 อ่านว่า three-quarters หรือ three-fourths
3/16 อ่านว่า three-sixteenths
2/3 อ่านว่า two-thirds
1 1/2 อ่านว่า one and a half
2 3/8 อ่านว่า two and three-eighths
เลขเศษส่วนในภาษาอังกฤษนั้น ถ้าเป็นเศษให้ใช้เลขจำนวนนับ (Cardinal Number) ถ้าเป็นส่วนให้ใช้เลขนับตามลำดับที่ (Ordidal Number)
เช่น
1 / 6 one-sixth หรือ a sixth
1 / 8 one-eighth หรือ an eighth
แต่ถ้าเศษเป็นพหูพจน์ คือตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ให้เติม 's' ที่ ส่วน
เช่น
2 / 3 two-thirds
3 / 6 three-sixths
ถ้าเศษมีจำนวนตั้งแต่สองหลักขึ้นไปให้ใช้ over แทน hyphen (-) คั่นระหว่างเศษกับส่วน
เช่น
15 / 80 fifteen over eightieths
40 / 160 forty over one hundred and sixtieths
ถ้าเป็นเลขจำนวนคละ ให้อ่านจำนวนเต็มก่อนแล้วตามด้วยเศษและส่วน
เช่น
3 2 / 4 three and two-fourths
A.D. การอ่านปีค.ศ.
การอ่านปี ค.ศ. เรามักจะอ่านแยกทีละ 2 ตัว คือ 2 ตัวแรกและ 2 ตัวหลังจนถึงปี ค.ศ.1999 เช่น
1066 อ่านว่า ten sixty-six
1800 อ่านว่า eighteen hundred
1784 อ่านว่า seventeen eighty-four
1902 อ่านว่า nineteen hundred and two หรือ nineteen-O-two (อ่านเลขศูนย์ว่า “โอ”)
ส่วนปี ค.ศ.2000 ขึ้นไปจะอ่านแบบตัวเลขปกติก็ได้ เช่น
2007 อ่านว่า two thousand and seven
2015 อ่านว่า two thousand and fifteen หรือ twenty fifteen ก็ได้เช่นกัน
เรามักจะอ่านตัวเลขหน้าจุดทศนิยมเหมือนการอ่านตัวเลขทั่วไป และอ่าน “จุดทศนิยม” ว่า point ส่วนตัวเลขหลังจุดทศนิยมให้อ่านแบบเรียงตัว โดยไม่ต้องมี hundred, thousand,…แสดงหลักอีก เช่น 5.2 อ่านว่า five point two หรือ 123.36 อ่านว่า one hundred and twenty-three point three six
บวก ลบ คูณ หาร อ่านอย่างไร?
-บวก (+) ใช้คำว่า “add” หรือ “plus” เช่น
7 + 5 = 12 อ่านว่า Add 7 and 5 to make 12. หรือ 7 plus 5 equals 12.
-ลบ (-) ใช้คำว่า “minus” หรือ“subtract” เช่น
7 - 5 = 2 อ่านว่า 7 minus 5 is 2. หรือ If you subtract 5 from 7, you get 2. หรือ 7 subtract 5 leaves 2.
-คูณ (x) ใช้คำว่า “multiply” หรือ “times” (ภาษาพูด) เช่น
7 x 5 = 35 อ่านว่า 7 multiplied by 5 is 35. หรือ 7 times 5 equals 35. หรือ อาจใส่ s ที่หลังตัวเลขตัวหลัง เช่น Seven Fives are 35.
-หาร (÷) ใช้คำว่า “divide” เช่น
6 / 3 = 2 อ่านว่า 6 divided by 3 is 2. หรือ If you divide 6 by 3, you get 2.
การอ่านเวลา เราควรจะอ่านแยกชั่วโมงกับนาที เช่น
10.25 a.m. อ่านว่า ten twenty-five in the morning.
03.00 p.m. (บ่ายสามโมง) อ่านว่า three o’clock in the afternoon.
08.30 p.m. (สองทุ่มครึ่ง) อ่านว่า eight thirty in the evening. (อ่านว่า “อีฟนิ่ง” อย่าอ่านว่า “อีเวนนิ่ง” )
โดย a.m. ย่อมาจากภาษาละตินว่า ante meridiem แปลว่า ก่อนเที่ยง (in the morning) โดยใช้แสดงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเที่ยงวันใช้
ส่วน p.m. ย่อมาจากภาษาละตินว่า post meridiem แปลว่า หลังเที่ยง โดยหลังเที่ยงวันถึงหกโมงเย็นใช้ p.m.= in the afternoon แต่ถ้าหกโมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืนใช้ p.m. = in the evening
สำหรับเที่ยงวันพอดีเราใช้ at noon และเที่ยงคืนพอดี ให้ใช้ at midnight ซึ่งฝรั่งส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการนับเวลาแบบ 12 ชั่วโมงมากกว่าการนับเวลาแบบ 24 ชั่วโมง (twenty-four hour clock) ที่คนไทยนิยมใช้กัน
Telephone Number การอ่านหมายเลขโทรศัพท์
เลขศุนย์ ในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ อ่านว่า Oh และภาษาอังกฤษแบบอเมริกันอ่านว่า Zero
หากมีเลขเดียวกัน 2 ตัว ให้อ่านว่า double
เช่น 66 อ่านว่า Double six
แต่ถ้า ซ้ำกันมากกว่า 2 ตัว เช่น 7779 อ่านว่า seven - double seven nine
ถ้าหมายเลขโทรศัพท์มีตั้งแต่ 2761620 57 - 2761624 เวลาอ่านหมายเลขโทรศัพท์แบบนี้ มีคำว่า to คั่น เช่น
276 - 1620 - 4 = two seven six one six two - zero to four.
248- 6609 = two four eight, double six zero nine
375-0934 = three seven five, zero nine three four
374-5509 = three seven four , five five oh nine
(or) three seven four, double five oh nine
411-0577 ext. 25 = four one one,zero five seven seven, extension two five
(or) four one one ,zero five double seven, extension two five
-ให้อ่านทีละตัวเหมือนกับภาษาไทย
|
Date การบอกวันที่เป็นภาษาอังกฤษ
|
1st |
first เฟิร์สทฺ |
|
2nd |
second เซค เคินดฺ |
|
3rd |
third เธิร์ด |
|
4th |
forth ฟอร์ธ |
|
5th |
fifth ฟิฟธฺ |
|
6th |
sixth ซิคซฺ |
|
7th |
seventh เซฟวฺ เวินธฺ |
|
8th |
eighth เอทธฺ |
|
9th |
ninth ไนธฺ |
|
10th |
tenth เท็นธฺ |
|
11th |
eleventh อิเล็ฟว เวินธฺ |
|
13th |
thirteenth เธอร์ทีนธฺ |
|
14th |
fourteenth ฟอร์ทีนธฺ |
|
15th |
fifteenth ฟิฟทีนธฺ |
|
16th |
sixteenth ซิคซฺทีนธฺ |
|
17th |
seventeenth เซฟวฺเวินทีนธฺ |
|
18th |
eighteenth เอททีนธฺ |
|
19th |
nineteenth ไนนทีนธฺ |
|
20th |
twentieth ทเวน ทิเอ็ธ |
|
21st |
twenty-first ทเวน ที เฟิร์สทฺ |
|
22nd |
twenty-second ทเวน ที เซค เคินดฺ |
|
23rd |
twenty-third ทเวน ที เธิร์ด |
|
24th |
twenty-forth ทเวน ที ฟอร์ธ |
|
25th |
twenty-fifth ทเวน ที ฟิฟธฺ |
|
26th |
twenty-sixth ทเวน ที ซิคซฺ |
|
27th |
twenty-seventh ทเวน ที เซฟวฺ เวินธฺ |
|
29th |
twenty-ninth ทเวน ที ไนธฺ |
|
30th |
thirtieth เธอร์ทีธ |
|
31st |
thirty-first เธอร์ที เฟิร์สทฺ |
การอ่านบ้านเลขที่เป็นภาษาอังกฤษนั้น มีวิธีการอ่านที่ไม่เหมือนกับการอ่านลำดับที่ หรือเลขที่เป็นจำนวนนับ โดยมีวิธีการอ่านอยู่ 3 วิธี ง่ายๆ คือ
- 1. ถ้าบ้านนั้นเป็นเลขจำนวนคู่ ก็ให้อ่านทีละคู่
37 thirty - seven
96 ninety – six
1026 ten – twenty – six
4312 forty – three – twelve
2. ถ้าเป็นจำนวนคี่ให้อ่านทีละตัว
8 eight
203 five – oh –three
217 two – one – seven
3. ถ้าเผอิญบ้านเลขที่บ้านนั้นมีทับ (/)
45/3 forty five slash three
3/6 three slash six
314/2 three –one- four slash two
ไ
นักเรียนโรงเรียนไหนน้อ
ทันสมัยมากเลยค่ะ
จะติดตามนะคะ
คุณครูก็ทันสมัยมากด้วย เรียนรู้ผ่านบล็อก
ชื่นชมค่ะ