วันที่ ๑๕ – ๑๘ ก.ค. ๕๔ เป็นช่วงวันหยุดยาว ในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา เป็นโอกาสที่ผมจะฝึกฝน slow life ยามชรา หาความสุขที่ได้จากการฝึกฝนตนเอง ซึ่งในโลกยุคนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกคือ อยู่กับความท่วมท้น
ความท่วมท้นอย่างหนึ่งที่จำเพาะสำหรับผมคือ “การบ้าน” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการได้รับเชิญไปพูดหรือบรรยาย เป็นโอกาสได้รับความบันเทิงในการคิดและค้น เจือความทุกข์จากความกดดัน ช่วงนี้ผมมีการบ้านอยู่ ๔ – ๕ ชิ้น มีโอกาสทำเสร็จไปหลายชิ้น ซึ่งเมื่อพูดเสร็จ ได้ narrated ppt ผมก็จะเอามา ลปรร. ใน บล็อก Gotoknow.org
ความสนุกของการทำ “การบ้าน” อยู่ที่การทำความเข้าใจ “บริบท” ของงานที่จะไปพูด การทำความเข้าใจคือการเรียนรู้ การเรียนรู้เรื่องราวของบริบท เป็นการเรียนรู้เพื่อเชื่อมโยงเรื่องที่จะไปพูดให้เข้ากับบริบท เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
ความท้าทายสำหรับผมอยู่ที่ positioning ส่วนตัวของผมเอง ที่จะ “ทำงานแบบไม่ทำ” คือไม่มีงานของตัวเอง มีแต่งานของคนอื่น ผมเป็นเพียงกองเชียร์ หน้าที่ของกองเชียร์คือช่วยสร้างกำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่ผู้ลงมือทำ เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวมาก ต้องศึกษามาก
ผมชอบเรื่องอนาคต ชอบศึกษาว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผู้คนที่จะมีชีวิตที่ดีในอนาคตควรเตรียมตัวอย่างไร แม้จะรู้ตัวว่าตนเองมีอนาคตสั้น (แก่แล้ว) แต่ก็ยังสนใจ และเวลานี้ keyword ของการค้นเรื่องอนาคต คือ 21st Century อยากค้นเรื่องอะไร ก็เอาคำนั้นต่อเข้ากับ 21st Century แล้วถาม “อาจารย์กู้” (Google)
ผมค้นเรื่อง 21st Century Work เพื่อเอามาสังเคราะห์เป็นอารัมภบทของการพูดเรื่อง 21st Century Learning ได้รายงานผลการวิจัยของ Rand Corporation เรื่อง The 21st Century at Work : Forces Shaping the Future Workforce and Workplace in the United States ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องจำเพาะสำหรับ สรอ. และเป็นรายงานเก่าเกือบสิบปี เราก็จับเอาประเด็นสำคัญมาใช้ได้
ที่บ้านผมเต็มไปด้วยหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านหรืออ่านแบบผ่านๆ เจอหนังสือที่ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ให้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ชื่อ จากเมืองนุนสุนคำ สู่อัสสัมแดนไท หยิบมาอ่านแล้ววางไม่ลง เพราะอ่านแล้วประเทืองปัญญา ไม่ใช่แค่ “รู้เรื่อง” อัสสัม แต่ได้เรียนรู้วิธีคิดหลายๆ ชั้น คิดแหวกม่านเปลือกนอก เข้าไปตีความทำความเข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในหรือแก่น แปลกมาก ที่ผมรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้อ่านหนังสือดีๆ แบบนี้ หนังสือเล่มนี้จับต้องและอ่านแล้วสัมผัสความประณีตได้ ผมรู้สึกสบายใจและพอใจเมื่อสัมผัสความประณีต และรู้สึกว่า คนที่ได้รับการฝึกฝน หรือหมั่นฝึกฝนตนเอง ให้เป็นคนประณีต เป็นคนที่โชคดี
ผมติดใจ “คำคมข้อคิดของลุงหนานตังเก” ที่แปลความไว้ที่หน้า ๔๕ ดังนี้ “คนที่ชอบโห่ ไม่เท่าคนที่ชอบหัวเราะ คนที่ชอบหัวเราะ ไม่เท่าคนที่ชอบยิ้ม คนที่ชอบยิ้ม ไม่เท่าคนที่ชอบพูดดี คนที่ชอบพูดดี ไม่เท่าคนที่ชอบฟัง คนที่ชอบฟัง ไม่เท่าคนที่ชอบทำงาน”
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมเข้าใจทันทีว่า คนไทอาหมเป็นคนกลุ่มเดียวกับไททางตอนใต้ของจีน พวกไทอาหมอพยพไปจากเมืองเมา ที่เป็นอาณาจักรใหญ่ในสมัยแปดร้อยปีก่อน และเวลานี้เขาอยากฟื้นตัวตนขึ้นมาใหม่ ให้รอดพ้นจากการถูกอินเดียกลืนชาติ เขาจึงนับถือประเทศไทยมาก ว่าเป็นคนเผ่าไทกลุ่มที่ยังรักษาความเป็นคนไท มีประเทศอยู่ของตนเอง เขานับญาติกับคนไทยเราทีเดียว ว่าพระเจ้าแผ่นดินผู้ตั้งอาณาจักรไทอาหม ชื่อ เสือก่านฟ้า อพยพไปจากเมืองไทย ที่จริงแล้วท่านเป็นไทใหญ่ อพยพไปจากเมืองเมา พวกเราเป็นไทน้อย
วันที่ ๑๘ ก.ค. สี่สหายนัดพบกินข้าวเที่ยงร่วมกัน ผมทักทาย “เจ้าฉัตรทิพย์” ตอนแรกท่านงง เมื่อเอาหนังสือเล่มนี้ให้ดู ท่านจึงยอมรับว่า ที่อัสสัม ท่านเป็น “เจ้าฉัตรทิพย์” เพราะคำว่า “เจ้า” ในภาษาไทอาหม มีความหมายว่า “นาย” ในภาษาไทย
ตามอ่านเรื่องราวที่อาจารย์เขียน เป็นการเพิ่มสติปัญญาได้มากมาย
ขอบคุณที่มีคนเล่าเรื่องดีดีให้อ่านค่ะ