8 ส.ค.54 เรื่อง “กศน. กับแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น”, 15 ส.ค.54 เรื่อง “รวมพลังคน กศน.”, 22 ส.ค.54 เรื่อง “การพัฒนาหลักสูตร กศน.เพื่อชีวิต”, 29 ส.ค.54 เรื่อง “สื่อวิทยุกับเครือข่ายแห่งการเรียนรู้”, 5 ก.ย.54 เรื่อง “หลักสูตรส่งเสริมการรู้หนังสือ (ป.3)”, 12 ก.ย.54 เทปซ้ำวันที่ 9 พ.ค.54
รายการสายใย กศน. วันที่ 12 กันยายน 2554
เทป ซ้ำวันที่ 9 พ.ค.54 เรื่อง "เรียน กศน.ทางไกล ได้อย่างไร ( การศึกษาต่อเนื่อง )"
รายการสายใย กศน. วันที่ 5 กันยายน 2554
เรื่อง “หลักสูตรส่งเสริมการรู้หนังสือ (ป.3)”
ดำเนินรายการโดย อัญชิษฐา บุญพรวงศ์
วิทยากร คือ
- นายสุรพงษ์ ไชยวงศ์ ผอ.สำนักงาน
กศน.จังหวัดลำพูน
- อ.ปราณี อร่ามดิลกรัตน์ ครูชำนาญการพิเศษ
จ.ลำพูน มีครู กศน.ตำบลเต็มพื้นที่ ผลการปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมาย อยู่ในเกณฑ์ดี มีผู้ไม่รู้หนังสือประมาณ 5,000 คน แต่มีประชากรย้ายเข้าออกอยู่ตลอด ผู้ไม่รู้หนังสือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้สูงอายุ ผู้ขายแรงงานที่มาจากต่างจังหวัด กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ( หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงบางหมู่บ้านมีผู้ไม่รู้หนังสือเป็นพันคน ) ได้รับงบประมาณแก้ไขผู้มี่รู้หนังสือปีละ 1,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอ ( ตาม จปฐ. กำหนดให้อัตราการไม่รู้หนังสือไม่เกิน 1 % จ.ลำพูนยังไม่เกินเกณฑ์ แต่ควรเร่งแก้ไขให้รู้หนังสือเพราะมีประโยชน์มาก )
หลักสูตรต่าง ๆ ของ กศน. เดิมถูกยกเลิกไป เพราะมีข้อกำหนดว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องมีเพียงหลักสูตรเดียว จึงไม่สามารถออกวุฒิให้ผู้ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้หนังสือได้ ( เคยให้วุฒิ ป.2 เมื่อปี 2519 ) ปัจจุบันสามารถพัฒนาหลักสูตรขึ้นใหม่ได้ จ.ลำพูนจึงพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ (ป.3) ขึ้น ใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 เป็นฐาน ( ต่างจากหลักสูตรของ จ.พิจิตร ที่ใช้หลักสูตร 2544 เป็นฐาน ซึ่งหลักสูตร 2544 กำลังจะถูกยกเลิก ) โดยยึดหลัก
1. ยอมรับประสบการณ์ของผู้ใหญ่
2. เน้นการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน ตามบริบทของผู้เรียน ใช้จิตวิทยาการศึกษาผู้ใหญ่
3. ใช้วิชาภาษาไทย กับคณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรชาติ
ก่อนทำหลักสูตร ให้ครูสำรวจข้อมูลสภาพปัญหาชุมชน นำมาช่วยกันวิเคราะห์ และวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางทุกกลุ่มสาระ ร่วมกันกำหนดโครงสร้างหลักสูตรเป็น 20 สภาพ 88 เรื่องเนื้อหาสาระ ( 200 ชั่วโมง ) เช่นเรื่อง ประวัติศาสตร์เจ้าแม่จามเทวี, ข้าวไร่ โดยบูรณาการกับสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและคณิตศาสตร์ และมีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 20 ชั่วโมง รวม 220 ชั่วโมง ( ประมาณ 4-6 เดือน ) มีการวัดและประเมินผล 3 อย่าง คือ
- Pre-test
- ประเมินระหว่างกระบวนการเรียนรู้
- Post-test
สาระที่ 1-20 ให้เรียนเรียงตามลำดับ สาระที่ 21-88 ไม่ต้องเรียนตามลำดับ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดลองใช้หลักสูตร โดยให้คณะกรรมการสถานศึกษาแต่ละอำเภอเห็นชอบ และ ผอ.กศน.อ. อนุมัติหลักสูตรก่อน แต่ละอำเภอปรับเรื่องเนื้อหาสาระได้ จังหวัดอื่น ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยดาวน์โหลดหลักสูตรสถานศึกษา และคู่มือการใช้หลักสูตร ได้ที่เว็บไซต์ของ สนง.กศน.จ.ลำพูน ( ในคู่มือจะมีข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งการเบิกจ่ายค่าตอบแทน โดยถ้าครู กศน.สอนเองจะไม่มีค่าตอบแทน ถ้าใช้วิทยากรภายนอกเช่นผู้นำท้องถิ่น ครูในระบบ จะได้ค่าตอบแทน 500 บาท/ผู้เรียนตลอดหลักสูตร 1 คน )
มีการติดตามการดำเนินงาน 2 ระยะ ระยะที่ 1 ติดตามจากกลุ่มเป้าหมายผู้เรียน ระยะที่ 2 ติดตามการดำเนินงานของผู้จัด
การทดลอง เป็นการจัดจริงด้วย ผู้ผ่านจะได้วุฒิ ป.3
รายการสายใย กศน. วันที่ 29 สิงหาคม 2554
เรื่อง “สื่อวิทยุกับเครือข่ายแห่งการเรียนรู้”
ดำเนินรายการโดย นายอิทธิเดช สุพงษ์
วิทยากร คือ
- นายอรัญ คงนวลใย ผอ.สถาบัน กศน.ภาคใต้
- จ.ส.อ.หญิง จริยา เวียสุวรรณ ครู สถาบัน
กศน.ภาคใต้
- นายสุนันท์ นิลปักษ์ ครู สถาบัน กศน.ภาคใต้
- นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์ เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ
(ภาคใต้)
- นายผัน ทิพย์รอด เลขานุการธนาคารสมอง
จ.สงขลา
- นายไพฑูรย์ ศิริรักษ์
ประธานชมรม “บินหลา หาข่าว”
พ.ร.บ.กศน.51 มุ่งให้ประชาชนได้รับความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ได้กำหนดหลักการไว้ 3 หลัก คือ การพัฒนาคุณภาพ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึง การมีส่วนร่วม กศน.ภาคใต้จึงใช้หลักคิดนี้ ทำงานร่วมกับภาคประชาชน ใช้สื่อวิทยุ ( สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุชุมชน ) สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
นายไพฑูรย์ บุญรัตน์ ผู้มีประสบการณ์ในการจัดรายการวิทยุโทรทัศน์จาก
กศน. เป็นผู้จัดรายการ “บินหลาหาข่าว” ทาง สวท.สงขลา 90.5 MHz
เวลา 07:00-09:00 น. ได้จัดเป็นห้องเรียนทางอากาศ
ใช้ปรัชญา “เอาเรื่องมาเล่า เอาข่าวมาแจ้ง เอาความคิดมาแหลง
เอาแรงมาช่วย” เพื่อ ยกระดับความคิด ติดอาวุธทางปัญญา พัฒนาคุณธรรม
ให้คนในชุมชนหมุนเวียนกันเข้ามาจัดรายการ
เป็นรายการที่ยืนหยัดมาตั้งแต่ปี 39 จนถึงวันนี้
เนื้อหาสาระหลากหลาย ที่เป็นเรื่องใกล้ตัว
ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
ผู้ฟังสามารถกรีดยางไป ทำงานไป ฟังวิทยุไป
ในรายการจะมีช่วงธรรมะรับอรุณโดยพระคุณเจ้าสมาชิกบินหลาหาข่าว
มีการฝึกอบรมสัมมนาชาวบ้านที่เป็นผู้จัดรายการวิทยุ
ทำให้ประสบผลสำเร็จมีผู้ฟังวันหนึ่งเป็นแสนคน
มีการสื่อสารโต้ตอบทางโทรศัพท์
ตอนนี้ขยายไปจัดรายการโทรทัศน์ทาง สทท.11
สงขลา
วิทยุ แบ่งเป็น 3 ประเภท
1. วิทยุบริการสาธารณะของรัฐ
2. วิทยุบริการธุรกิจ ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น
3. วิทยุบริการชุมชน ชุมชนเป็นเจ้าของ
ไม่แสวงหากำไรจากการโฆษณา ภาคใต้มีอยู่ 50
กว่าสถานี
นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์ เริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดการหอกระจายข่าว มาเป็นผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชน จัดวิทยุชุมชนเป็นการสื่อสารระหว่างคนในชุมชน ระหว่างชุมชนกับชุมชนอื่น และระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภายนอก โดยชุมชนจัดเอง ต้องจัดรายการให้ต่างจากวิทยุหลัก บางช่วงเวลา ถ่ายทอดเสียงจาก สวท.สงขลาเช่นช่วงรายการบินหลาหาข่าว เป็นที่รวมที่หน่วยงานราชการมาใช้เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ให้ตัวแทนกลุ่มผู้ฟังกลุ่มต่าง ๆ ในรัศมีการกระจายเสียง มาเป็นผู้ดำเนินรายการ เช่น กศน. จัดรายการ “นอกรั้วโรงเรียน” ชุมชนจะดูแลประเมินให้ความเห็นกันเอง มีการถ่ายทอดสดงานกิจกรรมของชาวบ้าน เช่นการเทศน์มหาชาติตั้งแต่เช้าถึงเย็น
กศน. ใช้วิทยุชุมชน จัดรายการเป็นห้องเรียนทางอากาศ กศน.ภาคมีบทบาททางด้านการผลิตสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ มีสื่อรายการวิทยุมาก จัดรายการ “นอกรั้วโรงเรียน” เป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ทางสถานีวิทยุต่าง ๆ เริ่ม 6 สถานี เมื่อ 27 ก.พ.52 ปัจจุบันมี 7 สถานี โดยผลัดกันเป็นผู้จัดรายการ แล้วถ่ายทอดเสียงพร้อมกันทุกสถานี ( ถึงคิวสถานีไหน ถ้าไม่มีผู้จัดรายการ ครู กศน.จะไปจัดรายการให้ ) ได้รับเสียงตอบรับพอสมควร มีผู้ติดต่อขอเทปรายการ
นายสุนันท์ นิลปักษ์ ครู สถาบัน กศน.ภาคใต้ นอกจากจัดรายการนอกรั้วโรงเรียนแล้ว ยังจัดรายการ “ปักษ์ใต้บ้านเรา” ทาง สวท.สงขลา วันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน ใช้ภาษาใต้ จัดรายการให้สอดคล้องกับทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ มีผู้สนใจโทร.เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาก ถึงขนาดโทร.เข้ามาจองสายก่อนเปิดรายการ
นายผัน ทิพย์รอด ผู้จัดรายการ “ผู้เฒ่าเล่าขาน” ให้ผู้สูงอายุสมาชิก “ธนาคารสมอง” นำความรู้/ประสบการณ์ของตนมาเล่า เช่นเรื่อง ชาดก เศรษฐกิจพอเพียง สุขภาพอนามัย ฯลฯ
สื่อวิทยุในปัจจุบันมีผู้ฟังน้อยลง ต้องพัฒนาที่เนื้อหาสาระ เป็นเรื่องใกล้ตัว ในลักษณะวิทยุชุมชน ใช้ภาษาถิ่น เป็นกันเอง ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย วิทยุก็จะกลับมามีบทบาทมีชีวิต
รายการสายใย กศน. วันที่ 22 สิงหาคม 2554
เรื่อง “การพัฒนาหลักสูตร
กศน.เพื่อชีวิต”
ดำเนินรายการโดย นายอิทธิเดช สุพงษ์
วิทยากร คือ
- นายอรัญ คงนวลใย ผอ.สถาบัน กศน.ภาคใต้
- นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์ ครูใหญ่โรงเรียนสิทธิชุมชนเขาคูหา
อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
- นายไพฑูรย์ ศิริรักษ์
ผอ.ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบก อ.สทิงพระ
ช่วงนี้อยู่ในทศวรรษแห่งการปฏิรูปการศึกษา รอบที่ 2 ( พ.ศ.2552-2561 ) กศน.ภาค เป็นสถานศึกษามีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด กศน. โดย กศน.ภาคใต้มีมุมมองใหม่ “เรียนจบปริญญาแล้วเรียนต่อ กศน.” เพราะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียนวิชาชีวิต กศน.ภาคจึงจัดหลักสูตรต่อเนื่อง ( วิชาชีพ วิชาชีวิต วิชาชุมชน )
ส่วนกลางเป็นผู้กำหนดหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ซึ่งยังไม่เพียงพอกับการแก้ปัญหาชุมชน กลุ่มชาวบ้าน อ.รัตภูมิ จ.สงขลา จึงตั้งเป็นโรงเรียนสิทธิชุมชนเขาคูหา ขึ้น จัดหลักสูตรตามความต้องการของชุมชน ใช้วิทยากรกระบวนการเป็นวิทยากร ( มีหลักสูตรพัฒนาวิทยากรกระบวนการด้วย ) เช่น หลักสูตรเยาวชนรักถิ่น หลักสูตรเครือข่ายภาคประชาชนต้านยาเสพติด หลักสูตรชุมชนบำบัด หลักสูตรการเมืองท้องถิ่น ( นายก อบต. ไม่ได้เป็นสมาชิก อบต. คล้ายระบบประธานาธิบดี ) หลักสูตรลูกเสือชุมชน หลักสูตรการเป็นจำเลย หลักสูตรวิทยุชุมชน-การสื่อสารชุมชน หลักสูตรภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ เน้นให้ปฏิบัติจริง มีการปรับปรุงหลักสูตร ครู กศน.ตำบลเป็นจุดรวมในระดับตำบล เป็นเลขาฯ เป็นผู้ประสานงาน ของเกือบทุกองค์กร ชุมชนเป็นเจ้าของหลักสูตร พัฒนาหลักสูตรโดยชาวบ้านแล้วนักวิชาการปรับปรุง
ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบก อ.สทิงพระ ( ชาวบก เป็นชนเผ่าโบราณ คู่ชาวเล ) เป็นแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาชาวบก และออกแบบหลักสูตรการบริหารจัดการชุมชน ถ่ายทอดทักษะภูมิปัญญา ทักษะอาชีพตามอัธยาศัย เกิดขึ้นจากเห็นว่าการศึกษาในโรงเรียนใช้วิชาการเป็นตัวตั้ง ไม่ได้สอนทักษะชีวิตที่ใกล้ตัว ทำให้ไม่มีปัญญาในการแก้ปัญหาตัวเอง ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบกจึงใช้บทบาท กศน. มาปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ใช้ครูชาวบ้านสอนวิชาทักษะชีวิต วิชาที่จำเป็นในวิถีชีวิต ใช้ปรัชญาท่านโกวิทย์ วรพิพัฒน์ ( คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ) จัดให้เรียนวิชาชีพแบบไม่มีรอบไม่มีรุ่น หลักสูตรสั้น ๆ 1-3 ชั่วโมง เรียนครั้งละกี่คนก็ได้ คนเดียวก็ได้ เช่น หลักสูตรการทำโรตี เน้นทำจริง
ลดการให้ความสำคัญกับใบปริญญาหรือใบรับรอง
กศน.ภาคใต้ได้จัดการพัฒนาหลักสูตร 1 สถานศึกษา 1 หลักสูตร ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ให้ครู กศน.จัดทำหลักสูตร นำไปทดลอง 2 ปีนี้ทำได้เกือบ 100 หลักสูตร อาจเป็นหลักสูตร 4 เดือน หรือ 4 วัน หรือ 4 ชั่วโมง
หลักสูตรชีวิต ทำให้ชาวบ้านคิดเองทำเองได้ นักวิชาการ การศึกษา อย่าคิดแทนชุมชน ชุมชนมีหลักสูตรเป็นของชุมชนเอง ชุมชนรู้จักตัวเองแต่คนนอกไม่รู้จัก คนในชุมชนเรียนรู้แล้วต้องกลับไปพัฒนาชุมชนของตนเอง
รายการสายใย กศน. วันที่ 15 สิงหาคม 2554
เรื่อง “รวมพลังคน กศน.”
อัญชิษฐา บุญพรวงศ์ ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
- กนกพรรณ สุวรรณพิทักษ์
ผอ.กลุ่มส่งเสริมปฏิบัติการ
- เบญจางค์ ถิ่นธานี นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มพัฒนาบุคคล กลุ่มการเจ้าหน้าที่
- อภิรดี กันเดช นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
หัวหน้ากลุ่มพัฒนากลยุทธ์และเลขานุการคณะกรรมการฯ
กลุ่มแผนงาน
ในระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน 2554 กศน.ได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ 3 กิจกรรม/งาน ดังนี้
1. มหกรรมกีฬา กศน.เกม วันที่ 5-7
ก.ย.54 ณ สนามกีฬาสมโภชน์ 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่
เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ( ทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดสัมพันธภาพ
ความสามัคคี ) เน้น “รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย
กศน.ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว”
แข่งรอบคัดเลือกวันที่ 5 ก.ย.54
- พิธีเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 6 ก.ย. เวลา 08:30 น.
มีวงโยธวาทิต 5 วง มีการแสดงของวิทยาลัยนาฏศิลป์
ใช้ผู้แสดงหลายร้อยคน
- มีกีฬา 7 ประเภท แบ่งการแข่งขันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มนักศึกษา มีกีฬา 6 ประเภท กลุ่มครู
กลุ่มผู้บริหาร มี 3 ประเภทคือ วิ่ง กอล์ฟ (
รวมผู้บริหาร-ครู-นักศึกษา แข่งด้วยกัน ) และ ฟุตบอล (
แข่งกับทีมผู้บริหารของ UNESCO )
ใช้กติกาตามหลักสากลทุกประการ และมีการประกวด ขบวนพาเหรด
เชียร์ลีดเดอร์ กองเชียร์
เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
- ปิดวันที่ 7 เวลา 17:00 น. มีการชิงชนะเลิศของกีฬาประเภทต่าง ๆ มีการแข่งขันฟุตบอลคู่พิเศษระหว่างผู้บริหาร กศน. กับผู้บริหาร UNESCO รางวัลมีทั้ง ถ้วยรางวัล-เหรียญรางวัล-เกียรติบัตร ( นักศึกษา ครู ผอ.อำเภอ รอง ผอ.จังหวัด ให้จองที่พักกันเอง )
2. งานวันเกษียณอายุราชการของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กศน. ( ผู้บริหาร+ข้าราชการครู+ข้าราชการพลเรือน+ลูกจ้างประจำ 163 คน ) 7-8 ก.ย. ให้ผู้เกษียณฯรายงานตัวบ่ายวันที่ 7 เพื่อเลือกเส้นทางทัศนศึกษา โดยมีให้เลือก 6 เส้นทาง อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 5 เส้นทาง ในจังหวัดลำพูน 1 เส้นทาง เช่น ไหว้พระ 9 วัด ในจังหวัดเชียงใหม่ ( วัดเจดีย์หลวง วัดลอยเคราะห์ วัดพระสิงห์ วัดชัยมงคล วัดสวดดอก ... ... ) ขึ้นเมทนีดล ( เจดีย์สำคัญของเชียงใหม่ ) พิชิตยอดดอยสุเทพและอควาเรียมเชียงใหม่ ร้อยอันพันอย่างของบ้านถวาย ( หัตถกรรม ) ชมลำไยเมืองบุญหริภุญไชย ( ไวน์ลำไย ก๋วยเตี๋ยวลำไย จ.ลำพูน รับไม่เกิน 50 คน ) เส้นทางใดมีผู้เลือกน้อยกว่า 8 คน จะงดเส้นทางนั้น ผู้บริหารที่จะเกษียณให้เลือกว่าจะไปทัศนศึกษาหรืออยู่ร่วมงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เชิญผู้บริหารเก่าที่เกษียณปีก่อนๆมาร่วมงานด้วย ทัศนศึกษาวันที่ 8 รถออกเวลา 08:00 น. มีมัคคุเทศก์ประจำรถทุกคัน กลับถึงโรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิวภายใน 15:00 น. เตรียมตัวร่วมงานภาคกลางคืน มีช่างเสริมสวยให้ เวลา 17:00 น. เก็บตัวที่ห้อง ภาคกลางคืนมี กลองสะบัดชัย มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ รับมอบโล่จากท่านเลขาฯทุกคน ขับร้องเพลงโดย รุ่ง สุริยา และสุนารี ราชสีมา จับฉลากรางวัลใหญ่
3. งานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ พ.ศ.2554 8 ก.ย.54 จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ( ปีที่แล้วจัดที่ ศว.รังสิต ) ปีนี้จัดที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ เชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 1,400 คน ช่วงเช้า 09:00 น. รับลงทะเบียน 6 ซุ้ม 6 ภาค เปิดงาน 10:00 น. โดยนายกรัฐมนตรี ชมวีดิทัศน์ในหลวงกับการศึกษาตลอดชีวิต อ่านสารวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ การแสดงชนเผ่า ปาฐกถาพิเศษโดยท่านนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาโดย อาจารย์จตุพล ชมพูนิช และอาจารย์พะเยาว์ พัฒนพงศ์
มีการจัดนิทรรศการ 5 ซุ้ม ( กศน.ตำบล UNESCO ศศช. ในหลวงกับการศึกษาตลอดชีวิต การรักการอ่าน ) โดย กศน.ในภาคเหนือ มีการถ่ายทอดสดทาง ททบ.5 และ ETV เวลา 10:00-11:00 น.
ขอให้ผู้จะไปร่วมงานส่งแบบตอบรับไปให้เร็วที่สุดเพื่อความสะดวกในการเตรียมรับลงทะเบียน โดยให้แต่งชุดเสื้อสูท กศน. สีกรมท่า ( ไม่ใช่เสื้อซาฟารี )
การจัดงานปีนี้จะยิ่งใหญ่กว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา เสื้อทีม ( เสื้อวอร์มสีชมพู ) เสร็จแล้ว ให้รับได้ที่ กป.
ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อให้เราได้อ่าน ขอให้ท่านเจริญๆยิ่งขึ้นไป
ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ