หลักการปรองดองแห่งชาติเชิงพุทธ โมไนย พจน์ ในสภาพที่สังคมทุกภาคสวนกำลังต้องการความปรองดอง (ไทยรัฐ:12/06/53) เพื่อหาทางออก และการก้าวเดินไปของประเทศชาติ หลายฝ่ายได้เสนอทางออก ทั้งในส่วนหลักการ วิธีการ และมุมมองเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ด้วยมุ่งหวังผลเป็นความสงบสุขของสังคมไทย ครั้งพุทธกาล (ก) พระเจ้าปเสนทิโกศลยกทัพหมายจะไปปราบปรามองคุลิมาลจอมโจรพันศพ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเจรจาว่าถ้าองคุลิมาล ยุติเลิกเป็นโจร ไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาชน พลเมืองและรัฐ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะทำประการใด ผลคือไม่ปราบปราม และต้องโทษประหาร การเจรจาบนฐานของประโยชน์สุขร่วมกันจึงจบลงด้วยการปรองดอง องคุลิมาลได้บวชต่อไป ประชาชนอยู่เป็นสุข (ข) พระเจ้าปเสนทิโกศลสำนึกได้ตาม “พุทธเจรจา” ที่ว่า “เลือดพ่อย่อมสำคัญกว่าเลือดแม่” จึงคืนอิสริยยศให้กับอัครมเหสีที่กำเนิดเป็นทาสสามัญชน กับราชบุตร ความรุนแรงในครอบครัวจากระบบวรรณะจึงยุติ (ค) เพราะชาวโกลิยะ และศากยะ(ตระกูลพระญาติของพระพุทธเจ้า) มองผลประโยชน์ของ “คน” สำคัญกว่าน้ำ สงครามแย่งชิงน้ำจึงยุติกลายเป็นการจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันอย่างลงตัว การปรองดองระหว่างบุคคลต่อบุคคล รัฐต่อรัฐจึงจึงเกิดขึ้นภายใต้ “ประโยชน์” ของการยอมรับร่วมกัน ความขัดแย้ง รุนแรงจึงมีผลเป็นยุติ พุทธศาสนามีเป้าหมายต่อการใช้ชีวิตที่ “สงบสุข” ดังพุทธพจน์ที่ว่า “นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง แปลว่า สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี” ความสงบตามเจตนารมณ์พุทธจึงเป็นหลักหมายการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์ที่จะพึงมีในสังคม รวมทั้งย่อมมีความหมายถึงการปรองดอง ที่ควรนำมาเป็นหลักคิด และหลักปฏิบัติในสังคมไทย ด้วยความหวังต่อความสงบสุขด้วยเช่นกัน หลักคิดที่ควรเป็นฐานในการนำไปสู่การปรองดอง ๑.หลักเกณฑ์ ชาวพุทธหมายถึง ศีล วินัย และข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อความงดงามของตนเอง (ศีล) อาจอธิบายความหมายถึงวินัย กฎ บัญญัติ หลักปฏิบัติ กฎหมาย ที่จะต้องเป็นหลักปฏิบัติสำหรับ “คนไทย” ทุกคนอย่างเสมอภาค เท่าเทียม มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติร่วมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ มีมาตรฐานเดียว มุ่งหวังต่อผลเป็นความสงบสุข ๒. หลักยุติธรรม ความสมดุล พอดี เท่าเทียม ที่ชาย หญิง เด็ก คนชรา และทุกคน สามารถ เรียนรู้ เข้าถึง ปฏิบัติตนตามหลักพุทธศาสนาได้ พระพุทธศาสนาสอน “หลักความยุติธรรม” การจะปรองดอง จึงต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเสมอกัน พอดี สมดุลเป็นเป้าหมายหลัก ๓. หลักประโยชน์ (อัตถะ) พุทธศาสนามองหลักแห่งประโยชน์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อประโยชน์ของมหาชนหมู่มาก” ในทางกฎหมาย บ้านเมือง หรือการปรองดอง ให้มองประโยชน์ประเทศชาติ และคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ๔. หลักภราดรภาพ ความเป็นเอกภาพที่จะเกิดขึ้น ดังคำว่า “สมานฉันท์” ที่มาจากคำว่า “สํ-พร้อม ร่วม, มนะ ใจ, ฉนฺทะ ความพึงพอใจ” อาจสรุปว่าพฤติกรรมใด จะก่อให้เกิดคำว่า “ปรองดอง” ได้ต้องการจากความพร้อมใจต่อกันบนฐานความเสมอภาค เอกภาพ ไม่ได้จำกัดเพียงเพราะใคร กลุ่มใคร พวกใคร เพราะพระพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดว่า เด็ก สตรี คนชรา ผู้หญิง ผู้ชาย หรือคนที่แห่งใดก็ช่างสามารถเข้าถึงธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธศาสนาได้ทั้งสิ้น ดังนั้นการกำหนดแผนหรือแนวทางใดก็ตาม ต้องมองที่หลักเกณฑ์ (บัญญัติ) หลักการกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับ (สัมมาทิฎฐิ) โปรงใสตรงไปตรงมา (มโนสุจริต) มีความยุติธรรม เสมอภาคในการปฏิบัติ รวมทั้งมุ่งมองที่ประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ (อุภยัตถ) มีผลเพื่อการขับเคลื่อนสภาพสังคมในองค์รวมไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นการจะปรองดอง หรือสมานฉันท์ ต้องเกิดจากความพร้อมใจ (ระบบสามัคคีธรรม) ร่วมใจถึงจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน เพราะมิฉะนั้นคนใดคนหนึ่งหยิบยื่นให้กับคนหนึ่งก็จะไม่สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงอันใดได้เลย เพราะไม่ได้เกิดจากความพรักพร้อมร่วมใจ และให้ความสำคัญในการยุติปัญหาและความรุนแรงร่วมกัน ให้ยึดหลักเกณฑ์ คือหลักกฎหมาย ทั้งในส่วนนิติธรรม นิติรัฐ ตามเกณฑ์แห่งความเสมอภาค(สมานฉันท์) การปรองดอง ต้องเป็นการปรองดองที่ประกอบด้วยธรรมะ ปรองดองในทางที่เป็นกุศล และเป็นการปรองดองบนเงื่อนไขของผลประโยชน์ประชาชนมิใช่ผลประโยชน์ของพวกพ้อง และพรรคการเมืองผลประโยชน์ ไมใช่ปรองดองสนองตัณหา ไม่ใช่เอาแค่ปรองดองถูกใจกองเชียร์ หรือผู้ที่เห็นด้วย แต่ต้องเป็นปรองดองที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจว่าถูกต้องดีงามของทุก ๆ ฝ่าย ทำให้เกิดความพึงพอใจ(ฉันทะ) โดยมีธรรมะเป็นเครื่องสมาน ให้เป็นปรองดองสมานฉันท์ที่แท้จริง จึงจะเกิดผลเป็นการปรองดองตามแนวพุทธอย่างแท้จริง คิดชัด หลักปฏิบัติถูก ทางที่จะเดินไปข้างหน้าคงงดงาม....ก้าวไปอย่างถูกต้อง ถูกใจ ถูกหลักการและถูกสถานการณ์ ความปรองดอง....ย่อมเป็นผล...!!!!!!
|