ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บทบาทและหน้าที่ของ CIO ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นั้น CIO ไม่ได้มีบทบาทอย่างแท้จริง โดยงานส่วนใหญ่จะเป็นการรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ (Information Infrastructure) แต่เมื่อโลกเริ่มเปลียนวิธีการตัดสินใจโดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ จึงทำให้หน้าที่ของ CIO ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดกลยุทธ์และสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่องค์กร

ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา องค์กรเริ่มที่จะเห็นความสำคัญของ CIO มากขึ้นในการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้บริหารจำนวนมากที่ยังมองว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่บริโภคทรัพยากรขององค์กรมากเกินไป แต่กลับให้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า ทำให้ผู้บริหารเหล่านี้ไม่เห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ดังนั้นผู้บริหารกลุ่มนี้จึงเห็นเพียงว่าเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นต้องการผู้ บริหารเพียงระดับผู้จัดการ หรือเพียง Line manager เข้ามาดูแลเพื่อสนับสนุนกระบวนการทำงานของพวกเขาเท่านั้น
ผู้บริหารระดับสูงหลายท่านกล่าวว่า “My CIO talks techno-bubble” จึงทำให้บางองค์กร ตำแหน่ง CIO มักเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอนาคต ซึ่งในอดีตหลายคนกล่าวว่า CIO ย่อมาจาก “Career is over” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะ CIO ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลว่าโครงการสารสนเทศที่นำเสนอ จะสามารถสร้าง Business Value ให้กับองค์กรได้อย่างไร

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเป็น CIO ของบริษัทพันล้าน คุณเพิ่งเสร็จจากการเข้าร่วมเสนอแผนงานโครงการสารสนเทศให้กับคณะกรรมการผู้บริหาร ซึ่งในขณะพักเบรค คุณถูกเชิญให้นั่งและพูดคุยด้วย ถ้าหากมีผู้อำนวยการใหญ่เดินมาที่คุณ จับมือคุณและพูดว่า “เป็นการนำเสนอที่ดีมาก….ผมรับรู้แผนงานที่คุณนำเสนอ….ไม่มีปัญหา… มันมีเหตุผลทางธุรกิจที่ดี…แต่คุณลองบอกผมสิว่า ค่าใช้จ่ายทาง IT ที่เกิดขึ้นจาก 7% เพิ่มขึ้นเป็น 11% ใน 3 ปี ตั้งแต่คุณเข้าร่วมงานกับบริษัท พวกเรากำลังจะได้อะไร หมายถึง Business Value ที่พวกเราจะได้จาก IT ”…..คุณจะตอบว่าอย่างไร ???
อะไรคือ Business Value ของ IT ในองค์กรของคุณ ซึ่งมักจะถูกถามจากผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นมักจะตั้งคำถามที่ขัดแย้งกันกับ CIO และ CIO ส่วนมากจะพบปัญหาเหล่านี้ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับ IT ซึ่งบริษัทคาดหวังจากการลงทุนทางด้าน IT และเป็นตัวชี้วัดที่ผู้ถือหุ้นและนักวิเคราะห์การลงทุนเพื่อใช้ในการวัดมูลค่าขององค์กร ความท้าทายนี้เองที่ทำให้ CIO ต้องตระหนักว่า ผู้คนรอบตัวเขาคาดหวังในตัวเขาสูงถึงขั้นที่ CIO ควรสร้างตัวเองให้ถึงขั้นที่เรียกพวกเขาได้ว่าเป็น “Chief Integration Officer” หรือ “Chief Influencing Officer”
ความท้าทายของ CIO ในยุคต่อจากนี้คือ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ CIO แตกต่างจากผู้บริหารระดับกลางด้านเทคโนโลยี เพราะความเป็นผู้นำ (Leadership) ไม่ได้หมายความถึงความสามารถในการบริหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งพื้นฐานสำคัญในการเป็นผู้นำนั้นก็คือการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในองค์กร
CIO ยุคใหม่จะเป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจ แสวงหาจังหวะโอกาสที่จะพาองค์กรและผู้ร่วมงานไปสู่ความสำเร็จ โดยต้องสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนเห็นว่าโอกาสการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ มีประโยชน์อย่างไร และ CIO จะต้องกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตนอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดความสนใจและรู้สึกท้าทาย นับว่าการสื่อสารเป็นสิ่งที่ยากและท้าทายสำหรับ CIO ในยุคต่อไป
การสื่อสารเป็นวิธีการสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับ CIO แค่เพียง CIO ใช้เวลากับการสื่อสารให้มากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการใช้เวลากับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งควรให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์มากขึ้นเท่านั้น โดยการสื่อสารจะประสบผลสำเร็จได้นั้นจะต้องมี “ ความฉลาดทางอารมณ์ ” หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “Emotional Quotient: EQ” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
มีการศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้นำและผู้ปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ ซึ่งศึกษาจากองค์กรกว่า 200 องค์กรในอเมริกาพบว่า EQ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำมาก โดยผลการวิจัยชี้ชัดว่า 67% ของความสามารถที่บุคคลใช้เพื่อความสำเร็จในงาน เป็นเรื่องของ EQ (เช่นความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่างๆในองค์กรได้ เป็นต้น) ในขณะที่อีก 33% ที่เหลือเป็นเรื่องของความสามารถทางสติปัญญา และความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills) ยิ่งไปกว่านั้นการวิจัยยังพบว่า ยิ่งงานมีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร ความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills) และความสามารถทางสติปัญญาจะลดความสำคัญลง แต่ EQ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

โดยสรุป จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความท้าทายของ CIO ยุคใหม่ ที่จะสามารถนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องสามารถสื่อสารและอธิบายถึงการเชื่อมโยงระหว่างกลยุทธด้านธุรกิจ และการลงทุนในระบบสารสนเทศต่อผู้บริหารระดับสูงรวมทั้งผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความเป็นผู้นำ เพื่อการบรรลุผลในการประสานสอดคล้องกับทุกส่วนขององค์กร ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้ได้ จะต้องถูกทดสอบอย่างมากในเรื่องของ วิสัยทัศน์ของผู้นำ การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ เพราะเมื่อไม่มีความสัมพันธ์ก็จะเป็นการยากในการสื่อสารวิสัยทัศน์ของตนสู่ผู้อื่นให้เข้าใจได้ในฐานะผู้นำได้นั่นเอง