โปรด………อย่าถาม
อรชร อ่อนโอภาส
นักสังคมสงเคราะห์
โรงพยาบาลสมุทรสาคร
“หนูชื่ออะไรลูก บอกได้มั๊ยค่ะ” ฉันเอ่ยถามเด็กหญิงตัวน้อยวัย 5 ขวบ ผมหยิกเป็นลอน ตากลมโตแก้มสีชมพูใส ปากบางตัวกลมผิวขาวใสนั่งอยู่บนตักแม่ เด็กน้อยมิได้สนใจในสิ่งที่ฉันถาม แต่กลับพูดคุยกลับแม่ ผิดกับแม่ที่มีสีหน้าหม่นหมองคิ้วเข้มขมวด ส่งเสียงตำหนิเด็กน้อย “แก้มใส” และส่งสายตาขอร้องมายังฉัน ประมาณว่าได้โปรดเถอะ ฉันรับรู้ได้ถึงสายตาวิงวอนคู่นั้น และถามเด็กน้อยที่นิ่งบนตักแม่ว่า
“เอ...ใครชื่อน้องแก้มใสน่ะ ป้ามีน้องตุ๊กตาอยากคุยกับพี่แก้มใส ใช่มั้ยจ๊ะ น้องตุ๊กตา” ฉันถือตุ๊กตาผมหยิกหยองอยู่ในมือ เด็กน้อยหมุนมองมาทางฉันและจะคว้าตุ๊กตาจากมือฉันไป
แม่เด็กน้อยดุเสียงลั่น “แก้มใส” เด็กน้อยชักมือกลับและก้มหน้าซุกกับอกแม่นิ่ง “ไม่เป็นไรลูก แก้มใสอยากคุยกับน้องตุ๊กตาใช่มั้ย มาคุยกับน้องตุ๊กตาใกล้ ๆ สิลูก” “แก้มใสรู้จักชื่อน้องตุ๊กตารึยังลูก “ ฉันถามต่อ
เด็กน้อยส่ายหน้า...
“งั้นถามน้องสิลูก” ฉันพูด เด็กหญิงตัวน้อยลงจากตักแม่ แล้วเดินมาใกล้ ๆ ฉันเอานิ้วป้อม ๆ เขี่ยตุ๊กตาไปมา
ความจริงมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ฉันได้รับรู้เรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นนี้ หลายปีที่ผ่านมา ฉันเฝ้าถามใครก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ที่จริงแล้วฉันไม่อยากรับรู้เรื่องเล่าจากปากน้อย ๆ ของเธอ ถ้อยคำที่บอกกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เจ็บปวด เสมือนการเอาหนามแหลมคมมาทิ่มแทงหัวใจของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
“หนูเกลียด....” เด็กน้อยเอ่ยขึ้นหลบตาและก้มหน้าลงต่ำและกอดตุ๊กตาไว้แน่น
“ใครเหรอลูก บอกป้าได้มั้ย” เด็กน้อยยังคงอยู่ในท่าเดิม แต่พยักหน้า “ตาคง” เด็กน้อยเอ่ยชื่อ “เขาทำอะไรหนู...” ฉันถามต่อในขณะที่หัวใจฉันเต้นถี่ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก
“มันให้หนูดูหนัง....” เด็กหญิงพูดเพียงเท่านี้และเธอก็ส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรลูก” ฉันกอดเด็กหญิงตัวน้อยบนตักแล้วไม่ถามอะไรต่อ
“หนูไม่อยากเชื่อ....” หญิงสาวอายุประมาณ 25 ปีแต่งกายด้วยเสื้อโปโลสีเข้มมีตราปักกางเกงขายาว บ่งบอกได้ว่าเธอเป็นพนักงานบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่งในจังหวัดนี้ “หนูไม่น่าทำร้ายลูกตัวเองเลย หนูไม่น่าปล่อยไว้เลย...” เธอคร่ำครวญร่ำไห้ เสียงสะอื้นของเธอ ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยมองหน้าแม่“แม่จ๋า”
ความรู้สึกของฉัน ณ วินาทีนี้ เสมือนโลกจะถล่มทลาย แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ทุกข์เข็ญถาโถมเข้าใส่ หญิงสาวที่นั่งตรงหน้าสะอื้นไห้ไม่หยุด ฉันจึงเอื้อมมือไปจับมือเธอไว้พูดอย่างแผ่วเบา “อดทนไว้ อย่าให้ลูกเห็น ไม่ใช่ความผิดของหนูหรอก” ในขณะที่เด็กน้อยเอ่ยเรียกแม่เป็นระยะ ๆ ฉันจึงให้เด็กน้อยไปนั่งบนตักแม่ หญิงสาวกอดลูกน้อยแน่นเหมือนตุ๊กตาที่ถูกกอดอยู่ในอ้อมกอดของเด็กน้อย
“ใครไม่เป็นไม่มีทางรู้ได้” ฉันฟังจนชินหู และมักโต้ตอบตอบกลับไปสู่ผู้พูด “นั่นนะซิ เมื่อปัญหาเกิดถ้าใครไม่เป็นก็ไม่รู้หรอก...แล้วคุณคิดว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น” ฉันถาม
“หนูไม่รู้หรอกใครไม่มาเป็นหนูไม่รู้หรอก” คนไข้ของฉันมักจะฟูมฟายอยู่กับปัญหาของพวกเธอเช่นนี้เสมอ จนทำให้ฉันเสียงเข้มขึ้นนิดหนึ่ง เสมือนอยากจะปรามให้มีสติเพื่อใช้สติในการแก้ปัญหา
“นั่นสิไม่มีใครรู้ว่าปัญหาของคุณคืออะไร และควรจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้” ทำให้คนไข้หลายรายนิ่งเงียบลงบ้าง บางรายมีสติก็ถามฉันต่อ “หนูจะทำอย่างไรดี”
“นั่นสิ ถ้าคุณไม่กล้าเล่าให้ฟังแล้วเราจะรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณและทางออกของปัญหาควรจะเป็นอย่างไร” ถ้าเป็นเช่นนี้ยังทำให้ฉันทำงานต่อไปได้
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ ภาพที่เห็นต้องทำให้ฉันปล่อยเวลาให้แม่ลูกคู่นี้ไม่มีคำถามต่อ มีแต่เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องดังกับเสียงสะอื้นแผ่วเบาของแม่ เด็กน้อยหันมามองหน้าแม่ของเธอ และเอานิ้วป้อม ๆ จับหน้าของแม่ตบเบา ๆ
“แม่ไม่ผิด ป้าบอกว่าแม่ไม่ผิดอย่าร้องนะ...” หญิงสาวจับมือเด็กน้อยมาจูบแนบแก้มพร้อมจะเปล่งเสียงสะอื้นดังขึ้น ฉันรีบแตะที่มือของเธอและส่งสายตาปรามหญิงสาวกล้ำกลืนเสียงไว้ในลำคออย่างยากลำบาก ฉันปล่อยให้ช่วงเวลานี้อยู่ในความเงียบอีกพักหนึ่ง
จะนานเท่าไหร่ก็ช่างเถอะ จนกว่าสองแม่ลูกจะพร้อม ฉันจึงเริ่มทำงานของฉันต่อ
“น้องแก้มใส ค่ะ เอ... หนูตั้งชื่อน้องตุ๊กตาตัวนี้ว่าอะไรนะคะป้าลืมไปแล้ว” ฉันเริ่มปฏิบัติงานใหม่ เมื่อประเมินแล้วว่าแม่ลูกคู่นี้มีความพร้อม “ชื่อหนูนาค่ะ” น้องแก้มใสตอบ เด็กน้อยลงจากตักแม่และเริ่มคุ้นเคยกับฉันมากขึ้น คงเป็นเพราะฉันบอกว่าแม่ของเธอไม่ผิดและเธอก็รู้สึกมีพลังเพิ่มขึ้นที่ทำให้แม่หยุดร้องไห้ได้
• หนูอยากให้หนูนาเป็นน้องของหนูรึป่าวค่ะ
• อยากค่ะ
• เอ... น้องของหนูอายุกี่ขวบค่ะ
• 2 ขวบค่ะ
• และพี่แก้มใสล่ะ อายุกี่ขวบคะ
• 5 ขวบค่ะ
• เรียนหนังสือรึยังค่ะ
• เรียนแล้วค่ะ
• ชั้นไหนคะ
• ชั้น 2 ค่ะ “อนุบาล 2 ลูก”
• ค่ะอนุบาล2โรงเรียน.................
• เก่งจังเลย ฉันอุ้มแก้มใสมาไว้บนตักอีกครั้งหนึ่ง
“พี่แก้มใสค่ะ เมื่อกี้เราพูดถึงตาคงกัน หนูบอกว่าไม่ชอบตาคง ตาคงให้หนูดูหนังอะไรคะ” ฉันถาม
“หนังโป๊ค่ะ...” หนูน้อยบอก “แล้วเกิดอะไรขึ้นลูก...” ฉันถามอีก “ ตาคงถอดกางเกงหนูแล้วตาคงก็............” หนูน้อยเงียบไปแต่เอาหน้ามาซุกกับไหล่ของฉัน ฉันลูบผมหนูน้อย
“ไม่เป็นไรลูกต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำอะไรหนูอีกแล้ว”
“ตาคงมันเอาจู๋มาใส่จิ๋มหนู....”
กว่าที่เด็กน้อยจะเอ่ยประโยคนี้มา ใช้เวลาอยู่หลายนาที ใช่ถ้าใครไม่เจอแบบนี้ไม่รู้หรอกมันทุกข์ทรมานแค่ไหนทั้งคนถามและคนตอบที่ต้องถูกซักไซ้ไล่เรียงให้ตอบอย่างงั้นอย่างนี้ให้ผู้ถามพอใจ ฉันไม่ถามเรื่องราวจากหนูน้อยแก้มใสต่ออีกแล้ว ปล่อยให้น้องเล่นกับตุ๊กตาและให้น้องผู้ช่วยอีกคนหนึ่งของฉันเล่นกับเด็กน้อยด้วย
จากนั้นแม่ของหนูแก้มใสเป็นผู้เล่าเรื่องให้ฟังถึงจุดเริ่มที่เธอรู้สึกผิดสังเกต คุณครูที่โรงเรียนของน้องแก้มใสบอกว่า เห็นน้องแก้มใสชอบแอบเข้าไปที่ตู้เก็บของในห้องเรียนและมักจะเอาตุ๊กตาถูไถอวัยวะเพศของตนเองหลายครั้ง ในตอนแรกครูไม่กล้าสอบถามหรือตำหนิเด็กน้อย แต่เด็กน้อยยังคงมีพฤติกรรมเช่นนี้อีก ครูจึงถามเด็กน้อยว่าน้องแก้มใสเป็นอะไร เด็กน้อยไม่ตอบและมีสีหน้าตกใจ คุณครูจึงเล่าเรื่องให้แม่ของน้องแก้มใสฟัง
“พี่คะ ในตอนแรกหนูไม่อยากคิดอะไรมาก” แม่ของน้องแก้มใสเล่าต่อ ต่อมน้ำตาของเธอเริ่มทำงานอีกครั้ง น้ำตาเอ่อล้น 2 ตาของเธอ แต่เธอไม่ส่งเสียงสะอึกสะอื้นเพราะกลัวลูกจะได้ยิน “วันนั้นหนูอาบน้ำให้ลูกเห็นจิ๋มของลูกบวมแดง หนูถูสบู่บริเวณจิ๋ม น้องบอกว่าเจ็บ หนูถามว่าเป็นอะไรลูก ลูกก็ไม่ยอมตอบ หนูโมโหเพราะในหัวหนูคิดแต่เรื่องว่าใครมาทำอะไรลูกหนู หนูจึงดุน้องเสียงดัง เล่ามาให้แม่ฟังเดี๋ยวนี้ ใครทำอะไรหนู น้องตกใจร้องไห้จ้าด้วยความกลัว นั้นจึงทำให้หนูมีสติ ว่าหนูเองต่างหากที่กำลังจะทำร้ายลูก” ถ้อยคำของเธอพรั่งพรูออกมามากมาย โดยที่ไม่ต้องถามอะไรเลย สิ่งที่เห็นคือความเจ็บปวดรวดร้าวของคนเป็นแม่ ที่รู้ว่าลูกตนเองถูกทำร้าย”
‘เราเองกำลังเป็นผู้กระทำซ้ำ สองแม่ลูกรึป่าวนะ’
ฉันหมายถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทีมทางการแพทย์ ต้องการข้อมูล เพื่อการรักษาและการป้องกันโรครวมถึงการปรับฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ อีกทั้งทีมทางกฎหมายต้องการข้อมูลทางคดี เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย กว่าจะผ่านกระบวนการต่าง ๆ ตำรวจ โรงพยาบาล อัยการ ถึงเมื่อศาลพิจารณาคดี กี่ครั้งกี่หนนะที่แม่ลูกคู่นี้ต้องตอบคำถาม
ฉันยังคงอยู่ในภวังค์ ถ้าแม่ของน้องแก้มใสไม่เอ่ยขึ้นว่า “พี่ค่ะผิดที่หนูเอง”
เธอยังคงเล่าไปพร้อมน้ำตา “ถ้าวันเสาร์หนูไม่ฝากลูกไว้กับลุงคงข้างห้อง” เธอเล่าต่อ
“ลุงคงคือใคร” ฉันถาม “แกอยู่กับเมียที่ห้องเช่าติดกับห้องของหนู ปกติหนูเห็นแกและเมียเป็นคนใจดี รักเด็ก และชอบเล่นกับน้องแก้มใสตอนเย็นหลังเลิกเรียน สองคนผัวเมีย อายุประมาณ 50 กว่า ๆ หนูไม่เคยคิดว่าคนปูนนี้จะทำเด็กอายุแค่นี้” เธอเริ่มสะอื้น
“เป็นความผิดของหนูเอง วันเสาร์ปกติหนูกับแฟน จะเอาน้องแก้มใสไปฝากไว้ที่บ้านแม่ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก แต่แม่หนูไม่สบายมา 2-3 สัปดาห์แล้ว หนูจึงบ่นกับลุงคงและเมียแก หนูกับแฟนต้องไปทำงาน ป้าและลุงคงบอกว่า จะดูแลน้องแก้มใสในวันเสาร์ให้ จนกว่าแม่หนูจะหายดี ป้าและลุงไม่ได้ทำอะไรมาก รับงานมาทำที่บ้าน มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ บวกกับเงินที่ลูกของแกให้ไว้ใช้จ่ายทุกเดือน ทำให้ป้าและลุงคงอยู่ได้ ตอนนั้นหนูมัวแต่ดีใจไม่คิดอะไร ไม่มีใครคาดคิด ว่าใครจะทำเรื่องนี้กับเด็ก 5 ขวบได้” เสียงเธอสะอื้นดังขึ้น จนน้องแก้มใสหันหนามามองแม่ และละจากเพื่อนเล่นมาจับที่ขาของแม่ 2 มือเขย่าขาแม่ไปมา “แม่จ๋าเป็นอะไร แม่จ๋าอย่าร้องไห้” คงต้องพักอีกแล้ว ฉันคิด
เวลามันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วตั้งแต่สองแม่ลูกเข้ามาในห้องนี้ เราพบกันพูดคุยกันผ่านความเจ็บปวด เหมือนกับว่าฉันต้องทำอย่างนี้ เพื่อที่จะให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ครบบริบูรณ์ ทั้งร่างกายจิตใจ ของผู้ถูกกระทำ รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบ คือครอบครัวของน้องแก้มใส แต่จิตวิญญาณของน้องแก้มใสและแม่ของเธอในขณะนี้เล่า จะล่องลอยเพราะไม่ต้องการบอกเล่า เรื่องเล่าที่เกิดขึ้น หรือจำต้องทุกข์ทน เพื่อให้ผ่านกระบวนการจากตรงนี้ไปสู่จุดต่อ ๆ ไป จนกว่าจะจบ อีกนานเท่าไหร่หนอ…..
อ่านแล้วสะเทือนใจยิ่งนัก
สงสารครอบคัรวน้องแก้มใสมากค่ะ ไม่รู้่ว่าเมื่อน้องแก้มใสโตขึ้นแล้วสภาพจิตใจของน้องจะเป็นอย่างไรบ้าง
ฝากพี่ให้กำลังใจครอบครัวน้องด้วยนะค่ะ
เป็นบันทึก ที่ผมอ่านไม่จบ มันหดหู่ และไม่อยากรับรู้
แต่ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานอย่างมืออาชีพจึงจะได้ข้อมูลเพื่อดำเนินการช่วยเหลือทั้งด้านคดีและการฟื้นฟูเด็กพร้อมกับครอบครัวแบบนี้ล่ะค่ะ
ขอเป็นแรงใจให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องค่ะ เอาใจช่วยจริงๆ
"อะไร...เกิดขึ้น..กับ..สังคมบ้านเรา.."ทำไม"....ถึง..เป็นเช่นนี้...เป็นคำถามที่..ทุกๆคน..ควรจะช่วยกันหา..คำตอบ..และหาวิธีแก้ไข..หากมองผ่านไป...รับรู้หรือ ไม่รับรู้..หรือ..เพียง หดหู่..ก็จะไม่ช่วยให้..อะไรดีขึ้น...อาจจะเลวลงกว่านี้..."สวะ ถูกปัดให้พ้นบ้านไม่นานนักจักเต็มท้องน้ำไปหมด"...ยายธี..เจ้าค่ะ
ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ เป็นนักสังคม.ฟังเรื่องเศร้าทุกวัน แต่ไม่เศร้าตามต้องตั้งสติทุกวันค่ะ โชคดีที่คนให้กำลังใจทุกวัน
ยิ้มได้ทุกวัน ด้วยสติที่ตั้งมั่นค่ะ
ศูนย์พึ่งได้ ยังทำหน้าที่ต่อไป
เป็นกำลังใจให้คนทำงานเพื่อความสุขของสังคมนะคะ
ถ้าอัดเทปไว้ได้ ผู้ถูกกระทำก็คงไม่ต้องตอกย้ำความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า..
และบางที...อาจเกิดอะไรขึ้นได้บ้างบนหนทางแห่งการต่อสู้..พวกเขามีสิทธิ์ต่อสู้ต่อไป
แต่จิตใจนั้นคงต้องใช้เวลาในการเยียวยา
เป็นกำลังใจให้นักสังคมสงเคราะห์ทุกท่าน
และผู้ถูกกระทำทุกคนให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตชีวิตไปได้