มาตรฐานครูสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย

การสอนนี้ เด็กๆจะถูกฝึกให้ออกเสียงสำเนียงใกล้เคียงฝรั่งเจ้าของภาษาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม  คือหลังจากเรียนพื้นฐานผ่านไปแล้วประมาณ 4 ปี เพราะหากพยายามสอนให้เด็กไทยทั่วๆไปฝึกสำเนียง ให้เหมือนฝรั่งตั้งแต่ตอนเริ่มต้นนั้น จะทำให้เด็กส่วนใหญ่เกลียดภาษาอังกฤษเข้ากระดูกดำอย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่ด้านคำศัพท์ กับอ่านและแปลประโยค แต่ยังมีเทคนิค วิธีสอนระบบไวยากรณ์และโครงสร้างทางภาษาที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับมาตรฐานความรู้ความเข้าใจได้อย่างชัดเจน  เป็นรูปแบบการสอนเฉพาะเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ออกแบบมาเพื่อเด็กไทยโดยตรง    ไม่เพียงแค่หนึ่งหรือสองคนแต่ลูกศิษย์แทบทุกคนมีมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษสูงกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน  นักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่า 70 % ที่เรียนต่อเนื่อง กลายเป็นเด็กเก่งภาษาอังกฤษมากและชอบเรียน ทั้งที่ก่อนพบกับเรานั้น ไม่ชอบภาษาอังกฤษและอ่อนมาก เข้าขั้นเกลียดวิชานี้จับหัวใจเลยทีเดียว ก็คงเหมือนกับเด็กไทยทั่วไปส่วนใหญ่นั่นแหล่ะน่าเสียดายที่คุณครูสอนภาษาซึ่งมีความสามารถต่างหันหลังให้การสอนพื้นฐานระดับเด็กเล็ก มุ่งไปทุ่มเทให้กับการสอนนักเรียนโตๆกันเสียหมด ถ้าลองถามคุณดูว่าใครคือครูสอนภาษาอังกฤษที่เก่งที่สุดในประเทศไทยคงนึกถึงครูที่โด่งดังได้หลายท่าน แต่หากถามว่าแล้วครูสอนภาษาอังกฤษ พื้นฐานระดับประถมศึกษาโดยเฉพาะในเด็กเล็กๆล่ะ คุณจะเรียกชื่อใคร? เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษฝีมือดีที่โด่งดังหรือครูเก่งๆต่างพากันพาเหรด  ไปให้ความสำคัญและแสดงฝีมือการสอนภาษาอังกฤษในระดับมัธยม (โดยเฉพาะ ม.ปลาย) เสียหมด แล้วจะเหลือครูเก่งๆที่ไหนซึ่งอาจหาญ มาสร้างปรากฏการณ์ด้านภาษาอังกฤษในระดับประถม ทั้งๆที่ในชั้นนี้  เป็นพื้นฐานสำคัญซึ่งจะผลักดันให้เด็กไทยไม่ล้มเหลวกับภาษาอังกฤษ นักเรียนไทยที่ผ่านหลักสูตรการสอนนี้โดยสมบูรณ์ 12 ปี (ป.1 - ม.6) จะมีมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษทั้งการสื่อสารสนทนา การอ่าน แปลและความเข้าใจโครงสร้างทางภาษาหรือไวยากรณ์ดีกว่านักเรียนไทย ในหลักสูตรทั่วไปที่ใช้สอนกันเรื่อยมาจากอดีตถึงปัจจุบันอย่างชัดเจน  หนึ่งในจุดเน้นสำคัญของการพัฒนาประเทศเพื่อรองรับการเจริญเติบโตและการแข่งขันในอนาคต ตลอดจนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ เรื่องภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ  แต่เรื่องนี้ยังเป็นวิกฤตในวงการศึกษาของไทย ผลการประเมินทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า โดยภาพรวมประเทศไทยล้มเหลวในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อความหมายไปเกือบทั่วโลก ทั้งในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงแหล่งวิทยาการต่างๆ และค้นคว้าความรู้ใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบัน มีคนทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสื่อสารถึงจำนวน  2,000 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรของโลก ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ประชากรไทยได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่จะสื่อสารได้ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และการประกอบอาชีพ ตลอดจนการเจรจาต่อรองสำหรับการแข่งขัน ด้านเศรษฐกิจและสังคมในเวทีสากลในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีความพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถ  ในการใช้ภาษาอังกฤษ  ด้วยการประกาศนโยบายให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่ 1  โดยกำหนดให้มีการสอนตั้งแต่ประถมศึกษาเป็นต้นไป ในปี 2538 และ ได้ประกาศใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษ พ.ศ.2539 รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการเปิดโรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียน English Program (โรงเรียน EP) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอน แม้จะมีมาตรการดังกล่าว แต่ยังไม่ส่งผลต่อความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเท่าที่ควร  ดังจะเห็นได้จาก           ผลการประเมินด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (GAT) วิชาภาษาอังกฤษ ในปีการศึกษา 2547  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่ามีคะแนนผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ มีคะแนนเฉลี่ย 14.94, 12.91และ 16.23 ตามลำดับ   (จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน) และเมื่อเปรียบเทียบกับวิชาอื่นๆ พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำสุดนอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความก้าวหน้าและมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ในประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎร  ได้ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  พบว่านักเรียนไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษเท่าที่ควร นักเรียนส่วนมากมีความสามารถและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับอ่อนเมื่อเปรียบเทียบผลการสอบประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานสากล  นอกจากนี้ จากผลการศึกษายังพบว่า แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นการสะท้อนภาพ ให้เห็นถึงการขาดประสิทธิผลในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมาด้วยความห่วงใยในสภาพปัญหาดังกล่าว รัฐบาลปัจจุบันจึงได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยในปีงบประมาณ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่   20 ธันวาคม 2546 ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินงานโครงการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนของครู  ซึ่งเป็นความพยายามในการพัฒนาการเรียน   การสอนภาษาอังกฤษของประเทศที่ชัดเจนและเป็นระบบ  โดยได้สนับสนุนงบประมาณ    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างครบวงจร ด้วยการเน้นการประเมินและพัฒนาครู  ซึ่งสามารถดำเนินการได้ร้อยละ 74 ของจำนวนครูทั้งหมด การขยายการจัดตั้งศูนย์ ERIC  ให้ครบทุกเขตพื้นที่การศึกษา การสนับสนุนเรื่องสื่อทั้งที่เป็นหนังสือ และสื่อทางไกล รวมทั้ง  จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาทั้งระบบ กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) จึงมีนโยบายให้มีการทบทวนการเรียนการสอนภาษาอังกฤษทั้งระบบ  โดยเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษใหม่ ให้เป็นการเรียนภาษาอังกฤษแบบ สื่อสาร (Communicative Approach) และลดการเรียนไวยากรณ์ลง ทั้งนี้ ให้นักเรียนทุกคน มีความเสมอภาคในโอกาสเรียนภาษาอังกฤษด้วยในการนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการจัดประชุมโต๊ะกลม โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาษาอังกฤษ อาทิ A.U.A., British Council, สถานทูต มาระดมความคิดและเสนอประเด็นเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา  ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีความพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถ  ในการใช้ภาษาอังกฤษ  ที่สำคัญได้แก่พ.ศ. 2538 มีการประกาศนโยบายให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาต่างประเทศที่ 1โดยกำหนดให้มีการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาเป็นต้นไป พ.ศ. 2539  ได้ประกาศใช้หลักสูตรภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2539 โดยมีการอบรม  ครูสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การส่งเสริมการผลิตสื่อเสริม และการคัดกรองหนังสือเรียนแต่ไม่มีการพัฒนาที่ต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการเปิดโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น และอนุญาตให้นักเรียนไทยเข้าเรียนได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียน ต่อมาได้ส่งเสริมโรงเรียน English Program (โรงเรียน EP) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอน

พ.ศ.2546 ด้วยความห่วงใยในสภาพปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2546 ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินงานโครงการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนของครู เป็นโครงการนำร่อใน 30 จังหวัดท่องเที่ยว โดยกำหนดยุทธศาสตร์  ที่สำคัญคือ

1. กำหนดให้โรงเรียนทุกโรงใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักในการสอนภาษาอังกฤษตลอดชั่วโมงภาษาอังกฤษ

2. ขยายและสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียน English Program และโรงเรียน Mini English Program โดยเน้นการสนับสนุนเฉพาะโรงเรียนที่รองรับนักเรียนยากจน  ที่ไม่สามารถจ่ายเงินสนับสนุนการดำเนินงานได้ประมาณร้อยละ  20 ของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด

3. กำหนดให้ทุกโรงเรียนจัดค่ายภาษาอังกฤษ (English Camp) เป็นกิจกรรมทุกปี

4. พัฒนาครูสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะตามเกณฑ์ที่กำหนด

5. จัดตั้งและพัฒนาศูนย์ ERIC (English Resource and Instruction Center) ซึ่งมีอยู่แล้ว 88 ศูนย์ ให้ครบ 175 เขตพื้นที่การศึกษา และพัฒนาศูนย์เรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบพึ่งตนเอง  (Self Access Learning Center) ซึ่งมีอยู่แล้ว 76 ศูนย์ และชมรมครู ให้เป็นเครือข่าย กับศูนย์ ERIC

6. การสนับสนุนเพิ่มเติมโดย

6.1 สนับสนุนและประสานงานกับสถาบันการศึกษา/หน่วยงานต่าง ๆ  ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ครูสอนภาษาอังกฤษไปศึกษาและดูงานเพิ่มเติม โดยทุนส่วนตัว หรือการสนับสนุน ของทางราชการเป็นบางส่วน

6.2 จัดค่าตอบแทนพิเศษแก่ครูสอนภาษาอังกฤษที่มีความสามารถทางภาษาดีเด่นและสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.3 จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เป็นภาษาอังกฤษ

6.4 จัดรายการภาษาอังกฤษทางโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) และโทรทัศน์เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

6.5 สนับสนุนการเรียนการสอนด้วย e-learning

6.6 สนับสนุนการใช้ Internet

6.7 สนับสนุนให้ครูสามารถผลิตสื่อด้วยตนเอง

7. จัดตั้งสถาบันส่งเสริมการสอนภาษาอังกฤษ โดยใช้บุคลากรและงบประมาณที่มีอยู่เดิมของกระทรวงศึกษาธิการ

 แม้จะมีมาตรการดังกล่าว แต่ยังไม่ส่งผลต่อความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของสำนักทดสอบกลาง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนสอบภาษาอังกฤษจากการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งแต่การสอบ ในเดือนมีนาคม 2545 – มีนาคม 2548 ไม่มีปีใดที่ผู้เข้าสอบทำคะแนนเฉลี่ยได้เกินร้อยละ 50 โดยล่าสุด  มีคะแนนเฉลี่ยเพียงร้อยละ 40.14 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์กลาง

พ.ศ. 2549 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษทั้งระบบ โดยให้วิธีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบสื่อสารและสร้างความเสมอภาคในโอกาสการเรียนภาษาอังกฤษ และได้เสนอ “แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553)”

ปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

1.  การเรียนการสอน

1.1 การเรียนการสอนภาษาอังกฤษยังไม่บูรณาการทั้ง 4 ทักษะ การฝึกปฏิบัติยังไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่เน้นการสอนไวยากรณ์และท่องศัพท์ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษแบบการสื่อสารได้

1.2 วิธีการเรียนการสอนยังไม่หลากหลายและไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน  ของนักเรียน

1.3 จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถดูแลหรือจัดให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติได้อย่างทั่วถึง

2. ครู  ส่วนใหญ่ขาดความรู้และทักษะ

2.1 ครูสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษากว่าร้อยละ 80 ไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษ และมีภาระงานต้องสอนหลายกลุ่มสาระ รวมทั้งมีภาระงานอื่นที่นอกเหนือจากการสอนมาก

2.2 ครูส่วนใหญ่ยังด้อยทั้งทักษะภาษา โดยเฉพาะการสื่อสาร ทักษะการสอน และขาดเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

2.3 ผลการประเมินความสามารถตนเองของครูสอนภาษาอังกฤษ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ครูร้อยละ 51.91 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่ต้องปรับปรุง ดังนั้น ความคาดหวังที่จะให้ครูพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จัดทำแผนการสอน ผลิตสื่อ และจัดการเรียนการสอนตามที่กำหนดจึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

2.4 ครูสอนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนโดยยึดแบบเรียนเป็นหลักและเลือกเฉพาะบางกิจกรรมที่สามารถสอนได้

2.5 ครูขาดการสนับสนุนให้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ

2.6 ครูชาวต่างประเทศส่วนหนึ่งที่มาสอนในสถานศึกษายังมีปัญหาด้านคุณสมบัติที่เหมาะสม ทั้งด้านความสามารถในการจัดการเรียนการสอน และความประพฤติส่วนตัว

2.7  การประเมินและการพัฒนาศักยภาพของครูยังไม่เชื่อมโยงกับการประเมิน วิทยฐานะและแรงจูงใจด้านอื่น

3.  ผู้เรียนไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษแบบสื่อสารได้

4.  ขาดบรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

เป้าหมายการพัฒนา

1.  นักเรียน นักศึกษาทั่วไปทุกคนมีความเสมอภาคในการเรียนภาษาอังกฤษ    และไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารในระดับใช้การได้

2.  นักเรียน นักศึกษาที่มีความสามารถพิเศษ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ได้รับการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ

3.  ประชากรวัยแรงงาน ไม่น้อยกว่า 60,000 คน มีโอกาสเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษเพื่อประกอบอาชีพได้

4.  สื่อที่หลากหลาย ทันสมัย มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน

5.  บรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้ภาษาอังกฤษ

ยุทธศาสตร์

จากสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงเห็นควรกำหนดแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ.2549-2553) โดยมียุทธศาสตร์ ดังนี้

                                ยุทธศาสตร์ที่ 1 ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบสื่อสาร

                                ยุทธศาสตร์ที่ 2  สร้างความเสมอภาคในการเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีคุณภาพ

                                ยุทธศาสตร์ที่ 3  พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบสื่อสาร

                                ยุทธศาสตร์ที่ 4  สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และเพิ่มโอกาสการใช้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน

 

 

 

มาตรการ โครงการ/กิจกรรม งบประมาณ

แต่ละยุทธศาสตร์ มีมาตรการ โครงการ/กิจกรรม และงบประมาณ  ดังต่อไปนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1  ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบสื่อสาร

                มาตรการ

                กระตุ้นสร้างความเข้าใจกับสาธารณชนให้เห็นความสำคัญ

                เร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน

                เผยแพร่ต้นแบบ (Best Practices)

 

 

 

 

 

 ที่มา  www.google. com