บทความวิชาการ/วิจัยเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษ
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ One group pre-post test design มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหารูปแบบการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่างก่อนได้รับการเรียนการสอนกับภายหลังได้รับการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้ที่ได้จากงานวิจัย 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้สอนเกี่ยวกับแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนตามรูปแบบที่ได้จากงานวิจัย และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามรูปแบบที่ได้จากงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ คือ “การสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ” และพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาอังกฤษภายหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ผู้สอน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก
คำสาคัญ: ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ, การสอน, มัธยมศึกษาตอนต้น
Abstract
The research method chosen was the Quasi-experimental research - the one group pre-post test. The objectives of the research were 1) to examine the model for teaching writing skills effectively for lower secondary students 2) to compare the students’ writing achievement before and after being taught with the developed English writing skill teaching model 3) to study the teachers’ satisfaction regarding the developed English writing skills teaching model and 4) to study the teachers’ and students’ satisfaction regarding the developed English writing skills teaching model. The results of the research were as follows: 1) The writing model for teaching lower secondary students which could effectively improve students’ writing abilities was the process writing model. 2) The sample groups who were taught with the process writing model had statistically significant higher post-experiment scores than those before the experiment. 3) The teacher sample groups were greatly satisfied with the researched process writing model in the overall aspect and in each individual aspect of the model. And 4) the student sample groups were greatly satisfied with the researched process writing model in the overall aspect and in each individual aspect of the model.
Keywords: English Writing Skill, Teaching Model, Lower Secondary
อาจารย์ประจาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Lecturer of the English Division, Department of Western Languages, Faculty of Humanities, Chiang Mai University
บทนำ
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ได้กาหนดให้ภาษาอังกฤษอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสาคัญที่นักเรียนทุกคนต้องเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการกาหนดสาระการสอนภาษาอังกฤษที่สะท้อนถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 4 สาระ คือ 1) ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communications) 2) ภาษาและวัฒนธรรม (Cultures) 3) ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น (Connections) และ 4) ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก (World Communities) และจากการประเมินการใช้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2544 พบว่าความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารตามมาตรฐานที่กาหนดในหลักสูตรของนักเรียนยังอยู่ในขั้นที่ไม่น่าพอใจโดยเฉพาะทักษะการเขียน จากการศึกษาของ ดวงพร หนูพงษ์ (2540) พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีปัญหาในการเขียนภาษาอังกฤษร้อยละ 41.5 จากการศึกษาของ จิรดา วุฑฒิยากร (2551) พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลคะแนนความสามารถทางการเขียนเพียงร้อยละ 17.65 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนความสามารถการเขียนภาษาอังกฤษร้อยละ 32.85 สาหรับการศึกษาของวนิดา เพ็ญกิ่งกาญจน์ (2531) พบว่าปัญหาการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนหนึ่งมีปัญหาจากการที่นักเรียนมีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างต่า นักเรียนไม่แม่นยาไวยากรณ์ รู้คาศัพท์น้อย สะกดคาไม่ถูก ชอบเขียนโดยการแปลจากภาษาไทยเป็นอังกฤษ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ทาการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และสารวจตาราหลักสูตรการสอนวิชาภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พบว่า การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นการสอนภาษาอังกฤษโดยรวมทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนเข้าไว้ด้วยกัน ไม่มีโรงเรียนที่เปิดการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ นอกจากนั้นผู้วิจัยยังพบว่าไม่มีตาราหรือแผนการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการเขียนที่แยกออกจากการสอนทักษะอื่นๆ
จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจการพัฒนารูปแบบการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อช่วยให้นักเรียนมีพื้นฐานการเขียนที่ดี สามารถสื่อสารด้วยประโยค และคาศัพท์ที่ถูกต้องตรงตามความต้องการ มุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดความคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์งานเขียนได้อย่างมีคุณภาพ สามารถนาการเขียนภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจาวัน และเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์
1. ศึกษาหารูปแบบการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่างก่อนได้รับการเรียนการสอนกับภายหลังการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามรูปแบบที่ได้จากงานวิจัย
3. ศึกษาความพึงพอใจของผู้สอนต่อแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามรูปแบบที่ได้จากงานวิจัย
4. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามรูปแบบที่ได้จากงานวิจัย
ขอบเขตการวิจัย
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ดาเนินการวิจัย 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ และระยะที่ 2 เป็นการศึกษาผลของการนารูปแบบการสอนที่ได้จากงานวิจัยระยะที่ 1ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม โรงเรียนสารภีวิทยาคม และโรงเรียนวชิรวิทย์ ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม 2552
วิธีดำเนินการวิจัย
การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นการเลือกแบบเจาะจง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สอนมีคุณสมบัติ (Inclusion criteria) คือ จบการศึกษาศิลปศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกภาษาอังกฤษ หรือการสอนภาษาอังกฤษ และมีประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษอย่างน้อย 1 ปี สาหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนมีคุณสมบัติเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและเรียนวิชาอังกฤษเขียนเป็นวิชาเลือก เกณฑ์ในการคัดออกจากการเป็นกลุ่มตัวอย่าง (Exclusion criteria) คือ ผู้สอนที่ไม่สามารถดาเนินการสอน และนักเรียนไม่ได้รับการเรียนตามแผนการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษ ด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการครบทุกบทเรียน การวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียน 4 โรงเรียน โดยเป็นผู้สอน 4 คน และนักเรียน 144 คนแต่เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างจากหนึ่งโรงเรียนได้รับการเรียนการสอนไม่ครบตามแผนการเรียนรู้จึงคัดออกจากการวิจัย ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ 3 โรงเรียนโดย เป็นผู้สอนจานวน 3 คน และนักเรียนจานวน 99 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการสาหรับผู้สอน เป็นแผนการสอนทักษะการเขียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นภายหลังการวิเคราะห์
ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวผู้เรียน หลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษา ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ และพัฒนารูปแบบการสอน ทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบเน้นกระบวนการ ซึ่งผู้วิจัยพบว่า การสอนด้วยวิธีการเน้นกระบวนการเป็นวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นผู้วิจัยจึงสร้างแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ 7 แผนการเรียนตามแนวคิดการสอนที่เน้นกระบวนการ ใช้เวลาใน การเรียนการสอน 2 คาบต่อแผนการเรียน รวม 14 คาบ โดยผู้วิจัยจัดให้มีกิจกรรมทั้ง 3 ขั้นตอน โดยเริ่มต้นจาก 1) ขั้นก่อนการเขียน (Pre-Writing) 2) ขั้นการเขียน (Writing) และ3) ขั้นหลังการเขียน (Post-Writing)
2. แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการสาหรับนักเรียน เป็นเอกสารที่ใช้ในการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยเนื้อหาสอดคล้องกับแผนการเรียนรู้ของผู้สอน ใช้ประกอบการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษในการเรียน แต่ละคาบ
3. แบบสัมภาษณ์การจัดการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อประเมินการจัดการเรียนการสอนของผู้สอน และปัญหาในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
4. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษ เป็นแบบ สอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อประเมินประสบการณ์การเรียนการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน และปัญหาในการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษในมัธยมศึกษาตอนต้น
5. แบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เป็นการประเมินความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษแบบอัตนัยตามหัวข้อที่กาหนด โดยกาหนดเกณฑ์การประเมินทักษะการเขียนภาษาอังกฤษออกเป็น ด้านเนื้อหา (Content) 4 คะแนน ด้านการลาดับเนื้อเรื่อง (Organization) 1 คะแนน ด้านภาษา (Language) 4 คะแนน และด้านคาศัพท์ (Vocabulary) 1 คะแนน โดยถ้าได้คะแนน 3-5 คะแนน หมายถึง นักเรียนมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษแบบอัตนัยต่า และ 6-10 คะแนน หมายถึง นักเรียนมีความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษแบบอัตนัยสูง
6. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้สอนต่อแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อประเมินความรู้สึก/ความคิดเห็นของผู้สอนต่อแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ จานวน 25 ข้อ ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบประมาณค่า (Rating scale) คะแนน
ความพึงพอใจของผู้สอนได้จากคะแนนรวมของแบบสอบถามทั้งฉบับโดยคิดเป็นร้อยละ โดยคะแนน 66.68 - 100 หมายถึง ผู้สอนมีความความพึงพอใจมาก 33.34- 66.67 หมายถึง ผู้สอนมีความพึงพอใจปานกลาง และต่ากว่า 33.33 หมายถึง ผู้สอนมีความความพึงพอใจน้อย
7. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อประเมินความคิดเห็น และความรู้สึกของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้การเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบ การสอนที่เน้นกระบวนการ ประกอบด้วยข้อคาถามจานวน 25 ข้อ คะแนนความพึงพอใจของนักเรียนได้จากคะแนนรวมของแบบสอบถามทั้งฉบับโดยคิดเป็นร้อยละ กลุ่มตัวอย่างได้คะแนน 66.68 - 100 หมายถึง นักเรียนมีความความพึงพอใจมาก 33.34- 66.67 หมายถึง นักเรียนมีความความพึงพอใจปานกลาง และต่ากว่า 33.33 หมายถึง นักเรียนมีความพึงพอใจน้อย
การควบคุมคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้นาเครื่องมือวิจัยไปให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการเขียนภาษาอังกฤษ จานวน 7 ท่านทาการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity)หลังจากนั้นนาข้อคิดเห็นที่ได้มาปรับแก้ไขก่อนนาไปทดลองใช้กับนักเรียนที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มตัวอย่างจานวน 30 ราย หลังจากนั้นนามาคานวณค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้สอนเกี่ยวกับแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนโดยใช้ Cronbach’s alpha coefficiency ได้เท่ากับ .76 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการโดยใช้ Kuder - Richardson เท่ากับ .93 และคำนวณหา Interrater reliability ของการประเมินแบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และนาผลการประเมินมาคำนวณหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ Pearson Product Moment Correlation Coefficient ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 1.0
การดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะที่ 1
1. ผู้วิจัยทาหนังสือถึงผู้อานวยการ โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม โรงเรียนสารภีวิทยาคม และโรงเรียนวชิรวิทย์ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ และขออนุญาตในการดาเนินการวิจัย
2. ผู้วิจัยทาการตรวจสอบคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละโรงเรียน ผู้วิจัยเข้าพบกลุ่มตัวอย่างทาการแนะนาตัว ชี้แจงวัตถุประสงค์ วิธีการดาเนินการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล อธิบายการพิทักษ์สิทธิให้กลุ่มตัวอย่าง เมื่อกลุ่มตัวอย่างยินยอมเข้าร่วมการวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างลงลายมือชื่อยินยอมเข้าร่วมการวิจัย
3. ผู้วิจัยดาเนินการเก็บข้อมูลตามแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป หลังจากนั้นสัมภาษณ์ผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และประเมินความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษโดยการแจกแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนการเขียนภาษาอังกฤษ และทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ (Pre-Test) นาข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ และสรุปรูปแบบการจัดการเรียนการสอนการเขียนภาษาอังกฤษที่เหมาะสมสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
ระยะที่ 2
1. ผู้วิจัยดาเนินการพัฒนาแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ และนาแผนการเรียนรู้ และสื่อที่ได้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อเสนอแนะ และนาไปทดลองใช้กับนักเรียน หลังจากนั้นนาแผนที่ได้มาปรับแก้ไข
2. ผู้วิจัยดาเนินการอบรมการใช้แผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนที่เน้นกระบวนการสาหรับผู้สอน ใช้เวลาในการอบรม 1 วัน และผู้วิจัยดาเนินการติดตามนิเทศผู้สอน จานวน 3 ครั้งในสัปดาห์ที่ 3 สัปดาห์ที่ 7 และสัปดาห์ที่ 12
3. เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนตามแผนการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ ผู้วิจัยดาเนินการทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ (Post-Test) หลังจากนั้นให้ผู้สอน และผู้เรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ เมื่อสิ้นสุดการทดลองผู้วิจัยกล่าวขอบคุณกลุ่มตัวอย่าง
4. นาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผุ้วิจัยทาการวิเคราะห็ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ และสถิติค่าT
ผลการวิจัย และการอภิปรายผล
วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาหารูปแบบการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
จากการสัมภาษณ์ผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พบว่าผู้สอนมีการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษตามตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลางที่กาหนดในหลักสูตร โดยเป็นการจัดการเรียนการสอนที่รวมเอาทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียนเข้าไว้ด้วยกัน มีการเน้นการสอนในทักษะการอ่านมากกว่าทักษะอื่นๆ บางโรงเรียนมีการจัดแยกสอนเฉพาะทักษะการอ่านเพราะเป็นทักษะหลักที่จะใช้ในการเรียนต่อขั้นสูง และใช้ในการสอบเข้า
มหาวิทยาลัย ไม่มีการแยกสอนเฉพาะทักษะการเขียนออกมา แต่จะสอดแทรกการสอนทักษะการเขียนในบางชั่วโมงของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้สอนจะมอบหมายงานทั้งที่เป็นงานกลุ่ม และรายบุคคล ให้ผู้เรียนฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษโดยทาตามคาสั่งในแบบฝึกหัดโดยไม่มีตัวอย่างการเขียนในแต่ละหัวข้อให้ นอกจากนั้นเรื่องที่อยู่ในหนังสือเรียนยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวของนักเรียน เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เรื่องในต่างประเทศ และนามธรรม บางครั้งมีการนาการเขียนไปเชื่อมโยงกับการอ่านซึ่งจัดเป็นงานที่ยากสาหรับนักเรียนบางคน สาหรับการประเมินผลงานในแต่ละภาคการศึกษาผู้สอนจะมอบหมายงานให้เขียนเพียง 1 ชิ้นงาน ส่งเพียงครั้งเดียว และนาคะแนนที่ได้รับมาเป็นคะแนนของการเขียนในภาคการศึกษานั้น โดยผู้สอนจะบอกเกณฑ์การประเมินผลกว้างๆให้ผู้เรียนทราบในวันที่มอบหมายงาน และข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนพบว่า นักเรียนไม่มั่นใจในการเขียนภาษาอังกฤษ ไม่ได้รับการเตรียมตัวทั้งด้านภาษา และความคิด ทาให้ไม่รู้จะเขียนอะไร และเมื่อได้รับงานคืนบางครั้งผู้สอนเขียนสัญลักษณ์แสดงให้รู้ว่าไม่ถูกต้องแต่ไม่มีการอธิบายเพิ่มเติม ทาให้นักเรียนยิ่งเกิดความท้อใจ และคิดว่าทักษะการเขียนเป็นเรื่องยาก สอดคล้องกับการศึกษาของอัญชลี ดวงกลาง (2536) พบว่า ผู้สอนส่วนใหญ่ยังยึดติดการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลางหรือจัดกิจกรรมที่ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกมากนัก พฤติกรรมที่ส่งเสริมการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก และการตัดสินใจของนักเรียน พบว่า ผู้สอนปฏิบัติน้อย การศึกษาของศรีนวล ลีสุวรรณ์ (2541) พบว่า นักเรียนมีปัญหาในการเขียนภาษาอังกฤษในการทาแบบฝึกหัด และการทาการบ้าน นักเรียนรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียน ขาดความมั่นใจ
การทบทวนวรรณกรรมของผู้วิจัย พบว่ารูปแบบการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นกระบวนการ สามารถแก้ไขปัญหาข้างต้น และพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการสอนแบบเน้นกระบวนการทาให้นักเรียนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างดี(Hairston,1982) เป็นกระบวนการที่ไม่มีรูปแบบที่บังคับ ผู้เรียนเขียนจากความสนใจของผู้เรียนเอง และให้ผู้เรียนเชื่อว่าทุกคนเป็นนักเขียนได้ เป็นกระบวนการที่ผ่านการคิดนับตั้งแต่ขั้นก่อนการเขียนโดยผ่านกระบวนการในการค้นหา สร้าง และจัดเรียบเรียงความคิด ซึ่งข้อมูลหรือความคิดนี้อาจได้จากการสนทนาหรืออภิปรายในกลุ่มหรือเกิดจากความคิดของผู้เขียนเองเพื่อสร้างเป็นความคิดใหม่ (Zamel, 1976; Flower & Hayles, 1983) ดังนั้นผู้วิจัยจึงนารูปแบบนี้มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนโดยแบ่งการสอนออกเป็นขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นก่อนการเขียน 2) ขั้นการเขียน และ 3) ขั้นหลังการเขียน โดยในขั้นก่อนการเขียน นักเรียนจะได้รับการเตรียมตัวในด้านความคิด โครงสร้าง และคาศัพท์เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนรวมทั้งได้ฝึกเขียนเรื่องตัวอย่างที่เป็นแนวเดียวกับเรื่องที่จะต้องเขียน ทาให้ในขั้นการเขียนนักเรียนจะเขียนด้วยความมั่นใจ รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
นักเรียนเขียนร่างหลายฉบับ ก่อนส่งงานชิ้นสุดท้ายให้ผู้สอน โดยมีผู้สอนช่วยแนะนาเพิ่มเติมทั้งในด้านเนื้อหา ความคิด และภาษา ทาให้นักเรียนเกิดความมั่นใจ และภาคภูมิใจในผลงานของตน และเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนทักษะการเขียน ไม่คิดว่าการเขียนเป็นทักษะที่ยากที่ตนเองทาไม่ได้อีกต่อไป
วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่างก่อนได้รับการเรียนการสอนกับภายหลังการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ
ผลวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการเรียนการสอนตามแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาอังกฤษภายหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนักเรียนได้รับการเตรียมตัวในการเขียนอย่างเป็นระบบ ทาให้นักเรียนรู้ขั้นตอนการเขียน ดังนั้นเมื่อได้หัวข้อที่ต้องเขียนนักเรียนจะรู้ว่าควรเริ่มต้นการคิดเนื้อหา และลาดับความคิดอย่างไร ดังนั้นเมื่อลงมือฝึกเขียนนักเรียนจึงสามารถเขียนประโยคถูกต้องตามโครงสร้าง นอกจากนั้นกิจกรรมการอ่านงานของเพื่อน (Peer feedback) และการตรวจงานของผู้สอนทาให้นักเรียนได้รู้ข้อผิดพลาดของตน มีความรอบคอบระมัดระวังเรื่องข้อผิดพลาดทางภาษา และการใช้คาศัพท์เพิ่มขึ้น เมื่อนักเรียนเขียนชิ้นงานชิ้นสุดท้ายนักเรียนจึงมีการปรับปรุงงานเขียนของตนเอง และเมื่อมีการฝึกในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องทาให้นักเรียนเริ่มมีทักษะ และมีความชานาญเพิ่มมากขี้น การทดสอบภายหลังสิ้นสุดการเรียนการสอนนักเรียนจึงสามารถเขียนงานเขียนได้ดี ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนของนักเรียนภายหลังการเรียนด้วยรูปแบบนี้สูงกว่าก่อนการเรียน สอดคล้องกับการศึกษาของพิมพ์พันธุ์ เวสสะโกศล (2533) พบว่านักศึกษาที่ได้รับการสอนแบบเน้นกระบวนการมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาอังกฤษสูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการสอนแบบเน้นผลงาน นอกจากนั้นยังพบว่าการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการสอนเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นกระบวนการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของจักรภพ วิชัยพันธ์ (2538) พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นกระบวนการมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนหลังการทดลองสูงกว่าการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจของผู้สอนต่อแผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ
ผลวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สอนมีความพึงพอใจต่อแผนการเรียนรู้นี้ทั้งโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากแผนการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นนี้มีคาชี้แจงในการใช้ที่มีความชัดเจน เนื้อหาการสอนสอดคล้องกับสาระที่กาหนดในหลักสูตร มีการเรียงลาดับเนื้อหาจาก
ง่ายไปหายาก เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน มีความเชื่อมโยงกันในแต่ละแผน มีการบูรณาการความรู้จากเนื้อหาวิชาอื่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอนได้ มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ และทางานเป็นทีมของนักเรียน นอกจากนั้นเอกสารประกอบการเรียนการสอน และสื่อที่กาหนดในแผนการเรียนรู้ฉบับนี้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย สะดวกต่อผู้สอนในการนาไปใช้ปฏิบัติจริง สื่อ และกิจกรรมเหมาะสมกับเนื้อหา น่าสนใจ และทันสมัยทาให้นักเรียนเกิดความกระตือรือล้นที่จะเรียน มีการกาหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผลที่ชัดเจน ทาให้ผู้สอนรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้บรรลุผลตามความคาดหวังหรือมีความรู้สึกในทางบวกต่อการจัดการเรียนนั้นคือความพึงพอใจในการเรียน (Feldman & Amold, 1983; ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2544)
วัตถุประสงค์ข้อที่ 4 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการ
ผลวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนนี้ทั้งโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบนี้มีการจัดเรียงเนื้อหาในการเรียนจากง่ายไปยาก สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี นาเรื่องใกล้ตัว และอยู่ในความสนใจมาใช้ในการสอนเขียน ให้นักเรียนมีโอกาสได้รับการฝึกการเขียนประโยค และโครงสร้างที่จะใช้นาไปเขียนก่อนการเขียนจริง รวมทั้งได้รับการเตรียมตัวเรื่องคาศัพท์ก่อนเขียน นอกจากนั้นยังมีการเตรียมความคิดก่อนการเขียน ทาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการเขียนชิ้นงาน การทางานเป็นกลุ่มทาให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิเคราะห์ร่วมกับเพื่อน ได้ความคิดแปลกใหม่ และ เกิดความคิดสร้างสรรค์ การช่วยเหลือกันในกลุ่มทาให้เกิดความสามัคคี เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อ การพัฒนาความสามารถ และนาไปสู่ความพึงพอใจ ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแท้จริงนั้นก็คือการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2541) สอดคล้องกับกุลยา ตันติผลาชีวะ (2542) ที่ได้อธิบายว่าการจัดการเรียนการสอนโดยการสร้างบรรยากาศที่ดีไม่เครียด มีสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาวิชา วัย และความสนใจของผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรง ส่งเสริมความร่วมมือในการทางาน มีการให้คาแนะนาช่วยเหลือที่เหมาะสม และจาเป็นกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเอง
ข้อเสนอแนะ
1. เพิ่มจานวนกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในการเขียนภาษาอังกฤษ
2. ศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการโดยมีกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง
3. ศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แผนการเรียนรู้เรื่องการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในการเขียนภาษาอังกฤษระหว่างโรงเรียนรัฐบาล และโรงเรียนเอกชน
4. ศึกษาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการในวิชาการเขียนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย
เอกสารอ้างอิง
กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2542). เอกสารประกอบคาบรรยายเรื่องบทบาทของครูในการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. 4-6 ตุลาคม 2542 ณ โรงเรียนแอ็ดเวนตีสเอกมัย. [เอกสารอัดสาเนา]
จักรภพ วิชัยพันธ์. (2538). การศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการสอนเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นกระบวนการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
จิรดา วุฑฒยากร และศิริเดช สุชีวะ. (2550). การพัฒนาเครื่องมือระบุนักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาระดับ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย: รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (รายงานการวิจัย). กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
ดวงพร หนูพงษ์. (2540). ปัญหาการสอนภาษาอังกฤษ และความต้องการพัฒนาวิชาชีพของครูภาษาอังกฤษระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสานักงานประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา. กรุงเทพฯ: กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2544). จิตวิทยาการบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2541). แนวคิดและแนวทางของการจัดการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: ภาควิชามัธยมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิมพันธุ์ เวสสะโกศล. (2533). การพัฒนารูปแบบการสอนการเขียนภาษอังกฤษแบบเน้นกระบวนการ สาหรับนักศึกษาไทยระดับอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์ดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ การสอน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วนิดา เพ็ญกิ่งกาญจน์. (2531). เทคนิคการสอนการเขียนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ: สานักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย.
ศรีนวล ลีสุวรรณ์ (2541). ปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สานักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
อัญชลี ดวงกลาง (2536). พฤติกรรมการสอนภาษาอังกฤษของครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Feldman, D. C., & Arnold H. J. (1983). Managing individual and group behavior in organizations. Singapore: McGraw-Hill.
Flower, L. & Hayles, J. (1983). The cognition of discovery defining a rhetorical problem. College Composition and Communication. (31), 21-28.
Hairston, M. (1982). The winds of change: Thomas Kuhn and the revolution in the teaching of writing. College Composition and Communication. (33), 76-88.
Zamel, V. (1976). Teaching composition in the ESL classroom: What we can learn from research in the teaching of english. TESOL Quarterly. (10), 202-205.
เป็นเอกสารที่ดีมากๆๆค่ะ