21 กรกฎาคม 2554
ความสำคัญของเรื่อง
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 283 บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่จัดบริการสาธารณะในเขตพื้นที่ ซึ่งตาม พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 30 กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจของส่วนกลางให้แก่ท้องถิ่น “ภารกิจงานคุ้มครองผู้บริโภค” ได้มีการถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตั้งแต่ปี 2548 และได้มีประกาศแต่งตั้งให้ “ปลัดเทศบาล” ในฐานะผู้บังคับบัญชาของข้าราชการฝ่ายประจำของเทศบาล เป็น “พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค” ซึ่งต่อมาในปี 2553 ก็ได้ขยายไปถึง “ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล” ด้วย
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 สำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนภูมิภาคร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การให้จังหวัดเป็นศูนย์กลางในการประสานงานต่าง ๆ และการสร้างเครือข่ายขึ้นในจังหวัด ซึ่งได้มีความพยายามแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติมาอย่างตลอด แต่การดำเนินงานถือว่ายังไม่คืบหน้า ด้วยมีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ได้มีการประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนจังหวัดและท้องถิ่น โดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีการสรุปประเด็นเป้าหมายการดำเนินการเป็นนโยบายเชิงรุก นโยบายด้านการส่งเสริม และ นโยบายเชิงรับ ขึ้น โดยมีการเล็งเป้าหมายการปฏิบัติไปที่ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ทุกแห่งทั่วประเทศ ได้แก่ เทศบาล จำนวน 2,082 แห่ง และ องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 5,693 แห่ง ในจำนวนนี้ คือ “เทศบาลตำบล” ซึ่งมีอยู่จำนวน 1,900 แห่ง (ข้อมูล 30 กันยายน 2554) อาจถือได้ว่าเป็นเป้าหมายที่น่าจะมีศักยภาพมากที่สุดในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้ ด้วยมีเงื่อนไขต่าง ๆ ในทางปฏิบัติที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
1 กันยายน 2553
พนักงานเจ้าหน้าที่
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) นับ ชั่ง ตวง วัด ตรวจสินค้า และเก็บหรือนำสินค้าในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อทำการทดสอบโดยไม่ ต้องชำระราคาสินค้านั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
(2) ค้น ยึด หรืออายัดสินค้า ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุสินค้าฉลากหรือเอกสารอื่นที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ นี้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัตินี้
(3) เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพื่อตรวจสอบการผลิตสินค้า การขายสินค้าหรือบริการ รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสารและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่มีเหตุอันควร สงสัยว่ามีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้
(4) มีหนังสือเรียกให้บุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
มาตรา 6 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 (3) ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วนให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือ ผู้ครอบครองสถานที่หรือยานพาหนะนั้นทราบล่วงหน้าตามสมควรก่อน และให้กระทำการต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือยานพาหนะ หรือถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่อยู่ในที่นั้น ก็ให้กระทำต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอ มาเป็นพยาน
การค้นตามมาตรา 5 (2) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำได้เฉพาะเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก
มาตรา 7 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอ
บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 8 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักนายกรัฐมนตรี
นโยบายรัฐบาลด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคในทุกมิติ โดยการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ จัดตั้งองค์กรอิสระผู้บริโภค บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่ให้การคุ้มครองดูแลผู้บริโภคโดยเคร่งครัด รวมทั้งการใช้กลไกทางกฎหมายในการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในด้านอื่นๆ เช่น การโฆษณาเกินเวลา การโฆษณาแฝงหรือการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นต้น
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
มาตรา 21 ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้วให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ไปใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว...
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
1. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
2. พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
กระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
1. พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
2. พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510
3. พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535
4. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
กระทรวงสาธารณสุข
1. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
2. พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518
3. พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
4. พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533
กระทรวงพาณิชย์
กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
1. พระราชบัญญัติการค้าข้าว พ.ศ. 2489
2. พระราชบัญญัติราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
3. พระราชบัญญัติชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542
4. พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534
5. พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
1. พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535
2. พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535
3. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร
1. พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และการจำหน่าย เนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535
2. พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525
3. พระราชบัญญัติควบคุมการบำบัดโรคสัตว์ พ.ศ. 2505
4. พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
5. พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518
กระทรวงอุตสาหกรรม
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
1. พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511
กระทรวงคมนาคม
กรมการขนส่งทางบก
1. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
2. พระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
1. พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497
2. พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
กระทรวงมหาดไทย
กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมที่ดิน
1. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
2. พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
3. พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551
4. พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547
5. พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
6. พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493
7. พระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ.2474
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
1. พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507
กระทรวงวัฒนธรรม
1. พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551
กระทรวงการคลัง
1. พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535
2. พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505
3. พระราชกำหนดการให้กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527
กระทรวงยุติธรรม
1. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช. หรือ NBTC : National Broadcasting and Telecommunication Commission)
สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2553
1. พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
2. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543
3. พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
4. ระเบียบว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2535 (รจ.เล่ม 109 ตอนที่ 92 วันที่ 4 กันยายน 2535)
บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนภูมิภาค ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อ 7 มิถุนายน 2549
บันทึกข้อตกลงข้อที่ 1
สนับสนุนให้จังหวัดทุกจังหวัดเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค โดยการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคภายในจังหวัดมีความเข้มแข็ง
บันทึกข้อตกลงข้อที่ 2
สนับสนุนให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัด จัดให้มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการละเมิดสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจ โดยคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัดต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคภายในจังหวัดให้แล้วเสร็จตามบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
บันทึกข้อตกลงข้อที่ 3
สนับสนุนให้ทุกจังหวัดมีการเผยแพร่ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคได้รู้จักการใช้สิทธิเพื่อการคุ้มครองตนเองจากการถูกเอารัดเอาเปรียบและเป็นแนวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคภายในจังหวัด
บันทึกข้อตกลงข้อที่ 4
สนับสนุนให้จังหวัดทุกจังหวัดมีการติดตามสอดส่องและตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าที่ควบคุมฉลาก การโฆษณา การทำสัญญา การทำธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อคุ้มครองป้องกันประชาชนผู้บริโภคมิให้ถูกละเมิดสิทธิจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ
บันทึกข้อตกลงข้อที่ 5
สนับสนุนให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานอนุกรรมการ ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้มีการรายงานผลการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคภายในจังหวัดทุกจังหวัดต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและกระทรวงมหาดไทย ทุกๆ 3 เดือน
การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
สิทธิผู้บริโภค 5 ประการ (มาตรา 4)
1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
องค์กรหลักของการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง 3 คณะ คือ
1. คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก
2. คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา
3. คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประกอบด้วย
1. นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
2. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการ
3. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
4. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ
5. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ
6. ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
7. ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
8. ปลัดกระทรวงคมนาคม กรรมการ
9. เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กรรมการ
10. ผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 8 คนซึ่ง ครม.แต่งตั้ง กรรมการ
11. เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
1. พิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค
2. ดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าที่อาจเป็นอันตราย
3. แจ้งหรือโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียแก่สิทธิของผู้บริโภค ซึ่งจะระบุชื่อสินค้าหรือบริการหรือชื่อของผู้ประกอบธุรกิจด้วยก็ได้
4. สอดส่องเร่งรัดพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐให้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
5. พิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภค
6. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย และมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค และพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคตามที่ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมอบหมาย
7. วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องและคณะอนุกรรมการ
8. รับรองสมาคม ตามมาตรา 40
9. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการ
10.ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง
องค์คณะของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง
1. คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก
2. คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา
3. คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
ประกอบด้วย
ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งขึ้น ไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 13 คน
โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
1. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
2. ส่วนกลาง
2.1 คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก
2.2 คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา
2.2.1 คณะอนุกรรมการติดตามสอดส่องและวินิจฉัยการโฆษณา
2.3 คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
2.3.1 คณะอนุกรรมการตรวจสอบแบบสัญญาหรือแบบหลักฐานการรับ
เงิน
2.3.2 คณะอนุกรรมการศึกษาและพิจารณาข้อสัญญาและรายการในหลักฐานการรับเงิน
2.4 คณะอนุกรรมการอื่น
2.4.1 คณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมาย
2.4.2 คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค
2.4.3 คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค
3. ส่วนภูมิภาค
3.1 คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด (75 จังหวัด)
3.2 คณะอนุกรรมการผู้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร
3.3 คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคประจำจังหวัด
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
1. สำนักงานเลขานุการกรม
2. กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก
3. กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา
4. กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา
5. กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
6. สำนักกฎหมายและคดี
7. สำนักแผนและการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค
อำนาจหน้าที่ ของ สคบ.
1.รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค
2.ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจที่อาจมี ลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าหรือบริการใด ๆ ตามที่เห็นสมควร และจำเป็น
3.ส่งเสริม ,สนับสนุนให้มีการศึกษาแก่ผู้บริโภค ,สนับสนุนหรือทำการศึกษาวิจัยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค
4.ดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
5.ประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุม ส่งเสริม หรือกำหนดมาตรฐานของสินค้าหรือบริการ
6.ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมอบหมาย
องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนภูมิภาค
คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ประกอบด้วย
ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำจังหวัด
2. ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในเขตที่รับผิดชอบ
ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานอนุกรรมการฯ
รองประธานอนุกรรมการฯ
1. รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง
2. นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด
อนุกรรมการ ประกอบด้วย
1. ปลัดจังหวัด
2. อัยการจังหวัด
3. ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
4. พาณิชย์จังหวัด
5. เกษตรและสหกรณ์จังหวัด
6. สาธารณสุขจังหวัด
7. อุตสาหกรรมจังหวัด
8. ขนส่งจังหวัด
9. เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
10. ประชาสัมพันธ์จังหวัด
11. ประธานหอการค้าจังหวัด
12. ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
13. ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจากภาคประชาชน 3 คน (โดยให้เลือกจากกลุ่มเครือข่ายสื่อมวลชน สถาบันการศึกษา กลุ่มสตรี หรือกลุ่มอาสาสมัครคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัด)
หัวหน้าสำนักงานจังหวัด อนุกรรมการและเลขานุการ
ข้าราชการในจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง 2 คน อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
1. รับและพิจารณากลั่นกรองคำร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ผลิตหรือผู้ประกอบธุรกิจ ในเรื่องเกี่ยวกับการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้า เครื่องอุปโภค บริโภค หรือบริการที่มีการซื้อขายกันในท้องตลาด เพื่อดำเนินการแก้ไขหรือนำเสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พิจารณาใช้อำนาจดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
2. ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และอาจจัดให้มีการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้าหรือบริการใด ๆ ตามที่เห็นสมควรและจำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งให้มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อการนี้ ตามที่เห็นสมควร
3.สั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดส่งเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องที่มีผู้ร้องทุกข์ หรือเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมาพิจารณาได้ ในการนี้ จะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วยก็ได้
4.ประสานงานกับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
5.สอดส่องการปฏิบัติการตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดของพนักงานเจ้าหน้าที่
ส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเร่งรัดพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติการตามอำนาจและหน้าที่ดังกล่าว
6.การให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน และการสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของประชาชน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
7.รายงานผลการปฏิบัติงานในรอบเดือนให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบ
การเปรียบเทียบความผิดเป็นอำนาจของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้รับมอบอำนาจ ดังนี้
ส่วนกลาง
- เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
- พนักงานสอบสวนงาน 4 กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
คณะอนุกรรมการผู้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิด
ที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
1. ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานอนุกรรมการ
2. อัยการจังหวัด อนุกรรมการ
3. ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด อนุกรรมการ
4. ข้าราชการซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เลขานุการ
มีอำนาจเปรียบเทียบความผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
การเปรียบเทียบความผิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
กรณีที่ต้องเปรียบเทียบความผิด
1. กรณีฉลากเป็นเท็จ
2. กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก
3. กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา
4. กรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
5. กรณีขัดหนังสือเรียก
คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์ประจำจังหวัด
1. อัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัด ประธานอนุกรรมการ
2. หัวหน้าสำนักงานจังหวัด อนุกรรมการ
3. ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ประธานอนุกรรมการไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์ประจำจังหวัดมีหนังสือเชิญเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งๆ ไป ครั้งละไม่เกิน 2 คน
อนุกรรมการ
4. ผู้แทนสำนักงานจังหวัด อนุกรรมการและเลขานุการ
5. ผู้แทนสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัด
อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ
ไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์ประจำจังหวัด
1. ดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์ให้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความแพ่งหรือความอาญา เฉพาะความผิดอันยอมความได้
2. การเจรจาไกล่เกลี่ยให้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่กรณี โดยสอบถามความประสงค์และความยินยอมในการเจรจาไกล่เกลี่ย และชี้แจงถึงสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนผลของการตกลงไกล่เกลี่ยทั้งทางแพ่งและทางอาญาให้ชัดเจน
3. หากคู่กรณีประสงค์และยินยอมให้ไกล่เกลี่ย ให้จัดทำร่างสัญญาประนีประนอมยอมความตามจำนวนคู่กรณี โดยมีสาระสำคัญและข้อความตามที่คู่กรณีตกลงกัน และอ่านให้คู่กรณีฟัง รวมทั้งชี้แจงให้คู่กรณีเข้าใจถึงสัญญาประนีประนอมยอมความและให้คู่กรณีลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าประธานอนุกรรมการฯ หรือผู้ที่ประธานอนุกรรมการฯ มอบหมายและต่อหน้าพยานสองคน
4. หากคู่กรณีไม่ประสงค์และไม่ยินยอมให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะอนุกรรมการฯ รวบรวมและสอบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำเสนอคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด พิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในการใช้อำนาจดำเนินคดีแทนผู้บริโภคที่ร้องเรียน ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
5. ในการปฏิบัติตามนี้ ให้คณะอนุกรรมการฯ มีอำนาจ
1) ให้หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้ความเห็นในการปฏิบัติงาน หรือส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการเจรจาไกล่เกลี่ย
2) ให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตามข้อ 1) เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลใดชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการไกล่เกลี่ย
6. เรื่องราวร้องทุกข์ดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้รับไว้ดำเนินการ
1) เรื่องที่รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี มีมติหรือคำสั่งเด็ดขาดในเรื่องนั้น
2) เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดโดยเฉพาะเป็นผู้ช่วยเหลือและเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานนั้นๆ
3) เรื่องที่คู่กรณีเคยประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่ผู้มีส่วนได้เสียขอให้แก้ไขหรือคัดค้านการประนีประนอมยอมความเดิม โดยมีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ปรากฏชัดในภายหลัง และการให้ความช่วยเหลือไม่เป็นการกระทบกระเทือนสิทธิหรือประโยชน์ของบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
7. เมื่อคณะอนุกรรมการฯ ดำเนินการแล้วให้รายงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทราบ
8. ให้คณะอนุกรรมการฯ ดำเนินการอื่นตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดมอบหมาย
พนักงานเจ้าหน้าที่
ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
1. นับ ชั่ง ตวง วัด ตรวจสินค้า และเก็บหรือนำสินค้าในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อทำการทดสอบ โดยไม่ต้องชำระราคาสินค้านั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
2. ค้น ยึด หรืออายัดสินค้า ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุสินค้า ฉลากหรือเอกสารอื่น ที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิด
3. เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพื่อตรวจสอบการผลิตสินค้า การขายสินค้าหรือบริการ รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสารและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
4. มีหนังสือเรียกให้บุคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณา ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. 2522
ในส่วนภูมิภาค ได้แก่
1. ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด
2. หัวหน้าสำนักงานจังหวัดทุกจังหวัด
3. ข้าราชการในจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการในคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัด
4. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
5. อุตสาหกรรมจังหวัด
6. เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
7. เกษตรจังหวัด
8. พาณิชย์จังหวัด
9. นายอำเภอทุกอำเภอ
10. ปลัดเทศบาล
11. ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหรือรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
12. ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองหรือรองผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอ
13. เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีตำแหน่งสารวัตรหรือรองสารวัตร ที่ทำหน้าที่ด้านป้องกันและปราบปรามของทุกสถานีตำรวจ
14. เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีตำแหน่งสารวัตรและรองสารวัตร ของกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวที่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลนักท่องเที่ยวในแต่ละเขตพื้นที่
15. นักวิชาการเกษตร เจ้าพนักงานการเกษตร และ เจ้าหน้าที่การเกษตรตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป กรมวิชาการเกษตร
16. นักวิชาการสาธารณสุข ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ประจำกองทันตสาธารณสุข
17. ทันตแพทย์ตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป ประจำกองทันตสาธารณสุข
18. ปลัดอำเภอ
19. นายกเมืองพัทยา และปลัดเมืองพัทยา
20. นายกเทศมนตรี
21. ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
22. นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล
การร้องทุกข์กับ สคบ.
• สายด่วน 1166
• ทางไปรษณีย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ
อาคาร B ชั้น 5 ถนนแจ้งวัฒนะ
แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. 10210
• ทางอินเทอร์เนต [email protected]
• หรือขอแบบฟอร์มการร้องทุกข์ได้ที่
• เซเว่นอีเลฟเว่น และแฟมิลี่มาร์ท ทุกสาขาทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง
• ต่างจังหวัด ร้องเรียนได้ที่ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด อำเภอทุกอำเภอ ชมรม สมาคม ทุกแห่ง
• www.dloc.opm.go.th/Source/ANO30.ppt
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
มาตรา 8 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
บทสรุปเสนอผู้บริหาร
ศรีนวล กรกชกร กับพวก. “โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล เกี่ยวกับการมอบอำนาจงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522.” กองส่งเสริมงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข, 2548. [Online]., Available URL : http://elib.fda.moph.go.th/
ศรีนวล กรกชกร กับพวก(2548) ได้จัดทำโครงการศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล เกี่ยวกับการมอบอำนาจงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยการสัมภาษณ์และการส่งแบบสอบถามแก่เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ จำนวน 1,519 แห่ง จากจำนวนองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งสิ้น 6,622 แห่ง ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
มาตรา 30 (1) (2) ได้กำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงกำหนดกรอบภารกิจที่จะถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้
1. การผลิตสื่อ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ
2. การเสริมสร้างศักยภาพผู้บริโภคทั้งด้านความรู้ในการบริโภคและเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม
3.การสร้างและขยายเครือข่ายการมีส่วนร่วมในงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภคในท้องถิ่น
4. การตรวจสอบ ควบคุม กำกับ ผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง และวัตถุอันตราย
4.1 ตรวจสอบอาหารในสถานที่จำหน่ายและตรวจสอบสถานที่ผลิตน้ำและน้ำแข็ง
4.2 ตรวจสอบการขายยาในสถานที่ที่ไม่มีใบอนุญาต
4.3 ตรวจสอบเครื่องมือแพทย์ในสถานที่จำหน่าย
4.4 ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในสถานที่จำหน่าย
4.5 ตรวจสอบผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายในสถานที่จำหน่าย
ทัศนคติและความคิดเห็นที่มีต่องานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 องค์การบริหารส่วนตำบลมีความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ต้องการรับมอบอำนาจ และมีความพร้อม ความสามารถในการตรวจสอบ เฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อาหารตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และผลิตภัณฑ์อื่น ในระดับปานกลาง
สำหรับความพร้อมด้านการใช้มาตรการทางกฎหมาย ในระดับปานกลาง และต้องการอำนาจด้านการเปรียบเทียบปรับ ในระดับมาก ความพร้อมด้านบุคลากรที่จะดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบล ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีในระดับน้อย โดยส่วนใหญ่เห็นว่าการกระจายอำนาจ และการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถช่วยให้งานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา บรรลุผล ในระดับมาก
ข้อเสนอแนะต่อการกระจายอำนาจให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล
1. ควรทำช่องทางในการสื่อสารระหว่างหน่วยงานราชการส่วนกลาง กับองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแก้ไขปัญหา อุปสรรค ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ
2.ในระหว่างที่จะมีการถ่ายโอนภารกิจควรต้องจัดอบรมเตรียมความพร้อมให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประเมินเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล ก่อนการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
นโยบายการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
http://www.ocpb.go.th/main_provinces.asp
นายจิรชัย มูลทองโร่ย
รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
นโยบาย 3 ประสาน 5 ยุทธศาสตร์
โดย
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
3 ประสาน
1. ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย
2. ประสานงานความร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ผลิตสินค้าและบริการ
3. ประสานความร่วมมือกับองค์กร ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
5 ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : สะสาง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ส่งเสริม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : เพิ่มช่องทาง
(การร้องทุกข์ การคุ้มครอง)
6.1 ตรวจสอบ
6.2 ตรวจจับ
7. จัดให้มีชุดตรวจเยี่ยม บริษัท หรือผู้ประกอบการที่ดี
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : สร้างความเข้าใจ
สรุป 5 ยุทธศาสตร์
บทบาทของปลัดเทศบาลในฐานะเจ้าพนักงานคุ้มครองผู้บริโภคท้องถิ่น ให้มีประสิทธิภาพ
1. ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำเทศบาล
ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 3/2552 ลงวันที่ 20 เมษายน 2552
ซึ่งจะประกอบด้วย
1. นายกเทศมนตรี ประธานอนุกรรมการ
2. หัวหน้าส่วนราชการ 2 คนที่นายกเทศมนตรีแต่งตั้ง อนุกรรมการ
3. ผู้แทนจากภาคประชาชน 3 คน ที่นายกเทศมนตรีแต่งตั้ง (โดยให้เลือกจากผู้ที่มีความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือผู้แทนศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน) (วาระ 2 ปี) อนุกรรมการ
4. ปลัดเทศบาล อนุกรรมการและเลขานุการ
5. นิติกร 1 คน อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำเทศบาล มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
1. รับและพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคในเขตพื้นที่ที่ได้รับความ เดือดร้อนหรือเสียหายอังเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ ในเรื่องเกี่ยวกับการถูกเอรัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค หรือบริการที่มีการซื้อขายกันในท้องตลาด
2. เจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาทเพื่อหาข้อยุติในเบื้องต้น หากคู่กรณีไม่สารถตกลงกันได้ ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอเรื่องต่อคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกจากผู้บริโภค ประจำจังหวัดพิจารณาดำเนินการ
3. ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคและอาจจัดให้มีการทดสอบหรือ พิสูจน์สินค้าหรือบริการใดๆ ตามที่เห็นสมควรและจำเป็น เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
4. สั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดส่งเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องที่มีผู้ ร้องทุกข์หรือเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคมาพิจารณาได้ ในการนี้ จะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วยก็ได้
5. ประสานงานกับส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค
6. ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน และสร้างเครือข่ายความเข็มแข็งของประชาชนเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
7. ดำเนินการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดมอบหมาย
8. รายงานผลการปฏิบัติงานในรอบเดือนให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทราบ
2. ประชาสัมพันธ์ ตามที่มีการถ่ายโอนภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญของคุณภาพชีวิตประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ เทศบาลจึงต้องเร่งทำการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิทธิของผู้บริโภค 5 ประการ
1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย เผยแพร่ความรู้ และพัฒนาพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพของผู้บริโภคการใช้มาตรการควบคุม หรือบังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวไม่อาจบรรลุเป้าหมายที่จะทำให้ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
จึงจำเป็นต้องให้ความรู้ประชาชน รู้จักพิทักษ์ประโยชน์ของตน โดยต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตื่นตัวในการรู้จักเลือกซื้อ และให้สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อการบริโภค สิ่งใดทำให้เกิดโทษและเกิดโทษและเกิดความสิ้นเปลือง รวมทั้งตระหนักถึง การบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
3. การเฝ้าระวังความปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาหรืออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจาการบริโภค โดยแต่งตั้ง อาสาสมัครสาธารณสุข และ กลุ่มนักเรียนที่เป็นอาสาสมัคร (อย.น้อย)
เพื่อติดตามสอดส่องและตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยว กับสินค้าที่ควบคุมฉลากการโฆษณา การทำสัญญา การทำธุรกิจกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเพื่อคุ้มครองป้องกันประชาชนผู้บริโภคมิ ให้ถูกละเมิดสิทธิจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ