อภิสัมมพุทธสถาน พุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สหชาติ

ตำบลที่ ๒ อภิสัมพุทธสถาน (ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ควงไม้โพธิ์ที่ตำบลพุทธคยา)

ความสำคัญและประวัติความเป็นมา

          สถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมนาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร อยู่ด้านทิศตะวันตกบริเวณเป็นที่เนินสูง เพราะเป็นซากของมหาสังฆารามโบราณ ที่นี่เคยเป็นที่พักของพระสงฆ์ถึง ๒,๐๐๐ รูป ล้วนใฝ่ใจในการศึกษา ปฏิปทางดงามตามพระธรรมวินัย มหาชนศรัทธาเลื่อมใสมาก พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้เจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ ถึง พ.ศ. ๗๐๐ หลังจากนั่นก็เริ่มอ่อนกำลังลง  พุทธคยาเป็นเขตอิทธิพลของพวกฮินดูคยาเกษตรใช้เป็นที่ถวายบบิณฑ์ ๑ ใน ๑๖ แห่ง เมืองพระพุทธองค์ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ที่นี่ จึงเรียกว่า พุทธคยา

          หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วจึงได้เสวยวิมุตติสุข ๗ สัปดาห์ แล้วเสด็จไปเมืองพาราณสี เมื่อมีสาวกมากขึ้น พระพุทธองค์จึงได้ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา ครั้งนั้นพระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมาเพื่อโปรดชฏิลสามพี่น้องพร้อมบริวารจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จากนั้นพระองค์ก็บำเพ็ญพุทธกิจยังแคว้นต่างๆ จนเข้าสู่การปรินิพพาน

          พ.ศ. ๒๒๘-๒๔๐ พระเจ้าอโศกได้เสด็จมาสักการะ ณ สถานที่ตรัสรู้ได้สร้างพระสถูปขนาดย่อมๆ เพื่อบูชา และปักศิลาไว้เป็นเครื่องหมายสร้างพระแท่นวัชรอาสน์ รั้วทำด้วยหินล้อมรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฯลฯ

          พ.ศ. ๖๗๔-๖๙๔ พระเจ้าหุวิชกะ ทรงสร้างเสริมให้เป็นสิ,ปะต้นแบบเป็นสถูปใหญ่ หลวงจีนถังซัมจัง เรียกว่า “มหาโพธิ์วิหาร” เป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมแหลง ทรงกรวย ห่างจากต้นโพธิ์ ๒ เมตร มีพระเท่นวัชรอาสน์คั่นกลาง ขนาดสูง ๑๗๐ ฟุต วัดรอบฐานขนาด ๘๗ ฟุตเศษ มี ๒ ชั้น มีเจดีย์บริวารอีก ๔ องค์ ทรงเดียวกันอยู่บนฐานชั้นที่ ๒ สูง ๔๕ ฟุต ส่วนชั้นล่างประดิษฐานพระพุทธเมตตา “ปางมารวิชัย” สร้างจากหินแกรนิตสีดำ สมัยของปาละอายุประมาณ ๑,๔๐๐ ปีเศษ ชั้นบนประดิษฐานพระพุทธปฏิมา “ปางประทานพร” สร้างในสมัยเดียวกัน

          พ.ศ. ๙๔๕-๙๕๐ หลวงจีนฟาเหียนเดินทางมาสักการะสถานที่ตรัสรู้และได้พรรณนาถึงความงดงามของพระมหาเจดีย์พุทธคยา เห็นพระสงฆ์เถรวาทและพุทธศาสนิกชนมาสักการะกันอย่างมิขาดสาย

          พ.ศ. ๑๑๔๕ กษัตริย์เบงกอลนามศศางกา ได้ประกาศอิสระจากมคธยกทัพมาทำลายพุทธสถานอย่างย่อยยับ

          พ.ศ. ๑๑๔๕ กษัตริย์ปูรณวรมาตีทัพเบงกอลแตกแล้วทำการบูรณะซ่อมแซม

          พ.ศ. ๑๔๙๑ อมรเทวพราหมณ์ ปุโรหิตของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ แห่งเมืองมัลวาบอกไว้ในหนังสือมรโฆษว่าออกแบบวิหารโพธิ์ใหม่เป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

          พ.ศ. ๑๕๗๘ พม่าส่งคณะช่าง นำโดย ท่านธรรมราชครูเพื่อบูรณะแต่เกิดข้อพิพาทกับอินเดีย พม่าจึงต้องหยุดการซ่อมแซม

          พ.ศ. ๑๖๒๒ พม่าส่งช่างชุดที่ ๒ มาฟื้นฟูบูรณะใช้เวลา ๗ ปี เสร็จเมือง ๑๘ ตุลาคม ๑๖๒๙ พุทธคยามีชีวิตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

          พ.ศ. ๑๗๔๓ พระธัมมรักขิต รับทุนจากพระเจ้าอโศกมัลละแห่งแคว้นสิวสิกะอินเดีย มาปฏิสังขรณ์เพิ่มเดิมให้ดียิ่งขึ้น

          พ.ศ. ๑๗๖๐ อิสลามกองทัพเติข์กยึดครองมคธรัฐทำลายล้างพุทธสถานทั้งหมด พร้อมยกพุทธคยานี้ให้อยู่ในการดูแลของฮินดูนิกายมหันต์ โดยอ้างเมื่อ พ.ศ. ๑๗๒๗ จักรพรรดิโมกุน นามมูฮัมหมัดซาห์ ได้มอบพุทธคยาทั้งหมดเป็นสมบัติของมหันต์องค์ที่สี่ ชื่อว่า “ลาลคีรี” จากนั้นพุทธคยาก็ถูกทอดทิ้งหลายร้อยปีไม่มีการบูรณะ มีชาวพุทธมาสักการะเพียงเล็กน้อย

          พ.ศ. ๒๑๓๓ พุทธคยามหาสังฆาราม ถูกมุสลิมคุกคาม ถูกพวกพราหมณ์รังแก ในที่สุดหลุกจากมือชาวพุทธอย่างเด็ดขาดตกอยู่ในความคุ้มครองของนักบวชมหันต์นิกาย  ทัสนามิ สันยาสีที่ชื่อ โคสายฆมันดีร์คีรี

          พ.ศ. ๒๑๓๕ อังกฤษยึดครองอินเดีย

          พ.ศ. ๒๓๔๕ พระเจ้าแผ่นดินพม่าเสด็จมาเห็น ได้ส่งทูตมาเจรจาขอบูรณะ ตามบันทึก ดร.บุดานัน  แฮมินตัน บอกว่าพุทธยาอยู่ในสภาพย่อยยับไม่ได้รับการดูแล

          พ.ศ. ๒๔๑๗ พระเจ้ามินดงเจรจาผ่านรัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นของอังกฤษแล้ว อังกฤษส่งคนมาช่วย ๒ นาย เพื่อกำกับ คือ “อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ดร.ราเชนทร์  ลาลมิตระ”

          พ.ศ. ๒๔๑๙ พม่าเกิดสงครามกับอังกฤษ งานบูรณะจึงต้องหยุด

          พ.ศ. ๒๔๒๓ เซอร์อเล็กซานเดอร์, ดร.ราเชนทร์, เซอร์อีแดน แต่งตั้งให้ นาย เจ ดี เบคลาร์ ทำการปฏิสังขรณ์ เสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ (๔ ปี)

          พ.ศ. ๒๔๓๓ ท่านเซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ฝรั่งอังกฤษชาวพุทธได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งว่า “The Light of Asia”

          พ.ศ. ๒๔๓๔ ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ชาวศรีลังกามากราบพุทธยาเกิดศรัทธาปรารถนาเรียกร้องสิทธิของความเป็นเจ้าของพุทธคยา ๓๑ ต.ค. ๒๔๓๔ ได้ประชุมชาวพุทธสากลที่พุทธคยา มีพม่า, ลักกา, จีน, ญี่ปุ่น  แล้วญี่ปุ่นได้ประกาศว่าจะหาเงินมาซื้อพุทธคยาคืน อังกฤษระแวงญี่ปุ่นเพราะเพิ่งรบชนะรัสเซีย จึงไม่ยอมให้ครอบครอง จึงเกิดขบวนการกอบกู้พุทธคยา (แม็กมิน, เอ็ดวิน, วิลเลี่ยม, พ.อ.โอลคอตต์) ออกปราศรัยที่พม่า อังกฤษ สิงค์โปร์ ไทย ลังกา หาผู้สนับสนุน

          พ.ศ. ๒๔๓๖ อนาคาริกธรรมปาละ กลับมาพุทธคยาพร้อมกับ โอลคอตต์ และ MR.เอดซ์ นักเทววิทยาได้เห็นพระ ๔ รูป ถูกพวกมหันต์ทุบตีเกือบตาย ซ้ำร้ายเขายังกีดกันไม่ให้พวกธรรมยาตราเข้าสักการะพุทธคยา

          พ.ศ. ๒๔๓๘ ชาวพุทธขอนำพระพุทธรูปอายุ ๗๐๐ ปี เข้าไปประดิษฐาน แต่พวกมันต์ก็ไม่เห็นด้วย อ้างว่า “พระพุทธเป็นเพียงอวตารปางที่ ๙ ของพระนารายณ์”

          พ.ศ. ๒๔๔๕ มีความเคลื่อนไหวทั่วโลก โดย เอดวิน อาร์โนล, ดร.ริด เดวิด, ศ.แม็ก มิลเลอร์ ชาวพุทธเริ่มมีพลัง พวกมหันต์เพิ่มความรังเกียจชาวพุทธมากขึ้น

          พ.ศ. ๒๔๖๗ ชาวพุทธพม่า ลังกา เนปาล ร้องเรียนรัฐบาลพรรคคองเกรสส์ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณา โดยมี ดร.ราเชนทร์  ประสาท (ประธานาธิบดีคนแรกเป็นประธาน) ตั้งกรรมการชาวพุทธ ๕ คน และ ฮินดู ๕ คน ดูแลพุทธคยา โดยออกกฎหมายบังคับ

                   - ความเห็นของมหาตมคานธี

“วิหารพุทธคยานี้ควรเป็นสมบัติของชาวพุทธโดยชอบธรรม การนำสัตว์ไปฆ่าทำพิธีกรรมในวิหารมหาโพธิ์ ไม่สมควร เพราะล่วงละเมิดต่อสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา เป็นการประทุษร้ายต่อจิตใจของชาวพุทธทั่วไป”

                   - ความเห็นของระพินทรนาถฐากูร

“ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ นี้ จะตกอยู่ในความดูแลของศาสนาอื่นไม่ได้ เพราะศาสนาอื่นไม่เกี่ยวข้องอะไรและไม่มีเยื่อใยอะไรต่อพระพุทธศาสนา”

          พ.ศ. ๒๔๙๐ อินเดียเป็นเอกราชจากอังกฤษ มหาโพธิ์สมาคมรบเร้าสิทธิพุทธคยา

          พ.ศ. ๒๔๙๑ ดร.ศรีกฤษณะ ซิงห์ นายกรัฐมนตรีรัฐพิหาร ได้เสนอให้ร่างรัฐบัญญัติวิหารพุทธคยา

          พ.ศ. ๒๔๙๒ เดือน พ.ค. จัดตั้งคณะกรรมการดูแล ๙ คน มีผู้ว่าจังหวัดคยาเป็นประธานกรรมการ กรรมการอีก ๘ คน คือ ชาวพุทธ ๔ คน ฮินดู ๔ คน

          พ.ศ. ๒๔๙๖ นายกรัฐมนตรีพม่ามาเยือน พวกมหันต์บอกว่าได้ยกพุทธคยาให้ชาวพุทธ

          พ.ศ. ๒๔๙๙ บูรณะเล็กน้อยเพื่อฉลองพุทธคยาชยันตีศาสนาอายุ ๒,๕๐๐ ปี

          พ.ศ. ๒๕๑๒ พระสุเมธาธิบดี ได้นำพุทธบริษัทชาวไทยประดับไฟแสงจันทร์

          พ.ศ. ๒๕๑๙ พุทธบริษัทขาวไทย สร้างกำแพงแก้ว ๘๐ ช่อง ซุ้มประดูแบบอโศก ๒ ซุ้ม เสร็จใจปี ๒๕๒๐

          พ.ศ. ๒๕๓๐ ภิกษุไซไซ ชาวญี่ปุ่นนำชาวพุทธจากนาคปูร์ และ รัฐมหารชตะเรียกร้องให้นำศพ   มหันต์ที่ฝังไว้ และปัญจปาณฑปพร้อมศิวลึงค์ที่กลางวิหารออกไปที่อื่น

          พ.ศ. ชาวพุทธเนปาลปูหินอ่อน

ปัจจุบันเป็นสถานที่อันยิ่งใหญ่มีนักแสวงบุญจากทั่วโลกมาไหว้พระสวดมนต์ตลอดทั้งปี

สิ่งสำคัญที่พุทธคยา

          ๑.  พระมหาเจดีย์พุทธยา สูง ๑๗๐ ฟุต วัดรอบฐาน ๘๕ เมตรเศษ เป็นเจดีย์ ๒ ชั้น มีเจดีย์รอบฐาน ๔ องค์ สูง ๔๕ ฟุต ชั้นบนประดิษฐานพระปางประทานพร ส่วนชั้นล่าง ประดิษฐานพระปางมารวิชัย หรือ   พระพุทธเมตตา อายุประมาณ ๑,๔๐๐ ปีเศษ

          ๒.  ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (โพธิบัลลังก์)

                   ๒.๑  ต้นที่ ๑ เป็นสหชาติเกิดพร้อมกับพระพุทธเจ้า มีอายุได้ ๓๕๒ ปี สาเหตุหมดอายุเพราะพระชายาของพระเจ้าอโศกให้หญิงสาวใช้มาทำลาย

                   ๒.๒  ต้นที่ ๒ เกิดจากแรงอธิษฐานของพระเจ้าอโศกมหาราช อายุได้ ๘๙๑ ปี ถูกกษัตริย์ศศางกะสั่งทหารทำลายประมาณ ปี พ.ศ. ๑๓๐๐ เศษ

                   ๒.๓  ต้นที่ ๓ เกิดจากอธิษฐานของกษัตริย์ปูรณะวรมา มีอายุประมาณ ๑,๒๕๘ ปี หมดอายุขัยเอง

                   ๒.๔  ต้นที่ ๔ ปลูกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ อายุ ณ ปัจจุบันนี้อธิษฐานปลูกโดย ท่านเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม

          ๓.  พระแท่นวัชรอาสน์  พระเจ้าอโศกสร้างแทนรัตนบัลลังก์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแกะสลักจาหินทราย มีขนาดยาว ๗ ฟุต ๖ นิ้ว และกว้าง ๔ ฟุต ๑๐ นิ้ว หนา ๑ ฟุต ๖ นิ้ว ส่วนด้านบนจะแกะสลักเหมือนหัวแหวนเพชร ด้านข้างมีดอกบัว หงส์ และดอกมณฑารพ

          ๔.  อนิมิสสเจดีย์ คือ สาถนที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๒ เป็นเจดีย์สีขาวอยู่ทางทิศตะวันออกของ    ต้นโพธิ์

          ๕.  รัตนจงกรมเจดีย์ คือ สาถนที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๓ อยู่ทางทิศเหนือ เป็นหินทรายแกะสลักเป็นดอกบัวบาน ๑๙ ดอก

          ๖.  รัตนฆรเจดีย์ คือ สถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๔ เป็นวิหารสี่เหลี่ยมไม่มีหลังคา พระพุทธองค์ทรงนั่งขัดสมาธิเพชร พิจารณาอภิธรรมปิฎก และสมันตปัฏฐานอนันตนัย

          ๗.  อชปาลนิโครธเจดีย์ คือ สถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๕ อยู่ระหว่างแม่น้ำโมหะนีกับแม่น้ำเนรัญชราเป็นที่รับข้าวมธุรปายาสจากนางสุชาดา ที่พิจารณาบุคคลเหมือนอุบล ๔ เหล่า ที่ท้าวสหัสบดีพรหมอาราธนาแสดงธรรม ที่นางมารมาเล้าโลมพระพุทธเจ้า

          ๘.  สระมุจลินทร์ คือ สถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๖ เกิดพายุฝนตลอด ๗ วัน พญามุจลินทร์นาคราชได้ถวายอารักขา พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า “ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันดา ผู้มีธรรมปรากฏแล้ว ผู้เห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก”

          ๙.  ต้นราชายตนะ คือ สถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๗ พาณิชสองพี่น้อง คือ “ตปุสสะ กับ        ภัลลิกะ” จากอุกกาลชนบทได้ถวายสัตตุชนิดผงและชนิดก้อน ท้าวเทวราชทั้ง ๔ นำบาตรศิลามาถวายให้รับ พาณิชสองพี่น้องประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนะสอง คือ พระพุทธ กับพระธรรม เป็นสรณะ

          ในอรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรค กล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงลูบพระเศียร เส้นพระเกศาติดที่   พระหัตถ์ ทรงมอบให้พาณิชสองพี่น้อง นำพระเกศาธาตุไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์ที่นครของตน

          ต่อมาสองพี่น้อง ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองราชคฤห์ฟังธรรมและบรรลุโสดาบัน ตปุสสะอยู่เป็นอุบาสกภัลลิกะบวชได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมอภิญญา ๖ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกผู้ถึงรัตนะก่อนผู้ใด”

          ๑๐.  พระพุทธเมตตา เป็นพระปฏิมากร สร้างด้วยหินแกรนิตสีดำ สมัยปาละ ปางมารวิชัย อายุกว่า ๑,๔๐๐ ปี เป็นพระปฏิมาที่คนทุกศาสนามาสักการะด้วยความศรัทธา

          ๑๑.  แม่น้ำเนรัญชรา ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์มาทางทิศตะวันออกประมาณ ๒๐๐ เมตร ไหลใสสะอาดจากใต้ไปเหนือ ชฏิลสามพี่น้องอาศัยอยู่ลุ่มลำน้ำนี้

          ๑๒.  บ้างนางสุชาดา อยู่ห่างจากแม่น้ำเนรัญชราประมาณ ๒๐๐ เมตร อยู่กลางหมู่บ้าน

          ๑๓.  ท่าสุปปติฏฐะ คือ สถานที่ลอยถาดอธิษฐาน รับหญ้ากุสะจากโสตถิยมาณพ และเสวยข้าว   มธุรปายาสก่อนตรัสรู้

          ๑๔.  ดงคสิริเขาบำเพ็ญเพียร คือ สถานที่บำเพ็ญทุกรกิริยาของพระมหาบุรุษ  ห่างจากพุทธคยาประมาณ ๗-๘ กม. ปัจจุบันรถยนต์สามารถส่งถึงเชิงเขาแล้ว

          ๑๕.  คยาสีสประเทศ พุทธกาล คือ เขาคยาสีสะ ปัจจุบันเรียกว่า “พรหมโยนี” เป็นสถานที่แสดง    อาทิตตปริยายสูตร ที่เทวทันตก่อการปฏิบัติพระศาสนาแล้วมาตั้งสำนักที่นี่

          ๑๖.  อาศรมชฎิล คือ สาถนที่พักของอุรุเวลกัสสปะ พระศาสดาได้ทรงทรมานจนละทิฏฐิพร้อมน้อง คือ นทีกัสสปะและคยากัสสปะ รวมทั้งบริวาร ๑,๐๐๐ บวนในพระพุทธศาสนา

          ๑๗.  วัดไทยพุทธคยา ได้สร้างขึ้นเมือง พ.ศ. ๒๕๐๐ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นามเจ้าอาวาส คือ สมเด็จพระธีรญาณมุนี, พระสุเมธาธิบดี และปัจจุบันคือ พระเทพโพธิวิเทศ

สารธรรมสำคัญ

                   ๑.  ปฏิจจสมุปบาท      ๒.  พระญาณ ๓ แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

                   ๓.  อาทิตตปริยายสูตร  ๔.  ปฐมพุทธวจนะ

                   ๕.  พุทธอุทาน            ๖.  บุคคลเปรียบด้วยดอกบัวสี่เหล่า

วัดพุทธนานาชาติ

          ๑.  วัดญี่ปุ่น  สร้างเมือ พ.ศ. ๒๕๒๓ แบ่งเป็น ๒ โซน คือ เขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส  เขตพุทธาวาสมีหลวงไดโจบุดซึ สูง ๘๐ ฟุต  วัดจากฐานถึงพระบาทได้ ๒ ฟุต จากฐานชุกชีถึงพระเศียรได้ ๕๖ ฟุต  เขตสังฆาวาสเรียกว่า ไดจอกเจียว ทั้งหมดสร้าง ๔ ปี จึงแล้วเสร็จ สร้างด้วยหินทรายแดงจากเมืองจูน่า      หินอ่อนจาเมืองชัยปูร์รอบหลวงพ่อไดโจบุดซึ มีพระอรหันต์ ๑๐ ทิศ คือ พระอานนท์ พระสารีบุตร พระปุณณมันตานีบุตร พระมหากัจจายนะ พระราหุล พระสุภูมิ พระอุบาลี พระมหาโมคคัลลานะ พระอนุรุทธะ และ   พระมหากัสสปะ

          ๒.  วัดทิเบต  สร้างเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๒๓ ทิเบตมีลามะ ๔ นิกาย คือ

                   ๑)  นิกายนิงมะ สวมหมวกแดง เกิดปี พ.ศ. ๑๓๖๓ สำนักงานใหญ่อยู่ที่ไบเลาคุมเบ มีท่านเป็นออลิมบุเช่ เป็นประมุขนิกาย สามารถไว้ผมยาวและหนวดเคราได้

                   ๒)  นิกายศักยะ สวมหมวกสีน้ำเงิน เกิดปี พ.ศ. ๑๕๗๘ สำนักงานใหญ่อยู่ที่ดุลหาโฟดรัง ราชปูร์ ปูนสุดโฟดรัง สหรัฐอเมริกา มีนควัง กุนดา เตเคเฮน ลิมปูเช่ เป็นประมุข สามารถมีครอบครัวได้

                   ๓)  นิกายกายุค สวมหมวกสีดำ เกิดปี พ.ศ. ๑๕๙๓ สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองรุมเด็ก        รัฐสิกขิม มีอูเป็น ดอร์เลย์ โดเจ การมาปะ องค์ที่ ๑๗ เป็นประมุข

                   ๔)  นิกายเกลุค สวมหมวดสีเหลือง เกิดปี ๑๙๒๘ สำนักงานใหญ่อยู่ที่ธรรมศาลา          หินวันตประเทส มีองค์ดาไลลามะเป็นประมุข องค์ที่ ๑๔

          ๓.  วัดภูฏาน สร้างเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๖ พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนาจักร ปัจจุบัน ท่านจิกมี่ วังจุก เป็นประมุข

 

 

ความพร้อมเพรียงเป็นบ่อเกิดของความสุข
Togetherness is the origin of happiness.
พุทธพจน์ / Sayings of the Buddha