เป็นที่น่ายินดีว่า 3 ปีให้หลังนี้จำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักลดลง โดยคุณหมอณัฐสันนิษฐานว่าอาจเกิดการให้ความรู้เรื่องการป้องกันการหกล้ม ด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสมรวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม

วันนี้ทางกลุ่ม Non-Pharmacologic Management of Osteoporosis มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ ได้จัดประชุมวิชาการประจำปีเรื่อง การป้องกันโรคกระดูกพรุน : ปัญหาระดับชาติ ให้แก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์

ในภาคบ่ายได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากชุมชนคนปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันโรคกระดูกพรุน ดิฉันประทับใจคุณหมอณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์

                             

อดีตหัวหน้าแผนกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลศูนย์จังหวัดลำปาง ท่านได้เล่าถึงที่มาที่ไปในการจัดทำโครงการป้องกันโรคกระดูกพรุน ว่าได้ทำการศึกษาย้อนหลังถึงจำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุน ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเพิ่มมากถึง 12%ใน 10 ปี จึงได้รวบรวมทีมทำงานประกอบด้วยคุณหมอณัฐพงศ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักโภชนากร นักสุขศึกษา ช่วยกันรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคกระดูกพรุนและป้องกันการหกล้ม ให้กับชุมชนในเขตจังหวัดลำปาง โดยอาศัยโรงเรียนบ้าง วัดบ้าง เป็นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ จนกระทั่งใน 2 ปีให้หลังนี้ทางชุมชนเป็นผู้ทำโครงการป้องกันนี้เองและได้เชิญทีมทางโรงพยาบาลศูนย์จังหวัดลำปางไปเป็นวิทยากร ทางชุมชนช่วยกันคิดสูตรอาหารพื้นบ้านที่มีแคลเซี่ยมสูง และคิดท่าออกกำลังกายกันเองในรูปแบบต่างๆ จนจัดให้มีการแข่งขันกันประกวดกันเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งดิฉันได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศดังกล่าว ยังรู้สึกชื่นชมทีมงานเป็นอย่างมากจนต้องเชิญให้มาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

คุณหมอณัฐบอกว่าจะต้องมีเป้าหมายชัดเจนก่อนในการจะเริ่มทำโครงการ ทีมมีความสำคัญที่จะทำใหโครงการยั่งยืน เนื่องจากหมอณัฐวางรากฐานไว้ดี โครงการนี้ก็ยังดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและมอบหมายให้คุณหมออรัญ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นหัวหน้าโครงการต่อไป เพราะคุณหมอณัฐก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารของโรงพยาบาลแล้ว นอกจากนี้ต้องถ่ายทอดแนวคิดนี้ให้ชุมชนดูแลกันเองได้ พึ่งตนเองได้ โดยทีมคอยเป็นพี่เลี้ยงให้อยู่ห่างๆ

เป็นที่น่ายินดีว่า 3 ปีให้หลังนี้จำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักลดลง โดยคุณหมอณัฐสันนิษฐานว่าอาจเกิดการให้ความรู้เรื่องการป้องกันการหกล้ม ด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสมรวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม

ทางมูลนิธิฯจะคอยตามรอยต่อไป และขอยกนิ้วให้เป็น Best Practice ของกิจกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุน รายละเอียดเรื่องเล่าเมื่อได้ upload VDO ลงเว็บของมูลนิธิฯ( www.topf.or.th ) จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง