ระบบขนส่งมวลชนในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน หรืออาจจะเปรียบได้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยก็ว่าได้ ทั้งนี้

ปัจจัยที่สำคัญของความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มาจากระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ที่สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย

ซึ่งไม่เฉพาะแต่การเดินทางโดยสารของผู้โดยสาร การขนส่งสินค้าก็มีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยความทันสมัย รวดเร็ว

สะดวก ประชาชนส่วนใหญ่จะใช้วิธีในการเดินทางด้วยระบบราง เพราะไม่ต้องเปลืองพลังงานน้ำมัน

นายบัญชา คงนคร รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า การพัฒนารถไฟของประเทศไทย ปัจจุบันมีความล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซียแล้ว ประเทศไทยมีความล้าหลังอย่างมาก ซึ่งสาเหตุหลักมาจากนโยบายของรัฐบาล

ในการพัฒนารถไฟที่ไม่มีความชัดเจนและเข้มแข็ง รวมถึงไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งทำให้นโยบายเปลี่ยนตามไปด้วย

ซึ่งการพัฒนาระบบการขนส่งของประเทศไทยนั้น เน้นการพัฒนาถนนให้คนขับรถ ส่วนระบบราง ไม่มีการพัฒนา และอีกไม่นานเชื่อได้ว่าราคาน้ำมันจะขยับตัวสูงขึ้น

ถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแน่นอน ในขณะที่ระบบรางนั้น ไม่มีการมุ่งเน้นในการพัฒนามากยิ่งขึ้น และหากจะทำการพัฒนาก็แทบจะเรียกว่าอาจจะช้า

ไปเสียแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำเลย ถ้าเทียบกับมาเลเซียแล้วมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความก้าวหน้า

ส่วนประเทศไทยในอดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะประเทศไทยจะยึดว่าต้องคิดถึงความคุ้มทุน ผลกำไรที่จะได้รับ

ทำให้การพัฒนารถไฟหยุดชะงักมากว่า 50 ปี โดยมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเพียง 666 กิโลเมตรเท่านั้น จากเมื่อก่อนปี 2494 มีระยะทาง 3,378 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม รฟท.จะนำรูปแบบการพัฒนารถไฟของประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีลักษณะการให้บริการระบบรางใกล้เคียงกับประเทศไทย และมีความล้ำหน้าใน

การให้บริการกว่าประเทศไทยประมาณ 20 ปี มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินโครงการรถไฟฟ้า ที่กำลังจะเริ่มเปิดประมูลในเส้นทางสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน

และบางซื่อ-รังสิต การก่อสร้างรถไฟรางคู่ ไปจนถึงการให้บริการรถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตลิงค์ที่จะเปิดในปลายปีหน้า โดยยืนยันว่า

ความกว้างของรางขนาด 1 เมตรไม่ได้เป็นอุปสรรคของการพัฒนารถไฟฟ้าหรือรถดีเซล เนื่องจากระบบการเดินรถทั้ง 2 ระบบ สามารถใช้งานร่วมกันได้

อีกทั้งขณะนี้ได้มีการให้บริการเส้นทางจากกรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ซึ่งใช้รางขนาด 1 เมตร เช่นเดียวกัน และในอนาคตเส้นทางดังกล่าวจะขยายเชื่อมต่อไป

ถึงคุณหมิง ประเทศจีน นายบัญชา กล่าวว่า ระบบขนส่งทางรางมาเลเซีย อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท KERETAP TANAH MELAYU BERHAD

จำกัด (KTMB) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น 100% เนื่องจากก่อนหน้านี้ KTMB ประกอบธุรกิจเองและไม่ประสบความสำเร็จ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุน

โครงสร้างพื้นฐานกับตัวรถทั้งหมด และว่าจ้างให้ KTMB เดินรถ ซึ่งขณะนี้รัฐยังต้องคอยอุดหนุนการบริการเชิงสังคม หรือ PSO ให้ KTMB ปีละ 30 ล้านบาท

สำหรับรางรถไฟทั้งหมดทั่วประเทศมาเลเซียใช้แบบ Meter Gauge เว้นแต่เส้นทางจากสถานีหลักในกรุงกัวลาลัมเปอร์ คือ สถานี KL Sentral-ท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์

(แอร์พอร์ตเรลลิงค์) ระยะทาง 57 กิโลเมตร จะใช้รางแบบ Standard Gauge เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ผู้บริหารของ KTMB กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียไม่มีแนวคิดที่จะเปลี่ยนขนาดรางให้เป็น Standard Gauge ด้วยปัจจุบันมาเลเซียได้ปรับ

ระบบรางมาเป็นทางคู่ นำร่องที่เส้นทาง อิโป-กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งสามารถวิ่งได้ทั้งรถไฟธรรมดาและรถไฟฟ้าในรางเดียวกัน โดยใช้สายส่งกระแสไฟเหนือหลังคา

มีการกั้นรั้วเขตทาง พร้อมทำสะพานให้คนและรถข้าม จึงทำความเร็วได้เฉลี่ย 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อความต้องการแล้ว

ขณะที่เส้นทางแอร์พอร์ตเรลลิงค์ จะมีการบริการ 2 รูปแบบ คือ รถ Express Line วิ่งแค่ต้นทาง-ปลายทาง ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ใช้เวลาเดินทาง 28 นาที และวิ่งทุกๆ 10 นาที ให้บริการตั้งแต่ 05.00-24.00 น. รองรับผู้โดยสารราว 21,000 คนต่อวัน ค่าโดยสาร 350 บาทต่อคน

ส่วนรถ City Line ซึ่งจะจอดทุกสถานี ใช้เวลาในการเดินทาง 37 นาที วิ่งทุกๆ 30 นาที ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. รองรับผู้โดยสารราว

7,000 คนต่อวัน เก็บค่าโดยสารตามระยะทาง โดยปัจจุบัน KTMB มีผู้โดยสารที่ใช้บริการแอร์พอร์ตเรลลิงค์ แบ่งเป็นผู้โดยสารเที่ยวบินภายในประเทศ 67%

และเที่ยวบินระหว่างประเทศ 33%
นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังมีนโยบายในการสร้างสถานี KL Sentral ที่ก่อประโยชน์เป็นอย่างมากโดยให้ KTMB ร่วมกับเอกชนรายอื่นในลักษณะ

Consortium เพื่อลงทุนสร้างสถานี และเมื่อเสร็จสิ้นจะต้องมอบเป็นสมบัติของรัฐ แลกกับสิทธิ์ที่จะได้บริหารพื้นที่ภายในสถานี และพื้นที่โดยรอบ จำนวน

72 เอเคอร์ (เกือบ 200 ไร่) ซึ่งล่าสุดกลุ่ม Consortium กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัย, สำนักงาน และโรงแรม

โดยบางส่วนเริ่มเปิดบริการแล้ว และงานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในปี 2558 มูลค่าโครงการรวมอยู่ที่ 83,000 ล้านบาท



ที่มา: http://www.banmuang.co.th/economic.asp?id=125538