ติดตามความก้าวหน้ากรณีศึกษาต่อจากบันทึกที่ http://www.gotoknow.org/blog/otpop/427347
หลังจากกรณีศึกษานี้ได้รับการตรวจประเมินการมองเห็นจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญความผิดปกติของการมองเห็นในกลุ่มเด็ก Albinism วัย 21 เดือน พบว่า มีกล้ามเนื้อกลอกตาในแนวเอียงจากด้านล่างของลูกตา (Inferior Oblique Muscle) ที่ควรตัดออกเพื่อไม่ให้เด็กก้มหน้าขณะมองเห็น (Chin down) และทำให้ตาเขแบบลูกตาขวาเคลื่อนไหวไม่ประสานงานกับลูกตาซ้าย และมีอาการลูกตาสั่นไปมาซ้ายขวาขณะเพ่งมอง ซึ่งดูคล้ายเด็กชอบจ้องมองจุดสีเล็กๆ บนพื้นคล้ายมีการรับรู้ความลึก (Depth perception) แต่จริงๆ แล้วเด็กไม่มีการรับรู้ความลึกจากการมองเห็นแต่อย่างใด
การพัฒนาเด็กในเรื่องการมอง การหยิบจับ การใช้อวัยวะภายในช่องปาก และการสื่อสารออกเสียง จึงเกิดขึ้นได้ช้ากว่าปกติ เนื่องจากการสั่งการของสมองในการควบคุมโครงสร้างของการมองเห็นมีอุปสรรค
หลังจากผ่าตัดแบบ Tenotomy อ่านเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Tenotomy ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ปกครองกรณีศึกษาได้ปรึกษานักกิจกรรมบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญในการบำบัดฟื้นฟูการมองเห็น และคิดว่าน่าจะผสมผสานทั้งกิจกรรมบำบัดและการผ่าตัดโดยลดแรงตึงของกล้ามเนื้อที่ใช้กลอกตาที่ไม่สมดุลกัน
สำเร็จดังคาดหวัง เมื่อเด็กมีอาการลูกตาสั่นลดลง มีการเคลื่อนไหวมือ-ตาได้คล่องขึ้น ไม่หมุนตัวกระตุ้นการทรงท่าใดๆ มีหงุดหงิดบ้างจากการเลี้ยงดูที่ช่วยเหลือมากขณะใช้กล้ามเนื้อเล็กจำพวกตา-มือ-ลิ้น
นักกิจกรรมบำบัดชาวอเมริกาชม ดร.ป๊อป ผ่านทางคุณพ่อคุณแม่ของกรณีศึกษาว่า "มีการเตรียมความพร้อมในการรับความรู้สึกสัมผัส-การมองเห็น-การได้ยิน-การทรงท่า-การทรงตัว ได้เหมาะสมตามการพัฒนาความสามารถของเด็กในการควบคุมท่าทางและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ตั้งแต่อายุ 3-6 เดือน พร้อมมีการดัดแปรสิ่งแวดล้อมทำให้เด็กเรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ได้สมวัย"
หน้าที่ ดร.ป๊อป ที่ต้องติดตามต่อในเด็กน้อยรายนี้คือ การตรวจปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาททางการมองเห็น เช่น Moro reflex, TLR, ATNR ซึ่งได้ผลลบ แปลว่า "ปกติ" คือเด็กมีการพัฒนาทางระบบประสาทได้สมวัย แต่ที่น่าสนใจคือ STNR ได้ผลบวก ทำให้เกิดความล่าช้าในการใช้ลูกตาสองข้างประสานงานกันและการรับรู้ทางการมองเห็นที่สัมพันธ์กับการใช้มือ-ปาก-ลิ้น
ดังนั้น ดร.ป๊อป จึงแนะนำกิจกรรมบำบัดโดยการดัดแปรตู้ของเล่น แยกเป็นการจัดวัตถุที่เน้นการมองเห็นแบบสามมิติ (กว้าง X ยาว X ลึก/หนา) เพื่อรับรู้การบอกสี การบอกชื่อ การบอกขนาด การแยกแยะทิศทางซ้ายไปขวา/ขวาไปซ้าย การต่อบล๊อกที่เหมือนกัน กับการจัดวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวของตา-มือ-ปากในทิศทางซ้าย-ขวา-บน-ล่าง มากขึ้น (เด็กมองเข้าออกได้ดีแล้ว) พร้อมกับการลดกิจกรรมที่เด็กนั่งมองวัตถุบนพื้น แต่เพิ่มการนั่งเก้าอี้ มองวัตถุระดับสายตาและเหนือระดับสายตามากขึ้น มีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ประสมประสานกล้ามเนื้อมัดเล็กมากกว่ามัดใหญ่ทั้งในกิจวัตรประจำวันและการเล่น
ลองดูภาพก่อนและหลังจัดกิจกรรมข้างล่างนี้ จากตู้วางของเล่นที่หลากหลายสู่การจัดของเล่นในหมวดหมู่ของการพัฒนาเด็กด้วยกิจกรรมบำบัด
