การเรียนแบบจำมาบอกต่อ หรือการจำเป็นตัวหนังสือ ท่องได้ทุกบรรทัดแบบนกแก้วนกขุนทอง ยังไม่พอที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ และสามารถจัดการความรู้ได้

วันนี้ผมมีโอกาสทบทวนถึงสาเหตุที่ผมไม่สามารถจัดการความรู้ในบางเรื่องได้ ทั้งๆที่เรียนมาแล้ว บางเรื่องบางวิชา ผมทำคะแนนได้สูงระดับ A เสียด้วย

ถ้าทำคะแนนได้ขนาดนั้น แล้วยังไม่รู้ การได้ A จะมีประโยชน์อะไร ควรจะได้ F จึงจะเหมาะสมกว่า

ที่ผมทำได้ A แล้วยังไม่รู้ นั้น เท่าที่ทบทวนดู อาจจะมาจาก การท่องตัวหนังสือ และแผนผังต่างๆ จากหนังสือไปสอบ แล้วพอเห็นคำถาม ผมก็ลอกตัวหนังสือและแผนผังต่างๆ จากสมองลงไปบนกระดาษคำตอบ แล้วก็ได้ A โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย

บางทีแย่กว่านั้น

ผมใช้วิธีสร้างคำย่อให้ท่องจำง่ายๆ พอเข้าห้องสอบก็รีบจดคำย่อไว้บนกระดาษคำตอบ ถ้าเจอคำถาม ก็นำไปขยายเอาในข้อที่ตรงกับที่ท่องไว้

พอออกจากห้องสอบก็ลืมไปเลยว่าท่องอะไรไว้บ้าง แต่ก็ได้ A ในวิชานั้น

พอมาเรียนต่อเนื่อง ก็เริ่มต้นหาวิธีท่องจำใหม่ เพื่อจะนำไปตอบในข้อสอบในวิชาใหม่ ให้พอผ่านๆ แบบเดิมๆ ท่องจำมาก็ได้ A ท่องจำน้อย ก็ได้รองๆลงมา ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ อีกเช่นเดิม

วิชาหรือกลุ่มวิชาใดที่ผมทำอย่างนั้น ผมแทบจะจำไม่ได้ว่าเรียนอะไรมาบ้างที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ

แต่ถ้าวิชาใด ผมเรียนแบบทำความเข้าใจ แม้จะจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่เคยลืม พอมาเรียนต่อ ก็ต่อกับวิชาใหม่ได้เลย

แม้จะไม่ได้ A ผมก็ยังเข้าใจดีกว่า จำได้นานกว่า

เมื่อคิดไปคิดมา ผมจึงได้ประเด็นว่า

  • การเรียนแบบจำมาบอกต่อ หรือ
  • การจำเป็นตัวหนังสือไว้แค่พอสอบผ่าน
  • ท่องได้ทุกบรรทัด ทุกหน้า แบบนกแก้วนกขุนทอง หรือ
  • ท่องแบบบทสวดมนต์
    • ที่สวดมาเป็นร้อยรอบ ฟังมาพันครั้ง ก็ยังไม่รู้คำแปล หรือ
    • แม้แต่ความหมายรวมๆ ก็ยังไม่รู้
    • รู้แต่ว่าต้องฟังให้จบ สวดให้จบ ก็พอ
      • ไม่ต้องไปถามว่า สวดแล้วได้อะไร หรือ
      • เรียนรู้อะไรบ้างจากบทสวด และ
      • รู้ลึกซึ้งขนาดไหน อะไรน่านำไปใช้ อะไรต้องระวังบ้าง 
  • ยังไม่พอที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ และสามารถจัดการความรู้ได้

เราอาจจำเป็นต้องปฏิวัติ "การเรียนรู้" ในการจัดการความรู้ โดยการทำความเข้าใจจึงจะมีความรู้พอที่จะนำไปจัดการความรู้ได้

แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร

ก็คง

  • ต้องรู้จักสิ่งที่เรียนนั้นอย่าง "จริงๆ" แล้วนำสิ่งที่เรียนมาไปเทียบเคียงกับของจริง เห็นกลไกจริงๆ
  • สิ่งใดที่สามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง รู้สึกได้ด้วยตัวเอง ก็ควรทำ เพื่อจะได้รู้ลึก รู้ซึ้ง เข้าใจง่าย จำง่าย ลืมยาก ผ่านไปสิบยี่สิบปีก็ยังไม่ลืม
  • ที่อาจเรียกว่า "เรียนผ่านประสบการณ์จริง" หรือ ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือสัมผัสได้

มิเช่นนั้น

  • ก็คงได้แค่การท่องจำ ที่ไม่นานก็ลืม
  • แม้จะไม่ลืม ก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ว่าที่ว่ามาทั้งหมด หมายความว่าอย่างไร 
  • เพราะเป็นการเรียนและจำ แบบเป็น "ตัวหนังสือ"
  • แม้จะไม่ลืม ความรู้ที่ได้ ก็แค่ "ตัวหนังสือ" หาเป็น "ความรู้" จริงๆไม่

ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาการเรียนรู้

อย่างน้อยที่สุด

  • จำเป็นต้องหาทางให้ผู้เรียนหนีไกลจากการเรียนเป็น "ตัวหนังสือ" ไปสู่การเรียนที่เข้าใจ "ความจริง" ที่เข้าใจได้ หรือ สัมผัสได้ เป็นเบื้องต้น
  • ต่อจากนั้นก็จะเป็นกระบวนการนำความรู้ไปปรับใช้ ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่สามารถสรุปบทเรียนได้ว่าอะไดีไม่ดี มีเงื่อนไขประกอบอะไรบ้าง
  • การประเมินผลและวัดผล ก็ต้องสอดคล้องกัน ไม่ใช่วัดการ "จำ" ตัวหนังสือมาตอบ

ที่จะทำให้รู้ เข้าใจ ปรับใช้ สร้างความรู้ใหม่ และสามารถจัดการความรู้ที่เป็นประโยชน์จริงๆ ต่อตัวเอง และต่อผู้อิ่นได้

เราจึงต้องปฏิวัติการเรียนใหม่ เพื่อที่จะรู้ ที่เรียกว่า "การเรียนรู้" มากพอที่จะก้าวไปสู่การ "จัดการความรู้"

นี่คือข้อสรุปที่ผมได้รับจากการทบทวนประวัติการเรียนของตนเองครับ

เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน และการจัดการความรู้ครับ