บ่อเกิดและวิวัฒนาการของปรัชญา
ก. บ่อเกิดปรัชญา
อริสโตเติ้ล (Aristotle 470-399 B.C.E.) ได้กล่าวเอาไว้เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วว่า บ่อเกิดปรัชญาเริ่มต้นที่ความรู้สึกประหลาดใจ หรือความสงสัยในความเร้นลับข้องโลก ความประหลาดใจหรือความสงสัยจะนำไปสู่ “ความอยากรู้อยากเห็น” ซึ่งแสดงออกมาในรูปของคำถามต่าง ๆ ที่มนุษย์มีต่อสรรพสิ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ หรือปรากฏการณ์ที่อยู่นอกตัวมนุษย์ และสิ่งที่อยู่ภายในตัวมนุษย์เอง จากนั้นก็แสวงหาคำตอบต่อปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น ประวัติศาสตร์ปรัชญาเองก็สะท้อน หรือแสดงให้เห็นถึงการแสวงหาความจริงโดยวิธีการแห่งเหตุแห่งผลอันยาวนานของมวลมนุษยชาติ
ตัวอย่างของความสงสัย เช่น
๑.นักปรัชญากรีกโบราณมีความสงสัยเรื่องปฐมธาตุของโลก เมื่อสงสัยก็แสวงหาคำตอบ คำตอบที่ได้ก็มีหลากหลายตามทัศนะของแต่ละท่าน เช่น บ้างก็บอกว่า น้ำเป็นปฐมธาตุของโลก บ้างก็ว่า อวกาศอันไร้ขอบเขต บ้างก็บอกว่าอากาศ บ้างก็บอกว่าไฟ บ้างก็บอกดิน น้ำ ลมไฟ ว่าเป็นปฐมธาตุของโลก
๒. นักปรัชญาอินเดียมีความสงสัยในปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฝนตก ลมพัด ฟ้าร้อง จึงคิดว่า น่าจะมีเทพอยู่ในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และเทพเหล่านั้นอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเทพผู้เป็นใหญ่อีกทีหนึ่ง นักปรัชญาเหล่านั้นจึงสรุปว่า พระพรหมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ และมีอำนาจเหนือสิ่งทั้งปวง
๓. ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ก็มีกำเนิดมาจากความสงสัย เช่น เดส์การ์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสมีความสงสัยความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสว่าอาจไม่เป็นจริง หรืออาจหลอกเราได้ ความรู้ที่เกิดจากเหตุผลอาจผิดพลาด เดส์การ์ตจึงตั้งความสงสัยในทุกเรื่อง เพื่อค้นหาความจริงโดยการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความชัดเจน โดยเริ่มจากตัวเองเป็นลำดับแรก ในที่สุดก็พบว่า มีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถยันยันได้อย่างมั่นใจโดยปราศจากความสงสัย นั่นคือความมีอยู่ของผู้สงสัย ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า เดส์การ์ตเริ่มต้นปรัชญาของเขาด้วยความสงสัย
นอกประเด็นเรื่องความประหลาดใจ และความสงสัยแล้ว มีท่านผู้รู้ได้ประมวลบ่อเกิดของปรัชญาในประเด็นอื่น ๆ ขอคัดมาเป็นตัวอย่างบางส่วนดังนี้
๑. การคิดคำนึง หมายถึง การรู้จักพินิจพิจารณา ไตร่ตรอง นำเอาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาขบคิด ในกรณีที่ปัญหานั้นยังหาทางออกไม่ได้ ก็พยายามขบคิดต่อไป ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้มีอยู่ในทุก ๆ คน
๒. ความตระหนักในพื้นฐานของโลกและชีวิต คนเรามีธรรมชาติต้องการรู้ความเป็นไปของตนเองและสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีมาตรฐานในการให้คำตอบเรื่องต่าง ๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นจริงได้อย่างมากมายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีหลายเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง และไม่สามารถให้คำตอบที่เป็นที่พึงพอใจได้ เช่น เรื่องโลกหน้า เรื่องความตาย ความสุข ความทุกข์ เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยศาสนาและปรัชญา
๓. การวิเคราะห์ภาษา การคิดที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถสื่อสาร หรือสื่อความหมายที่ชัดเจนเป็นที่เข้าใจได้กับทุกคน มนุษย์จึงจำเป็นต้องอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ถ้ากรณีใช้ภาษาไม่เป็นหรือไม่รัดกุม การสื่อความหมายก็อาจจะผิดเพี้ยนไป จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ภาษา จึงกลายเป็นที่มาของปรัชญาที่อยู่ในรูปของการวิเคราะห์ภาษา ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการทางปรัชญาอย่างหนึ่งเรียกว่ากลุ่มปรัชญาวิเคราะห์ (Analytical Philosophy)
๔. ความเป็นคนมีใจกว้าง วิสัยของนักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ความเป็นคนมีจิตใจกว้างขวาง ขบคิดปัญหาต่าง ๆ ด้วยใจเป็นกลาง รับทราบ รับฟังปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกกรณี พร้อมทั้งอาศัยความหลากหลายเหล่านั้นนั่นเองในการวิเคราะห์ วิจารณ์ประเด็นรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การเกิดปรัชญาในอีกทางหนึ่งด้วย
๕. การทดสอบเชิงวิจารณ์ การทดสอบพิจารณา วิพากษ์วิจารณ์ เทียบเคียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนได้รับคำตอบที่น่าพอใจ กลายเป็นความพยายามการค้นหาความจริงอันสูงสุดของสิ่งนั้น ๆ เมื่อสรุปเรื่องนั้น ๆ อย่างมีเหตุผลแล้วก็วางแนวคิดอย่างเป็นหลักการ เช่น วิธีการของโสกราตีส หลักการพิสูจน์ความจริงของเดส์การ์ต เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางปรัชญา
ข. วิวัฒนาการของปรัชญา
ในทางตะวันตก ประวัติศาสตร์ปรัชญาเริ่มขึ้นที่เมืองไมเลตุส อันเป็นเมืองท่าน้ำสำคัญในบรรดา ๑๒ รัฐของกรีกเผ่าไอโอเนียน ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ ปรัชญาได้ก่อร่างสร้างตัวเป็นระบบครั้งแรกในยุคของธาเลส (๕๘๕ ก่อน ค.ศ.) จากนั้นก็มีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
ในทางตะวันออก ปรัชญาอินเดียก็ได้เริ่มพัฒนาและก่อตัวเป็นระบบในยุคแรกสุด คือยุคพระเวท (ราว ๑๕๐๐ ปี ก่อน ค.ศ.) เริ่มต้นจากชนเผ่าอารยันซึ่งได้อพยพเข้ามายึดครอง และแผ่อิทธิพลทางด้านอารยธรรมเหนือชนเผ่าดราวิเดียน อิทธิพลของพระเวทได้ก่อให้เกิดระบบปรัชญา และศาสนาหลาย ๆ สำนักตามมา ซึ่งก็รวมทั้งพระพุทธศาสนาด้วย
หากมองจากข้อเท็จจริงจากประวัติศาสตร์ของปรัชญาแล้วจะเห็นว่า พัฒนาการของปรัชญานั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาคำตอบในแต่ละยุคสมัย โดยมีความเกี่ยวโยงกันในลักษณะเป็นปฏิพัทธนาการ คือความคิดหนึ่งเกิดขึ้น และถูกเสนอสู่สาธารณะ ก็มีความเห็นออกมาต่อข้อเสนอนั้น ซึ่งจะมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็อาศัยพื้นฐานคำตอบนั้นมาโต้แย้ง พร้อมทั้งเสนอแนวความคิดแบบใหม่ขึ้นมา และแนวความคิดใหม่ที่ถูกเสนอขึ้นมา ก็จะมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอีกเช่นกัน ผู้ที่เห็นด้วยก็อาจจะสร้างทฤษฎีเพิ่มเติม เสริม หรือสนับสนุน ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็จะชี้ข้อบกพร่อง และนำเสนอคำตอบใหม่ที่ดีกว่า การณ์ดำเนินไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจ
เช่น เมื่อนักปรัชญาตั้งคำถามแรกขึ้นมาว่า โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อะไรเป็นปฐมธาตุของโลก คำตอบแรกที่ถูกเสนอขึ้นมาก็คือ “น้ำเป็นปฐมธาตุของสรรพสิ่ง” ผู้ที่เสนอคำถามและคำตอบแรกนี้ก็คือ ธาเลสแห่งสำนักไมเลตุสนั่นเอง คำถามว่า ทำไมธาเลสจึงบอกว่าเป็นน้ำ ข้อนี้ ธาเลสไม่ได้อธิบายไว้ แต่ต่อมาก็มีคนมาอธิบายแทนธาเลส (อริสโตเติ้ล) ว่า น่าจะเป็นเพราะธาเลสได้ประสบการณ์จากการสังเกตภาวะแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเอง นั่นคือวัฏจักรของการเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเลใกล้ ๆ บ้าน
ถัดจากแนวคิดเรื่องน้ำเป็นปฐมธาตุของโลกของธาเลส อแนกซิมานเดอร์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของธาเลสเอง ก็เสนอความคิดแย้งผู้เป็นอาจารย์ เบื้องต้นอแนกซิมานเดอร์เห็นด้วยกับอาจารย์ที่ว่า น่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ให้สรรพสิ่งทั้งหลายอุบัติขึ้นมาได้ แต่อแนกซิมานเดอร์ก็เห็นแย้งอาจารย์ว่า น่าจะไม่ใช่น้ำ เพราะถึงแม้น้ำจะมีลักษณะเปลี่ยนรูปได้หลากหลายสถานะ แต่น้ำก็เป็นสิ่งเฉพาะสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งอื่น ๆ ซึ่งต้องมีสิ่งอื่น ๆ อีกเป็นปัจจัยก่อให้เกิด ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสรรพสิ่งจึงน่าจะไม่ใช่สิ่ง ๆ เดียว น่าจะต้องมีมากมาย และอแนกซิมาเดอร์ก็เรียกสิ่งดังกล่าวนี้ว่า “สิ่งอนันนต์”
จากนั้นก็มีคำตอบอื่น ๆ อีกตามมา เช่น อแนกซิเมเนสตอบว่า “อากาศ” เฮราคลิตุสตอบว่า “ไฟ” เอมโปเดเคลสตอบว่า “ดิน น้ำ ลม ไฟ” ถัดจากนั้นก็มีแนวความคิดเรื่อง “อะตอม” ว่าเป็นปฐมธาตุของสรรพสิ่งในปรัชญาของเดโมคริตุส ซึ่งถ้าจะนับช่วงเวลาจากคำถามแรกจนถึงสมัยเดโมคริตุสก็กินระยะเวลาถึง ๒๖๔ กว่าปี (คือนับตั้งแต่ ๖๒๔-๓๖๐ ปี ก่อน ค.ศ.)
ในปรัชญาตะวันออก โดยจะเฉพาะในที่นี้จะขอกล่าวถึงปรัชญาอินเดีย ก็มีลักษณะเดียวกัน
คำถามแรก ๆ ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ปรัชญาอินเดียก็คือคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ เริ่มจากธรรมชาติที่อยู่รอบข้างตัวเขาว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งหลายมีอำนาจอะไรพิเศษอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ซึ่งเราก็พอประมวลคำตอบได้ ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่บอกว่า “มี” กับที่บอกว่า “ไม่มี”
กลุ่มที่บอกว่า “มี” ก็อธิบายออกเป็น ๒ ประเด็นคือ กลุ่มที่บอกว่ามี บอกว่า ได้แก่อำนาจพระเป็นเจ้าเบื้องสูง ซึ่งเรียกชื่อต่าง ๆ ตามยุคสมัย ปรัชญากลุ่มนี้ได้แก่ปรัชญาสายอาสติกะ คือสายที่ยอมรับความศักดิ์ของพระเวท กลุ่มที่บอกว่ามี แต่อธิบายว่า อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจเทพเจ้า แต่เป็นอำนาจกฎธรรมชาติ ปรัชญากลุ่มนี้ได้แก่ ปรัชญาสายนาสติกะ คือสายที่ไม่เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท ได้แก่ พุทธปรัชญา ปรัชญาเชน
กลุ่มที่บอกว่าไม่มี ก็ได้แก่ปรัชญาจารวาก ปรัชญาสำนักนี้ปฏิเสธระบบความคิดปรัชญา ๒ สายดังกล่าวข้างต้น คือไม่เชื่อในอำนาจเทพเจ้า ไม่เชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลของธรรมชาติ ไม่สนใจที่จะตอบคำถามอันไร้สาระดังกล่าวข้างต้น มุ่งสอนให้คนแสวงหาความสุข ความสำราญในปัจจุบัน โลกหน้า บาป บุญไม่มี คนเกิดและตายหนเดียว
พัฒนาการของปรัชญาดำเนินมาโดยวิธีดังกล่าวนี้