บางบทสนทนาในคืนหนาว

สายตาที่จับจ้องเปลวเทียนของเพื่อนผู้ลี้ภัยในเวลานี้ดูว่างเปล่า ฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดอะไรหลังจากฟังฉันเล่าถึงการให้ข่าวของสภาความมั่นคงแห่งชาติเรื่องแผนการส่งกลับผู้ลี้ภัย

บางบทสนทนาในคืนหนาว  

 

แพรก พเนจร

ค่ำแล้ว ฝนยังคงพรมหมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้จนชื้นแฉะ อากาศหนาวจนฉันที่นั่งอยู่ต้องดึงผ้าห่มมากระชับแนบตัว แม้แสงเทียนเบื้องหน้าจะไม่ช่วยให้คลายหนาว แต่ก็เปลวสว่างวามก็เผยให้เห็นใบหน้าของเพื่อนร่วมวงสนทนา คนหนึ่งเป็นผู้ลี้ภัยหนุ่มน้อยที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังต่อต้านรัฐบาลพม่า เพราะทนไม่ได้ที่เห็นคนในหมู่บ้านต้องล้มตายจากพายุนาร์กิสโดยไม่ได้รับการเหลียวแลช่วยเหลือจากรัฐบาลทหาร อีกคนเป็นครูในโรงเรียนผู้พลัดถิ่นริมขอบแดนพม่า ซึ่งจากบ้านในเขตเมืองมาเพราะมีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่แถบชายแดนมากว่าสิบปีแล้ว 

"ถ้าเขาให้กลับก็จะทำอะไรได้..." สายตาที่จับจ้องเปลวเทียนของเพื่อนผู้ลี้ภัยในเวลานี้ดูว่างเปล่า ฉันไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดอะไรหลังจากฟังฉันเล่าถึงการให้ข่าวของสภาความมั่นคงแห่งชาติเรื่องแผนการส่งกลับผู้ลี้ภัย

"คนจากเมืองข้างในพม่า ถ้าไม่ถึงขีดสุดจริง ๆ เขาคงไม่มาหรอก" เพื่อนครูที่ชายแดนเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงเข้าอกเข้าใจ เขาเองถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียนหลังเข้าร่วมประท้วงในปี 2542 จนต้องกลายเป็นชาวนาที่ถูกกำหนดให้ส่งภาษีข้าวเกือบครึ่งของที่ผลิตได้ และเมื่อตำรวจผู้เก็บภาษีกล่าวหาว่าข้าวของเขาและชาวบ้านจากหมู่บ้านเดียวกันมีเศษกรวดปนเปื้อน เขาก็บันดาลโทสะกระชากคอเสื้อตำรวจนายนั้นกดให้ก้มลงมองดูข้าวว่ามีสิ่งปนเปื้อนจริงหรือไม่ และนั่นก็เป็นเหตุให้เขาอยู่ที่บ้านไม่ได้อีกต่อไป

"ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปอยู่กันยังไง บ้านก็ไม่มีแล้ว ไร่นาก็ไม่มี ส่งไปก็เหมือนส่งคนไปตาย"  น้ำเสียงของเขาห่วงใย

" ที่ชายแดนก็ยังสู้รบกันอยู่ แล้วเราจะกลับได้ยังไง อย่างผมออกมาแล้วจะกลับไปมันไม่ใช่ง่าย ป่านนี้ทางการพม่าคงรู้แล้วว่าผมเคยเป็นทหารกะเหรี่ยง ถึงตอนนี้ผมจะไม่ได้เป็นแล้วก็เหอะ แต่ถึงผมจะไม่ได้เคยเป็นทหาร คนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยก็ถูกมองว่าเป็นกบฏกันทั้งนั้น จนป่านนี้ผมยังไม่เคยติดต่อทางบ้านสักครั้ง มันอันตรายเกินไป" เสียงเบาราวกระซิบของเพื่อนผู้ลี้ภัยขยายคำว่า "กลับไปตายของเพื่อนครู" ดูเขาจะเหนื่อยหน่ายกับการที่ต้องอธิบายให้ใครต่อใครที่เชื่อ หรือแกล้งเชื่อว่าพม่าหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ปลอดภัยจากสงครามและการข่มเหงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

"ผมนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าเขาจะจัดเราไปอยู่ที่ไหนยังไง ทหารรัฐบาลพม่ายังถือปืนอยู่เลย ถ้ามีกองกำลังนานาชาติไปช่วยดูแลพวกเราตอนย้ายกลับมันก็คงจะดี แต่หลังจากนั้นล่ะ หลังจากที่สายตาของชาวโลกไม่จับจ้อง พวกเราจะเป็นยังไง จะใช้ชีวิตอยู่กันยังไง จะถูกละเมิดคุกคามไหม ไม่มีใครรู้" ชายหนุ่มขมวดคิ้วคิด ใบหน้าอ่อนใสของเขาดูจะสูงวัยขึ้นสักสิบปี

"แล้วถ้ารัฐไทยตกลงกับพม่าว่าจัดพื้นที่ให้อยู่ในเขตพม่าหรือดีเคบีเอ  แล้วสัญญาว่าจะช่วยเหลือเรื่องอาหาร ดูแลความปลอดภัยให้ล่ะ" ฉันถาม

"ผมอยากจะถามกลับว่า คนปกาเกอะญอจะยอมกลับเหรอ ทำอย่างนี้ก็เหมือนกับการที่พม่าบังคับย้ายคนจากหมู่บ้านไปอยู่ในพื้นที่ควบคุมของรัฐบาล ถ้าผมเป็นผู้ลี้ภัย ผมก็ไม่ยอมกลับหรอก" เพื่อนครูจากฝั่งพม่าถามกลับทันที "ตั้งแต่เกิดสงครามมา ก็มีข้อตกลงมากมาย แต่ไม่เห็นว่ารัฐบาลพม่าจะทำตามสัญญา ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ผมเพิ่งกลับไปบ้านเดือนก่อน เจ้าหน้าที่ก็ยังห้ามคนจับกลุ่มคุยเรื่องการเมืองเหมือนเดิม เด็กเฝ้าบ่อปลายังคงถูกจับไปเป็นทหารกองทัพพม่าเหมือนเดิม ถ้าผมไม่เห็นประชาธิปไตยกับตาตัวเอง ผมก็ไม่มีวันเชื่อ"

ฉันเอ่ยถามว่าแล้วประชาธิปไตยที่เขาอยากเห็นเป็นแบบไหนเล่า เขาก็ไม่ลังเลที่จะตอบ " ง่าย ๆ เลยนะ ประชาชนต้องมีอิสระที่จะพูด เดินทางได้อย่างเสรี ทำงานได้อย่างที่ต้องการ ชนเผ่าในพม่าจะต้องได้ปกครองตนในเขตพื้นที่ของตัวเอง และตัวแทนของทุกเผ่ามีสิทธิ์ได้เข้ารับเลือกเป็นผู้นำพม่า"

"ตอนนี้รัฐบาลทหารแค่เปลี่ยนเสื้อ ทำทีเป็นรัฐบาลพลเรือน ประชาธิปไตยในประเทศมันยังไม่มีจริง ถ้าวันไหนความปรองดองเกิดขึ้น ไม่ต้องส่งกลับหรอก ทั้งผู้ลี้ภัยในไทย ทั้งผู้พลัดถิ่นในชายแดนฝั่งพม่าจะเดินกลับกันเองเลย" เพื่อนครูพูดพลางหยิบกีตาร์ข้างตัวมาวางแนบกาย เขาไล่นิ้วบรรเลงเพลงที่ฉันไม่รู้ความหมาย รู้เพียงว่าเสียงนั่นช่างเจ็บปวดและเปราะบาง

เพลงของเขายังคงบรรเลงแข่งกับเสียงฝนกระทบหลังคา ลมฝนยังคงพัดเปลวเทียนให้วาบไหว ยามนี้เพื่อนผู้ลี้ภัยนั่งคู้ตัวกอดเข่า ระบายยิ้มที่ฉันไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้ "ผมนึกภาพอะไรไม่ออกเลย ถ้ากลับไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา เราเหมือนนกที่บินออกมาจากกรง ใครจะอยากกลับเข้ากรง ถ้าถูกส่งกลับไปจริง จะหนีออกมาอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว......"

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เสียงชาวบ้าน ศูนย์ข้อมูลริมขอบแดน



ความเห็น (3)

  • เขียนได้อารมณ์และความรู้สึกเข้าใจนกในกรง
  • และนอกกรง อยุ่นอกกรงย่อมไม่อยากเข้ากรง
  • อยู่ในกรงแม้อยากออกก็ทำไม่ได้

ขอบคุณคุณโสภณสำหรับคำชมอันน่าชื่อนใจนี้

หวังว่าคงติดตามอ่าน "เสียงชาวบ้าน" ของเราต่อไปนานๆ นะคะ

เขียนเมื่อ 
  • ขอให้อดทนนะค่ะ..ซักวันจะต้องมีคนดีมาปลดปล่อย
  • เกิดมาเป็นมนุษย์ยังงัยก็ถือว่าโชคดีแล้ว
  • ขอให้คิดดี ทำดี สร้างกุศล เตรียมเสบียงไว้
  • สำหรับการเดินทางต่อไปใน..วัฏสงสาร..
  • ขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ