บันทึกตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดการประชากรที่ภาคราชการถามมา โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๔

คำถาม

พ.อ.วรชัย หรือ Col.Vorrachai S. (IP:101.108.23.72) เข้ามาชวน  อ.แหวว คุยเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เวลา ๑๖.๓๓ น. ใน http://www.archanwell.org/guestbook/index.php?page=1&start=  โดยมีใจความว่า

“เรียนอาจารย์พันธุ์ทิพย์ที่เคารพ

ผมมีความสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการคนต่างด้าวของประเทศไทยว่า จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรในอนาคต โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ต่างๆ ในประเทศที่มีลักษณะทางกายภาพ สภาพแวดล้อมและความต้องการที่แตกต่างกัน เนื่องจากอนาคตอันใกล้ประเทศไทยต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ดังนั้นจะต้องมีเรื่องหรือหลายสิ่งหลายอย่างที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญ การเตรียมตัวหรือการกำหนดบทบาทที่ดีที่สามารถถ่ายลงไปในระดับพื้นที่ได้จะช่วยให้การดำเนินการมีความรวดเร็วคล่องตัว สามารถสร้างกรอบ ทิศทาง มาตรวัดความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเกิดประโยชน์ต่อสังคม ไม่สร้างภาระและปัญหาความไม่มั่นคงให้กับประเทศ รวมถึงเราจะสามารถสร้างระบบให้เป็นพลวัติได้หรือไม่ สำหรับในรายละเอียดคงต้องรบกวนทางอาจารย์ได้ช่วยให้ความรู้และแนะนำด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดและที่ควรจะเป็นจะเป็นอย่างไร ขอขอบพระคุณในความเมตตาที่ได้ให้ความรู้ในเบื้องต้นเมื่อเช้านี้ครับ แต่คงต้องขออนุญาตเข้าพบอาจารย์เพื่อรับความรู้เพิ่มเติมด้วยครับ”

-------

คำตอบ

-------

พ.อ.วรชัยยังได้โทรศัพท์มาคุยด้วยอีก ๒ หนมังคะ เราเลยนัดกันว่า จะคุยกันอีกที ซึ่งก็คือ ในวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. และในการพูดคุยครั้งนี้ อ.แหวว ก็ได้ขอให้มีการร่วมพูดคุยของ อ.โด่ง (ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน) ซึ่งเรียนกฎหมายในประเทศเยอรมัน และอยู่ในยุโรปในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านในยุโรปจาก Common Market เป็น Single Market

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงวันพูดคุยกัน อ.แหววก็อยากจะสรุปประเด็นที่จะพูดคุยกัน เพื่อที่เราทั้งสามคนจะได้มีการพูดคุยที่เป็นระบบ จะได้คุยกันได้ในเวลาที่ไม่มีมากนักให้ได้มีสาระมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ประเด็นที่ท่าน พ.อ.วรชัย น่าจะอยากได้ยินจากนักวิชาการธรรมศาสตร์อย่าง อ.แหวว และ อ.โด่ง ก็น่าจะมี ๔ ประเด็น กล่าวคือ

ในประการแรก ก่อนที่จะคุยกันในรายละเอียดมากขึ้น อ.แหววเสนอให้มีการนิยามคำว่า “คนต่างด้าว” ระหว่างกันเสียก่อน ซึ่ง อ.แหววจะสรุปเป็น “แผนผัง ๒ แผ่น” โดยสรุปจากนิยามที่รับกันในกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยยอมรับปฏิบัติมาตั้งแต่การก่อตั้งรัฐสมัยใหม่บนแผ่นดินไทย

ในประการที่สอง เราค่อยมาเริ่มต้นตอบคำถามของคุณวรชัย โดยเริ่มจากการกล่าวถึง “ระบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการคนต่างด้าวที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในอนาคต ซึ่งคงไม่มีคำตอบเดียว เพราะคนต่างด้าวที่เรากำลังเผชิญอยู่มิได้มีธรรมชาติเดียว เราคงมีมุมมองที่ง่ายดายเกินไปในเรื่องนี้ไม่ได้เลย มิฉะนั้น เราอาจพลาดโอกาสในการพัฒนาประเทศไทยดังเป็นมาแล้ว หรือสร้างปัญหาความไม่มั่นคงให้แก่สังคมไทยโดยไม่รู้ตัว

ในประการที่สาม เมื่อเราทำการบ้านเชิงแนวคิดแล้ว เราก็คงลงลึกกับงานยุทธศาสตร์และคิดในบริบทที่แคบลง กล่าวคือ ลดระดับจากบริบทของประชาคมระหว่างประเทศทั่วไป มาลงลึกที่คำถามที่ว่า  “อะไรคือท่าทีเหมาะสมของประเทศไทยในการจัดการคนต่างด้าวเมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปตามกฎบัตรอาเซียน ?”  ซึ่งอาจจะต้องแยกเป็น ๒ ประเด็นย่อย กล่าวคือ (๑.) เรื่องหรือหลายสิ่งหลายอย่างที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญในปัจจุบัน และ (๒.) การเตรียมตัวหรือการกำหนดบทบาทที่ดีในอนาคต กล่าวคือ ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่สร้างภาระ และไม่สร้างปัญหาความไม่มั่นคงให้กับประเทศ

ในประการที่สี่ เราคงจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนเพื่อตอบคำถามที่ยากมาก กล่าวคือ “มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างระบบการจัดการคนต่างด้าวให้เป็นพลวัติ ?”ด้วยพฤติกรรมทางความคิดแบบไทยๆ ที่ไม่นิยมมองไกลและรอบด้าน เราอาจจะคิดระบบได้ แต่การผลักให้ระบบทำงานนั้นคงไม่ใช่ของง่าย อ.แหววต้องยอมรับว่า อาจจะไม่มี positive thinking นักเมื่อต้องทำงานวิศวกรรมสังคมอันเกี่ยวกับคนต่างด้าว นอกจากนั้น ด้วยประสบการณ์ที่ตระหนักว่า ลัทธิสัญชาตินิยมค่อนข้างลงรากลึกในสังคมไทย การคิดบนหอคอยงาช้างอาจจะไม่ยาก แต่การทำให้สิ่งที่คิดกลายเป็น success story คงต้องใช้แรงกายและแรงใจอีกมากมายและยาวนาน

          เอาล่ะค่ะ อยากให้ท่าน พ.อ.วรชัย และ อ.โด่ง โปรดพิจารณาว่า ด้วย ๔ ประเด็นนี้น่าจะครอบคลุมและเอื้อต่อการพูดคุยให้มีประสิทธิภาพไหมคะ และอยากให้ช่วยเพิ่มเติม

           สำหรับ อ.แหววน่าจะมีคำตอบสำหรับประเด็นต่างๆ ระดับหนึ่งค่ะ