แนวทางการจัดการคุณภาพ
หลายท่านได้เข้ามาคลุกคลีกับคำว่าคุณภาพมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษาจะพบว่า การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาล้วนแต่ต้องใช้การจัดการคุณภาพเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายทั้งนั้น แต่หากจะพิจารณาไปแล้วการดำเนินการทุกๆ ด้านจำเป็นต้องใช้การจัดการคุณภาพเข้ามาช่วยให้เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายเช่นกัน
ในตอนนี้จะกล่าวถึงการจัดการคุณภาพขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต จำเป็นต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เข้าใจง่าย ใกล้ตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะกระทำหรือไม่ เรามีความตระหนักหรือไม่ หากหลักการดีแต่มิได้นำมาปฏิบัติก็คงจะไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างแน่นอน
หลักการจัดการคุณภาพหลักแรกที่สำคัญ คือ ตัวของเรา อย่ามัวแต่มองคนอื่นให้มองที่ตัวเราก่อนว่าเราทำงานอย่างไร มองย้อนไปในอดีตว่าการทำงานของเราตรงไหนบ้างเรียกว่ามีคุณภาพ แต่การมองอย่างเดียวคงไม่พอจะต้องทำการจดบันทึกด้วยว่าวิธีการดำเนินกิจกรรมของเราทำอย่างไร และผลจากการดำเนินกิจกรรมนั้นเป็นอย่างไร มีข้อขัดข้องอะไรบ้าง เมื่อมองอดีตแล้วคงจะต้องดูที่ปัจจุบันนี้เรามีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง บทบาทไหนเป็นบทบาทเดิมก็นำผลจากอดีตมารวบรวมและมองดูสภาพการณ์ปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีอุปกรณ์ใดบ้างที่จะช่วยให้บทบาทนั้นดำเนินไปได้และแก้ไขปัญหาเก่าๆ ออกไป หากบทบาทใดเป็นบทบาทใหม่ก็ควรศึกษาบทบาทความรับผิดชอบให้ถ่องแท้และวางแนวทางการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ท้ายที่สุดจะต้องมองดูอนาคตว่าทิศทางการพัฒนาตนเองและสังคมที่เราอยู่จะเป็นไปในทิศทางใด มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่ระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทุกกิจกรรมควรต้องมีการบันทึกเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลง ผลและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ
โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองแล้วสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเราล้วนเป็นแหล่งข้อมูลในการพัฒนาและจัดการคุณภาพแทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งตัวเราต้องมีการเติมพลังอยู่เสมอเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมแบบการจัดการคุณภาพเป็นไปอย่างต่อเนื่องดังที่ท่านพระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต) ท่านได้กล่าวว่า พลัง 4 อย่าง ซึ่งเป็นทุนสำคัญที่จะต้องมีไว้ประจำตัวได้แก่ ปัญญาพลัง กำลังปัญญา นี่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก คนมีปัญญาจึงจะหาทางจัดดำเนินการต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ ปัญญาคู่กับปัญหา ถ้าปัญหามา ไม่มีปัญญาก็แก้ไม่ได้ แต่ถ้ามีปัญญาแล้ว ปัญหามาเท่าไรก็ไม่กลัว แก้ได้หมด การพัฒนาปัญญานั้นจะต้องมาจากการหาความรู้มาเป็นพื้นฐานของความคิดและให้ความรู้มาคู่กับการแสดงความคิดเห็น พลังที่สองคือ วิริยพลัง คือกำลังความเพียรพยายาม นอกจากปัญญาแล้วต้องมีความเพียรพยายาม คนที่มีความเพียรคือคนที่แกล้วกล้าเข้มแข็ง ใจสู้ ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยไป วิริยะ ความเพียรจึงเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้งานดำเนินไปได้ พลังที่สามคือ อนวัชชพลัง คือ กำลังความสุจริต จะทำการงานใดก็ไม่มีช่องให้ใครเอาไปเป็นจุดอ่อนที่จะตำหนิได้ ไม่มีทุจริต เราก็มีความมั่นใจในตัวเอง ทำงานได้เต็มที่ พลังสุดท้ายได้แก่ สังคหพลัง คือ การประสานร่วมมือบำเพ็ญประโยชน์ คือ การช่วยเหลือกัน การเกื้อกูลผู้อื่น ในทางที่ถูกที่ควร การมีความร่วมมือ สามัคคี การทำประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ โดยเฉพาะอาชีพที่เป็นผู้คอยสั่งสอนบุคคลอื่นให้ปฏิบัติชอบเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา
สังคม สรุปคือการผูกใจไมตรีและร่วมมือกันในทุกระดับเป็นพลังที่ควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ อาจจะเริ่มต้นด้วยการให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรัก ความเมตตากัน หรือ การให้กำลังใจกัน ดังพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2546 ตอนหนึ่งว่า “…. ข้าพเจ้าเองก็มีความปิติเต็มตื้นใจที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่งที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทยก็คือการให้ การให้นี้ไม่ว่าจะให้สิ่งใดแก่ผู้ใดโดยสถานใดก็ตามล้วนเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่งเพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญระหว่างบุคคลกับบุคคลและทำให้สังคมมีความเป็นปึกแผ่นด้วยสามัคคีธรรม….”
จากที่ได้กล่าวไปแล้วจะพบว่าการจัดการคุณภาพคงจะต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนใช้หลักการทางธรรมชาติบวกกับหลักการวิชาการ(ซึ่งก็มาจากหลักการทางธรรมชาติ) พัฒนาตนเองให้ครบทั้งกำลังกาย กำลังใจและกำลังความรู้ รวมถึงกำลังความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน สอดคล้องกับหลักการจัดการคุณภาพอื่นๆ เช่น หลักการ PDCA การจัดระบบประกันคุณภาพต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น หากเราไม่สามารถจัดการคุณภาพของตนเองได้แล้วอย่าไปหวังให้คนอื่นเขาดำเนินกิจกรรมหรือจัดการคุณภาพ
สรุปแล้วการจัดการคุณภาพต้องเริ่มที่ตัวเรา หากตัวของเราจัดการคุณภาพอย่างเหมาะสมแล้วระบบจะเป็นอย่างไรก็ย่อมเดินทางไปสู่เป้าหมายที่สังคมคาดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพและสง่างามอย่างยั่งยืนนั่นเอง.