อุฑยานผักหวานป่า'๔๔ มีคำตอบ ( 23 ปี กับภาคปฏิบัติ )

 

   หลากหลายคำถามจากเกษตรกรที่มีใจรักผักหวานป่า ที่มาศึกษาดูงานที่อุฑยานผักหวานป่า'๔๔

 

1 ทำไมผักหวานป่าที่ปลูกไว้ไม่ตาย แต่ก็ไม่โตสักที กี่ปีกี่ปีต้นยังเท่าเดิม

ตอบ: สาเหตุที่ต้นผักหวานป่าที่ปลูกแล้วไม่ตาย แต่ก็ไม่มีการเจริญเติบโตดังนี้

        1.1 ปลูกโดยไม่มีต้นไม้พี่เลี้ยง

        1.2 ต้นไม้พี่เลี้ยงที่ปลูกไม่เอื้อกัน กับต้นผักหวานป่าที่ปลูก

        1.3 ต้นกล้าที่ปลูกเพาะข้ามปี (อายุเกิน 10เดือน) และปลูกในฤดูฝนผักหวานหลับคือไม่กินน้ำไม่กินอาหาร

        1.4 การให้ปุ๋ยที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกช่วงเวลา ที่ผักหวานต้องการ (ช่วงรอยต่อการหลับ-ตื่น ฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว การให้ปุ๋ยให้น้ำกับผักหวานเล็กๆ ถือเป็นจุดสำคัญในการปรับตัว)

        1.5 การพรวนดินอยู่เสมอ-รากขาดไม่มีโอกาสเดินราก หลังจากปลูก-หยอดเมล็ดห้ามพรวนดินเด็ดขาด

 

2. ทำไมผักหวานป่าที่ซื้อมาปลูกกี่ต้นๆ ก็ตายหมด (ปลูกไม่เคยรอด)

ตอบ : สาเหตุที่ทำให้ผักหวานป่าที่ปลูกแล้วตายมาจากต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงข้ามปี อายุเกิน 10 เดือน ไม่ใช่รากนั่งแท่น ไม่ใช่รากขาด แต่เพราะผักหวานป่าหยุดการเจริญเติบโตทางราก-นอนหลับ (ผักหวานเป็นพืชป่าไม่ชอบสิ่งหรือสารกระตุ้นใดๆ ที่นอกจากธรรมชาติ) นอกจากนี้หากวัสดุที่เพาะเป็นแกลบดำเมื่อนำไปปลูกลงดินในฤดูฝน ทำให้อมน้ำ-รากเน่า และตายในที่สุด

 

3. สภาพดินแบบไหนที่เหมาะสำหรับปลูกผักหวานป่า

ตอบ : ผักหวานสามารถปลูกได้กับดินทุกสภาพ ดินทราย ดินเหนียวปนทราย ดินเหนียวลูกรัง ดินร่วน ฯลฯ แต่ยกเว้นพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเกิน 20 วัน สำหรับบางพื้นที่เป็นทราย อมน้ำ(ทรายขี้เป็ด)ก็สามารถปลูกได้ แต่ต้องปรับสภาพพื้นที่ คือการทำร่องระบายน้ำและยกโคนหลุมปลูกให้สูงเป็นเนินหลังเต่า 

         แต่สิ่งที่สอดคล้องกับสภาพดินที่ควรปลูกผักหวานหรือไม่ คือสายพันธุ์ของผักหวานป่า ( ตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพราะมีผลต่อการปลูกผักหวานได้ผลช้าหรือเร็ว ถ้าเป็นดินที่ดีอยู่แล้ว (ไม่เคยใช้สารเคมี) สามารถปลูกได้ทุกสายพันธุ์

        3.1  สายพันธุ์ของผักหวานป่าแบ่งออกได้ 3 ลักษณะ

               - สายพันธุ์ใบมน  (ใบมนเล็ก-ใบมนใหญ่)

               - สายพันธุ์ใบรี    (ใบรีเล็ก-ใบรีใหญ่)

               - สายพันธุ์ใบแหลม (ใบแหลมเล็ก-ใบแหลมใหญ่)

           *สายพันธุ์ใบมน-ใบรี(ผักหวานโคก-ผักหวานภู) มีลักษณะนิสัยที่ทนแล้ง สามารถปลูกกับดินเหนียวลูกรัง พื้นที่แห้งแล้งมีน้ำน้อยได้ดี ถิ่นที่อยู่ (ตัวบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์)ตามธรรมชาติป่า-ภูเขาจะอยู่โซนป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่งผลัดใบ อยู่ตามชายเขา (โคก, ป่าแพะ) เมื่อสายพันธุ์ (เมล็ด) ถูกปรับสภาพจากพ่อแม่ที่ทนแล้ง (แดด) ได้ดีแล้วเมื่อนำมาปลูกในสภาพดินที่แห้งแล้ง ย่อมจะปรับตัวอยู่ได้ดี

            *สายพันธุ์ใบแหลม (ผักหวานป่า, ผักหวานดง) เรียกชื่อตามถิ่นที่อยู่(ตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ซึ่งสายพันธุ์ใบแหลมจะอยู่ในป่าบริเวณที่มีความสมบูรณ์ (ป่าดิบชื้น) มีความชุ่มชื้น หน้าดินมีความร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี (หน้าดินไม่แข็ง) จึงเหมาะสำหรับปลูกในสภาพดินทราย (หน้าดินเป็นทราย) พื้นที่มีหน้าดินลึก ร่วนซุย และพื้นที่ดินร่วนซุยสามารถปลูกได้ทุกสายพันธุ์ แต่ต้องมีการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอยู่เสมอ  (ดินดีวัดผลได้จากตัวจุลินทรีย์ และไส้เดือน)

          ผักหวานป่าทั้ง 3 สายพันธุ์มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย (ในภูเขาหนึ่งลูกจะมีทั้ง 3 สายพันธุ์) แต่การปลูกผักหวานป่าทั้ง 3 สายพันธุ์ที่ได้กล่าวมาที่ปลูกได้กับดินทุกสภาพ แต่ต้องปลูกกับต้นตะขบ (หรือภายใต้ร่มเงาของต้นตะขบที่มีอยู่แล้ว) ซึ่งผักหวานป่าที่ปลูกกับต้นตะขบอายุ 3-4 ปี มีความสูง 2-4 เมตร  โดยเฉลี่ยสามารถเก็บยอดได้ แต่เมื่อปลูกกับต้นไม้ชนิดอื่นๆ ผักหวานโตช้ามาก อายุ 7ปี ความสูง 1-4 เมตร

 

4. ผักหวานป่าต้องปลูกกับดินจอมปลวกหรือไม่

ตอบ :ผักหวานไม่จำเป็นต้องปลูกกับดินจอมปลวก (ดินโพน) หรือนำดินจากจอมปลวกมารองก้นหลุม (ข้อสังเกต : ผักหวานกับจอมปลวกอะไรอยู่ก่อนกัน) หากเรามองตามความเป็นจริงตรงที่ว่า ผักหวานป่าไม่ได้มีรสชาดที่หวานเฉพาะส่วนของยอดอ่อนเท่านั้น แต่ใบแก่, ดอก, เมล็ดอ่อน, เมล็ดสุกก็หวานเช่นเดียวกัน หวานทั้งต้นแต่คนส่วนมากนิยมรับประทานเฉพาะยอดอ่อน เมื่อใบแก่ร่วงหล่นลงดินตามธรรมชาติของต้นไม้ต้องผลัดใบ ปลวกซึ่งกินใบไม้เป็นอาหารเมื่อมาเจออาหารที่อร่อย (หวาน) และหายากมีจำนวนมาก (ใบผักหวาน)

       โดยธรรมชาติของสัตว์(รวมทั้งมนุษย์)เมื่อพบแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ก็สร้างหลักปักฐานปักหลักสร้าบ้าน (ออกลูกออกหลาน)ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือที่มาของผักหวากับจอมปลวก ด้วยเหตุนี้ปลวกมาอาศัยกินใบผักหวานและปลวกขับถ่ายออกมาให้เป็นปุ๋ยกับผักหวาน(พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน)

 

5. ผักหวานป่าสามารถปลูกเพื่อสร้างวัตถุดิบ เพื่อพัฒนาเป็นเกษตรอุตสาหกรรม-วิสาหกิจชุมชนได้หรือไม่

ตอบ : สามารถปลูกได้ (ผลิต)ด้วยวิธีหยอดเมล็ดคู่กับต้นตะขบ แต่ก่อนลงมือปลูกจะต้องมีการวางแผนปลูกในพื้นที่เกี่ยวกับสภาพดิน-น้ำ-ปุ๋ย ที่สำคัญการศึกษาทำความเข้าใจกับนิสัยใจคอของผักหวานป่า เพราะมีผลต่อการปลูกผักหวานป่าประสบผลสำเร็จ (ปลูกผักหวานต้องทำตามใจผักหวาน ไม่ใช่ทำตามใจคนกำหนด)

 

6.  ตลาดของผักหวานป่า

ตอบ : ปัจจุบันเฉพาะยอดอ่อนของผักหวานมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ยอดส่วนมากนำมาจากธรรมชาติป่า-ภูเขา ยิ่งในแหล่งธรรมชาติผักหวานถูกทำลายมากเท่าไหร่ความต้องการและราคายิ่งนับวันสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้บริโภคผักหวานป่าส่วนใหญ่อยู่ในชนบท การหากินลำบากและคนส่วนใหญ่รู้จักผักหวานป่าเป็นอย่างดี(กิโลกรัมละ 100บาทคนก็แย่งกันซื้อ ข้อมูลจากญาติที่นำผักหวานไปขายตามหมู่บ้าน)หากผลผลิตมีจำนวนมาก สามารถแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรและส่งออก(ออร์แกนิกฟู้ด)

        การกำหนดของคนทำให้เกิดผลกระทบจากธรรมชาติคือการบังคับนอกฤดู ทั้งที่ประเทศไทยมีพืชผัก ผลไม้พื้นถิ่นหรือพืชเสริมในแต่ละฤดูกาลมากมาย และสามารถรับประทานนอกฤดูกาลอย่างปลอดภัยจากสารเคมีได้ด้วยการถนอมอาหาร และแปรรูป แต่วันนี้มนุษย์เรากำลังลืม (ทิ้ง) รากเหง้าของตนเอง

 

             คนไทยเราโชคดีที่ได้อยู่ในประเทศที่มีดิน น้ำ อากาศที่เอื้อต่อการทำการเกษตรพืชผักผลไม้ กุ้ง หอย ปู-ปลาอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย (บรรพบุรุษ) แต่วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ (เกษตรกร) มุ่งเน้นไปที่ความสะดวก (เงิน) จนลืมวิถีชีวิต วันนี้ได้เงินมาแต่ของกิน สิ่งแวดล้อม อุดมไปด้วยสารพิษ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (พยาธิว่าร้ายแต่ก็สามารถมองเห็นตัว) พืช, สัตว์ -ดิน-น้ำ (สารเคมีจากพืชและสัตว์ลงสู่ดิน ฤดูฝนไหลรวมลงสู่แหล่งน้ำ) คนรุ่นต่อไปจะอยู่อย่างไร? 

       .....เรากำลังจะลืมความโชคดีนั้น.....