ความเพลินและความติดใจนั่นเองที่ได้ไสหัวเราเรื่อยไป

จากการอ่านเรื่องแปลของอาจารย์ท่านหนึ่ง

ด้านหนึ่งของโบสถ์แห่งหนึ่ง มีภาพของ อิชตาร์ เทพีแห่งความรักและความงามนั่งอยู่บนบัลลังก์

มีภาพหญิงพรหมจารีเจ็ดคนยืนเปลือยถือสิ่งของต่างกัน คือ 1คบไฟ 2กีต้าร์ 3หม้อเผากำยาน 4เหยือกเหล้าองุ่น 5กิ่งกุหลาบ 6พวงหรีด 7ลูกศรและคันศร ทั้งเจ็ดคนมองดูอิชตาร์ ด้วยความเคารพ

ตามความเห็นของเต่าเครายาว ว่า

อิชตาร์เป็นตัวแทนของความรัก ความรักด้านที่หลงไหลในความงาม จะทำให้ต้องไขว่คว้า ดึงดูดสิ่งนั้นมาเป็นของตัวโดยความไม่เข้าใจในลักษณะที่แท้จริงของสิ่งนั้น ในมุมมองนี้คือ ราคะ ไม่ใช่การเสียสละและไม่ใช่ความรักแบบเมตตา ดังรูปของพระเยซูที่อยู่ตรงข้ามกันของโบสถ์แห่งนี้

หญิงพรหมจารีที่ยืนเปลือยกายถือของ เปรียบกับจิตใจที่ไม่รับรู้สิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งที่สัมผัสได้ในขณะนั้น โดยเปรียบเทียบกับของที่ถือแต่ละสิ่ง

     แม้จะถือคบไฟอยู่ แต่รูปใดๆที่ปรากฏด้วยความสว่างของแสงไฟ ก็ไม่อาจเทียบเท่ารูปที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่ตัวรัก หญิงนั้นจึงมองไปที่อิชตาร์ โดยไม่ได้มองคบไฟที่ถืออยู่

     เสียงขับกล่อมอันเพลิดเพลินใดหรือจะเท่าเสียงที่มาจากสิ่งที่ตนรัก

     กลิ่นอันรุนแรงที่กระทบใจอยู่ก็ไม่ดึงดูดใจเท่ากลิ่นจากสิ่งที่ตนรัก

     รสจากเหล้าองุ่นทำให้มึนเมาได้แต่ก็ไม่อาจเทียบรสที่เกิดจากความรัก

     สัมผัสที่เกิดจากหนามแหลมของก้านดอกกุหลาบทำให้เจ็บปวด แต่ก็ไม่อาจรุนแรงเท่าสัมผัสอันเกิดจากความรัก อาจทำให้ลืมความเจ็บปวดอื่นไปชั่วขณะ

     (หญิงที่ถือพวงหรีด)การกระทบกระเทือนทางใจที่รุนแรงนั้น คงไม่พ้นความสูญเสีย การพรากจาก และความตายของสิ่งที่ตนรัก  แต่การกระทบกระเทือนทางใจนี้ก็ไม่อาจเทียบกับความรักที่ปรากฎขึ้น ความโศกนั้นเกิดจากความรักนี้เอง

      (หญิงที่ถือลูกศรกับคันศร) เปรียบกับจิตที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นเป้าหมายที่ควรทำ เมื่อหญิงนั้นหยุดมองไปทางเทพีอิชตาร์ จึงไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำนั้น

      คนเรายังเพลิดเพลินไปกับสัมผัสต่างๆและไม่อาจบอกได้ว่าสัมผัสใหนเป็นสิ่งเลิศไม่มีสิ่งอื่นเลิศยิ่งกว่า ต่างก็แสวงหาเรื่อยไป ไม่รู้จบ เพราะความเพลิน ความติดใจ...  ....สิ่งที่คิดว่าได้มาครอบครองแล้ว ต่างมีความจริงของมันอยู่....