ในปัจจุบันมีการเปิดเสรีทางการค้าและบริการอย่างกว้างขวาง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีส่งผลให้ประเทศไทยมีปริมาณการค้ากับต่างประเทศสูงขึ้น จนทำให้เกิดนวัตกรรมในด้านการค้าใหม่ๆ ตลอดจนเกิดความ เปลี่ยนแปลงในรูปแบบธุรกรรมที่มีอยู่เดิม โดยจะพบว่ากฎหมายพาณิชย์ของไทยยังไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงได้ จนทำสิทธิหน้าที่ของคู้สัญญาไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย                 ปัจจุบันการพาณิชย์ทางอิเล็กทรอนิกส์มีการพัฒนามากขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้               

                (1) ธุรกิจกับผู้ซื้อปลีกหรือบีทูซี (B-to-C = Business-to-Consumer) คือประเภทที่ผู้ซื้อปลีกใช้อินเตอร์เนตในการซื้อสินค้าจากธุรกิจที่โฆษณาอยู่ในอินเตอร์เนต
    
           (2) ธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี (B-to-B = Business-to-Business) คือ ประเภทที่ธุรกิจกับธุรกิจติดต่อซื้อขายสินค้ากันผ่านอินเตอร์เนต
    
           (3) ธุรกิจกับรัฐบาลหรือบีทูจี (B-to-G = Business-to-Government) คือประเภทที่ธุรกิจติดต่อกับหน่วยราชการ
    
           (4) รัฐบาลกับรัฐบาลหรือจีทูจี (G-to-G = Government to Government) คือ ประเภทที่หน่วยงานรัฐบาลหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลอีกหน่วยงานหนึ่ง
    
           (5) ผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือซีทูซี (C-to-C = Consumer-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้บริโภคประกาศขายสินค้าแล้วผู้บริโภคอีกรายหนึ่งก็ซื้อไป เช่นที่อีเบย์ดอทคอม(Ebay.com) เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้                

                   ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์นอกจากประเด็นในเรื่องข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังมีประเด็นที่สำคัญคือ การชำระเงิน โดยในปัจจุบันมีพัฒนาการของสภาพสังคมและเศรษฐกิจประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระเงินจากการทำคำสั่งโอนเงินในรูปของกระดาษ (ในเรื่องของตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คนั้นเป็นคำสั่งโอนเงินที่อยู่ในรูปของตราสาร) มาเป็นการทำคำสั่งการโอนเงินให้อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แล้วทำการส่งข้อมูลคำสั่งโอนเงินดังกล่าวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเรียกวิธีการโอนเงินในรูปแบบนี้ว่า "การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Funds Transfers)"             

                  การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic funds transfers) หมายถึง การโอนเงินจากบัญชีเงินฝากหนึ่งเข้าบัญชีเงินฝากอื่น โดยอาจเป็นบัญชีเงินฝากที่อยู่ในธนาคารเดียวกันหรือต่างธนาคารก็ได้ และคำสั่งเพื่อการโอนเงินดังกล่าวต้องสามารถสื่อสารโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้  การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
                - ผู้โอน (Transferor)
                - ผู้รับโอน (Transferee)
                - ธนาคารของผู้โอน (Transferor bank)
                - ธนาคารของผู้รับโอน (Transferee bank)
                - บางกรณีอาจมีธนาคารซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างธนาคารของผู้โอนเงินและธนาคารของผู้รับโอนเงินซึ่งอาจมีมากกว่าหนึ่งธนาคารในกรณีที่ทั้งสองธนาคารดังกล่าวไม่มีบัญชีเงินฝากระหว่างกัน (Intermediary Bank(s))
                - คำสั่งโอนเงิน (Payment Order)
                - ระบบการโอนเงิน (Funds-transfer System) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบรับส่งข้อมูลคำสั่งการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธนาคารของผู้โอนเงินกับธนาคารของผู้รับโอนเงิน ตัวอย่างเช่น ในระดับระหว่างประเทศ เช่น Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunications (S.W.I.F.T.) ในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น Automated Clearing House, Fed wire, Clearing House Interbank Payment System และสำหรับในประเทศไทย ได้แก่ Bank of Thailand Automated High-value Transfer Network (BAHTNET)         

                     ในปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเห็นความสำคัญในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น จึงมีความพยายามร่างกฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อที่มีบทบัญญัติมารองรับการทำธุรกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้น สืบเนื่องจากในธนาคารต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำธุรกรรมป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการให้บริการทางอิเล็คทรอนิกส์   ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูล  ซึ่งในอดีตนั้นธนาคารจะมีภาระการเก็บข้อมูลและหลักฐานที่เป็นกระดาษจากการทำธุรกรรมเพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง โดยต้องเก็บรักษานานถึง 10 ปี   ดังนั้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกรรมจึงตอบสนองวัตถุประสงค์ที่ต้องการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของธนาคารได้อย่างตรงจุด                      

                      รวมถึงปัจจุบันมีการพัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตซึ่งก่อให้เกิดเงินตราแบบใหม่ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายมารองรับการดำเนินการต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และระบบอินเทอร์เน็ตช่วยให้การทำธุรกรรมข้ามประเทศได้ง่ายมาก ทำให้การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จึงสามารถเกิดได้กับทุกระดับชั้น จึงยากต่อการดูแล หากไม่มีกฎหมายระดับชาติคอยควบคุม           

                        ในปัจจุบันประเทศไทยมีการผลักดันจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำเนินการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็คทรอนิคส์   ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการพิจารณายกร่างกฎหมายแล้วเสร็จภายในปี 2545 และสามารถนำเสนอให้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติได้พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาต่อไปประมาณไตรมาสที่ 1 ปี 2546  แต่ร่างดังกล่าวถูกระงับไว้เนื่องจากมีส่วนคล้ายคลึงกับร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่างพ.ร.ฏ. นี้เกิดจาก พ.ร.บ ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 หมวด 3 มาตรา 32 ที่สนับสนุนให้ ผู้ประกอบการให้บริการธุรกิจธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีการรักษาความมั่นคง ทางการเงินและธุรกิจ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น          

                     อีกทั้งมีการผลักดันกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งสิ้น 6   ฉบับแต่มีเพียงสองฉบับเท่านั้นที่ออกเป็นพระราชบัญญัติ   แต่กฎหมายการโอนเงินทางเทคโนโลยีนั้นมีความสำคัญมากเพราะมีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์และลายมือชื่ออิเล็คทรอนิกส์ ดังนั้นจึงควรที่จะผลักดันให้กฎหมายตัวนี้ออกมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมต่างๆโดยเฉพาะการทำธุรกรรมระหว่างระเทศ เนื่องจากหากว่าเราทำการค้ากับประเทศที่มีกฎหมายเรื่องการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์รองรับในขณะเดียวกันประเทศของเรายังไม่มี อาจส่งผลให้เกิดความลังเลใจที่จะทำการค้าร่วมกันเพราะยังไม่มีกฎหมายที่จะคุ้มครองดูแลในเรื่องการโอนเงิน และเป็นที่แน่นอนว่าในอนาคตนั้นการใช้จ่ายของคนทั่วไปจะเป็นการใช้จ่ายโดยเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ จึงจำเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมายมารองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิคส์ที่ดีและครบถ้วน

อ้างอิง   :   http://www.ecommerce.or.th/index.html