

ต้นเหตุของการไม่มีเงินออมก็คือ การใช้จ่าย การเป็นหนี้ และการหลงใหลตกเป็นทาสอบายมุข คือ ศัตรูของการออม เพื่อฝึกตนให้รู้จักออมก็ต้องอาศัยหลักการทางศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพราะคำสอนของทุกศาสนาเป็นสิ่งดี อาจารย์ กิติมา อมรทัต ท่านได้เขียนไว้ในเรื่องอิสลามกับการแก้ปัญหาโลก โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ว่า ในขณะที่ยอมรับสิทธิของปัจเจกชน ในการที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เขาหามาได้โดยถูกต้องนั้น อิสลามก็หาได้ปล่อยให้เขาจ่ายทรัพย์สินไปตามใจชอบอย่างเต็มที่ไม่ แต่ก็วางข้อจำกัดได้หลายอย่าง เช่นการกำหนดให้ใช้จ่ายทรัพย์สินนั้นไปได้ 3 ทาง คือ จับจ่ายใช้สอยไปหนึ่ง นำไปลงทุนเพื่อเพิ่มพูนรายได้หนึ่ง หรือเก็บสะสมไว้หนึ่ง ในการจับจ่ายใช้สอยไปนั้นก็ห้ามใช้ไปในทางที่เป็นอันตรายต่อศีลธรรมบุคคลอื่นหรือสังคม อิสลามไม่ส่งเสริมให้มีการสะสมเงินไว้เปล่า ๆ เพราะจะทำให้เงินของสังคมไม่มีการหมุนเวียน เงินที่มีอยู่จะต้องนำไปซื้อสิ่งของที่จำเป็น หรือมิฉะนั้นก็ต้องให้คนอื่นไปเพื่อให้เขาได้มีสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ดังนั้นการเงินของสังคมก็จะไหลไปไม่หยุดนิ่ง ถ้าหากใครไม่ทำดังกล่าวกฎหมายก็มีอำนาจเรียกเก็บ 2.5% ของเงินที่ผู้นั้นเก็บสะสมไว้นำไปใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน เงินนี้เรียกว่า "เงินทาน" (ซะกาฮ) กองคลังกลางของชุมชนมีหน้าที่รวบรวมเงินนี้ และนำไปช่วยเหลือผู้ขาดแคลนหรือประสบภัย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นระบบสวัสดิการสังคมได้เป็นอย่างดี และคือ แนวทางการสำรวมในการใช้จ่ายของศาสนาอิสลามที่มีต่อชาวมุสลิม ย่อมเป็นหลักประกันไม่ให้คนเราใช้จ่ายเงินทองเหมือนเทน้ำออกจากกระบอก เช่น น้ำตาลโตนดได้จากงวงตาลต้องใช้กระบอกไม้ไผ่ลองรับ ทีละหยดกว่าจะได้เต็มกระบอกต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อถึงเวลานำมาดื่มเททีเดียวหมดกระบอกใช้เวลาเพียงน้อยนิด
ลองมาดูการสำรวมการใช้จ่ายเงินแบบชาวพุทธบ้าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสสอนไว้ว่า เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้โดยสุจริตแล้ว จะต้องรู้จักแบ่งทรัพย์นั้นให้ถูกต้องเป็น 4 สถาน เมื่อหาเงินมาได้ 1 มาสก ให้แบ่งเป็น 4 ส่วน
ดังนี้ ใช้สามส่วน คือ
1. ใช้สอยเพื่อตัวเองและครอบครัว ทำบุญกุศลและสังคมส่วนรวมหนึ่งส่วน(25 %)
2. ใช้จ่ายเพื่อใช้ทำธุรกิจการงาน หรือใช้ในการประกอบอาชีพตน 2 ส่วน (50 %) อันได้แก่ การใช้จ่ายในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพ
เก็บหนึ่งส่วน คือ
3.ใช้จ่ายเพื่อสะสมไว้เป็นทุนสำหรับชีวิตในอนาคตอีกหนึ่งส่วน(25 %)
คนส่วนมากเมื่อได้เงินมามักใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และเพื่อสังคม
หลงทุ่มเทให้กับอบายมุขเสียมากกว่า จึงไม่มีเงินเหลือเก็บออมสะสมไว้ ทำให้เดือดร้อนทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากเราส่งเสริมให้คนเก็บออมตามหลักศาสนาแล้วนอกจากจะทำให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใชัยามเกิดเหตุการณ์ในอนาคตแล้ว ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วยังเป็นการปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนาและคำสั่งสอนของศาสนดาด้วย ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกุศล ครับ