อำนาจไม่ได้เกิดจากความรู้ แต่อำนาจที่แท้จริงคือ การมีเครือข่ายที่หลากหลาย

 

 

หนังสือวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “บึงหญ้าป่าใหญ่” ของเทพศิริ สุขโสภา เป็นหนังสือที่ได้รับการเลือกให้เป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่ม ที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน แต่ในมุมมองของผม ผมคิดว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ควรจะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากคำนำของสำนักพิมพ์ได้เปรียบเทียบหนังสือเล่มนี้ไว้กับวรรณกรรมเยาวชนระดับโลกอย่าง “เจ้าชายน้อย” ซึ่งการอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวในแต่ละช่วงวัยและประสบการณ์จะทำให้เกิดจินตนาการและการตีความที่แตกต่างกัน จึงไม่แปลกเลยที่หนังสือเล่มเดียวจะถูกนำมาอ่านซ้ำได้หลายๆ รอบ แต่ละรอบก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป หนังสือเรื่อง “บึงหญ้าป่าใหญ่” ก็เช่นกันที่สามารถอ่านซ้ำได้หลายๆ รอบ ตามจินตนาการและการตีความที่แตกต่างกัน ผมยังรู้สึกเสียดายที่รู้จักหนังสือเล่มนี้ช้าเกินไป แต่ก็ได้รับอรรถรสในการอ่านตามช่วงวัยและประสบการณ์ ตามมุมมองของความเป็นผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

 

 

เหตุผลที่ผมคิดว่าผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ควรต้องอ่านคือมุมมองในเรื่องปรัชญาการศึกษาและการเรียนรู้ จะเห็นว่าเนื้อหาช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงแนวคิดทางการศึกษาที่สอนเด็กปฐมวัยไว้เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งยังดูมีความทันสมัยและสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกยุกต์ทุกสมัย นั่นคือ การสอนเด็กแบบบูรณาการนั่นเอง เนื้อหาในหนังสือได้แสดงถึงบรรยากาศการสอนแบบบูรณาการได้อย่างชัดเจน โดยจากเนื้อเรื่องในช่วงต้นเรื่องตอนที่จะรับนักเรียนเข้ามาเรียนในวันแรก ครูจะพยายามปลอบขวัญเด็ก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากอ้อมอกแม่ ไปยังเรื่องที่น่าติดตามอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่า พร้อมทั้งสอดแทรกองค์ความรู้ที่จำเป็นต่างๆ ให้เนียนและกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เวลา และสถานที่ที่เป็นอยู่ (ปรับตัวตามบริบทที่เกี่ยวข้อง)

 

 

สิ่งที่ผมเห็นในมุมมองของพ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ อีกอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือ การเข้าถึงและเข้าใจในความเป็นตัวตนและความต้องการของเด็ก จะเห็นว่าผู้ใหญ่เรามักมองเด็กด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่า มักจะเอาความคิดของตนเองที่คิดว่าถูกต้อง ประเภท ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน ไปตัดสินและครอบงำตัวเด็ก โดยไม่สืบเสาะหาความเป็นจริงที่ถูกต้อง ทำให้เกิดความห่างเหนระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กมากขึ้น ทั้งที่แท้จริงแล้วสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ได้ เช่น การตีเด็กด้วยเหตุที่ไม่ควร โดยไม่ฟังเหตุผล หรือสืบสาวเรื่องราวให้กระจ่างก่อนลงโทษ เด็กก็งงว่าตีเขาทำไม เขาทำผิดอะไร ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็กประมาณชั้น ป. 3 ที่พยายามช่วยปิดและอุดรูสายยางรดน้ำต้นไม้ โดยน้ำก้อนอิฐไปวางทับไว้ไม่ให้น้ำรั่ว แต่ครูกลับมองว่าเรากำลังใช้ก้อนอิฐทุบสายยางให้แตก

 

 

เรื่องต่อมาที่คนในวงการศึกษาต้องนำมาขบคิดต่อคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินชีวิตในสังคมของชุมชน จากเรื่องจะเห็นว่าการให้การศึกษาในโรงเรียนไม่ได้ช่วยให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้นเท่าใดนัก ยิ่งเรียนมากยิ่งห่างไกลวิถีชีวิตที่เป็นอยู่มาก ทำให้เด็กดูโง่ เกเรในสายตาของครู แต่สำหรับตัวเด็กเองผมรู้สึกศรัทธาต่อความรอบรู้ ทักษะและสมรรภนะในการดำเนินชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเขาเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้จากการศึกษาในระบบของโรงเรียน เหล่านี้เป็นเพราะเขาได้รับการถ่ายทอด เคล็ดลับ องค์ความรู้ ที่เป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) จากบรรพบุรุษได้อย่างครบถ้วน สิ่งเหล่านี้โรงเรียนไม่ได้สอน แต่เขาได้เรียนรู้และปฏิบัติจากของจริงจนเกิดความชำนาญเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง องค์ความรู้ที่เขาได้รับและทำได้จนกิดความชำนาญเชี่ยวชาญนั้น เป็นองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในสังคมชุมชนอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ผมเชื่อว่านี่คือความสวยงามของชีวิตที่ไม่ต้องไปสนใจในเรื่องของวัตถุนิยม เป็นปรัชญาชีวิตที่พอเพียงและยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องไปขายแรงงานเพื่อแลกเงินแล้วนำเงินไปแลกปัจจัย 4 อีกครั้ง ผมคิดว่านี้คือวิถีชีวิตในอุดมคติที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง

 

นอกจากสำนวนการเขียนที่สวยงามและชวนให้จินตนาการถึงความสวยงามของธรรมชาติแล้ว ยังมีความสวยงามของภาษาที่เป็นเรื่องจินตนาการเหนือจริงจากการเข้าถึงจินตนาการในมุมมองของเด็กของผู้เขียนด้วย จนผมรู้สึกเคลิบเคลิ้มกับจินตนาการนั้นๆ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนถึงอาจจะเป็นจริงขึ้นมาในยุคสมัยใดสมัยหนึ่งในอนาคตก็เป็นได้ ดังเช่น ทฤษฎีของวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ ที่ได้ลบล้างทฤษฎีของวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์เก่าของนิวตันเช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos) ทฤษฎี Quantum Physic/Mechanic เป็นต้น

 

 

สิ่งที่สวยงามของการเดินเรื่องทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องของมิตรภาพ ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของเพื่อนในวัยเดียวกัน หรือกลุ่มเดียวกัน และมิตรภาพของคนต่างวัย สิ่งเหล่านี้เมื่อหันมองกลับมาในชีวิตความเป็นจริงของคนเรา ทำให้ให้คิดได้ว่ายิ่งเรามีเครือข่ายมากเท่าใด เราก็ยิ่งมีศักยภาพมากขึ้น เพราะเราได้เรียนรู้ จากเพื่อน คนรู้จัก จากมุมมอง ประสบการณ์แนวคิดที่แตกต่างกัน ทำให้ผมมั่นใจและได้ตอกย้ำกับความไม่เห็นด้วยในเรื่องของกับทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจกับความรู้ที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” มาเป็นความเชื่อในทฤษฎีใหม่ที่กล่าวว่า “อำนาจไม่ได้เกิดจากความรู้ แต่อำนาจที่แท้จริงคือ การมีเครือข่ายที่หลากหลาย”