รัฐศาสตร์กับพระพุทธศาสนา1

lotus
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
รัฐศาสตร์

เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก

บทที่ ๑  รัฐศาสตร์ทั่วไป

........................................

๑.๑ ลักษณะทั่วไปของวิชารัฐศาสตร์

การศึกษาที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตและอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด คือ การศึกษาเรื่ององค์กรทางการเมือง รูปแบบการปกครองและรูปแบบรัฐบาล เพราะไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง วิธีการปกครอง และรัฐบาล ย่อมมีหน้าที่ในการให้การบริการ และพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของประชาชนเป็นองค์รวม เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนได้เรียนเรื่องดังกล่าวจนเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว แน่นอนว่าต้องสามารถระบุหรือชี้ลงไปได้ว่า รัฐบาลของตนมีวิธีการปกครอง การบริการกิจการบ้านเมืองนั้นเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ด้วยเหตุนี้การศึกษาวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น (Introduction to Political Science ) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างวิสัยทัศน์ ความเข้าใจต่อระบบการเมืองการปกครอง ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การศึกษารัฐศาสตร์ที่ดีนั้นต้องมีการวิเคราะห์ถึงทฤษฎีต่าง ๆ ที่นำเสนอโดยนักปรัชญา (Philosophers) นักปฏิวัติสังคม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะแนวคิดต่าง ๆ ในอดีตมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป และปฏิวัติรูปแบบการเมืองการปกครอง เช่น Plato ,Aristotle, และ John Locke เป็นต้น  การเรียนแนวคิดจากนักปรัชญาดังกล่าว นักรัฐศาสตร์ยังนำมาเป็นแนวทางในการศึกษา (Approaches) โดยแบ่งเป็นลัทธิการเมือง ทฤษฎีการแสวงหาอำนาจ รูปแบบการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้วัตถุประสงค์สูงสุดของการศึกษาก็เพื่อการเปรียบเทียบรูปแบบ ทฤษฎีต่าง ๆ และนำมาใช้ให้เหมาะสมกับชีวิต และการดำเนินนโยบายทางการเมืองการปกครองต่อไป

นอกจากนั้น การศึกษารัฐศาสตร์ยังเกี่ยวข้องกับการปกครองของไทยโดยตรง ระบอบการปกครองประเทศของไทยก็คือ ประชาธิปไตย ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่าเผด็จการที่เคยมีมาในอดีต ประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่มีรัฐสภา เป็นระบอบที่ข้าราชการจะต้องมีระเบียบวินัย เพราะข้าราชการการเมือง หรือคณะรัฐมนตรีมีบทบาทในการสั่งการและติดตามนโยบายการบริหารงานสาธารณะ  การปกครองที่มีรัฐสภานั้น ถ้าหากผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ประโยชนสุขย่อมมีแก่มหาชนแน่นอน แต่ถ้าผู้แทนราษฎรหรือผู้ทำหน้าที่แทนประชาชนในหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีศักยภาพหรือเอาเปรียบรีดนาทาเร้นประชาชน ก็ย่อมที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแน่นอน ตามระบอบหรือครรลองแห่งประชาธิปไตยแน่นอน ซึ่งอาจถึงขั้นทำรัฐประหารโดยทหารหรือพลเรือนก็ได้  โดยที่ประชาชนไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ในระบอบการปกครองของไทยนั้น พรรคใดได้เสียงข้างมาก พรรคนั้นก็เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกัน พรรคที่อ้างว่า มีคะแนนเสียงข้างมากในสภามากที่สุด คือ พรรคชาติไทยเมื่อในอดีตก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่เป็นฝ่ายค้าน  ดังนั้น รัฐศาสตร์ของไทยจึงไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนการเมืองต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก เพราะคนไทยมีจิตใจ มีความรู้สึก มีความต้องการขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ซึ่ง การเมืองการปกครองย่อมพลิกผัน ปรับตัวตามสถานการณ์  ลักษณะรัฐศาสตร์ไทยในแง่ การปกครองนั้น มี ส.ส.และพรรคการเมืองเป็นใหญ่ แต่ในสถานการณ์จริง ๆ นั้น ในพรรคการเมืองที่ไร้คุณภาพนั้น ขาดระเบียบวินัย ดำรงความเป็นพรรคอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจเงินตรา   แม้กระทั่งรัฐบาลเองบางครั้งก็ถูกมองว่าไร้วินัย เช่นการออกกฎหมายโดยไม่ผ่านสภานิติบัญญัติ แต่ออกกฎหมายบังคับใช้โดยออกประกาศของคณะปฏิบัติ เป็นต้น  ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทิศทางรัฐศาสตร์ไทย มีองค์กรต่าง ๆ มีสภาสูง สภาต่ำ  ซึ่งเมื่อรวมเป็นรัฐบาลแล้ว ก็เหมือนเป็นการปกครองโดยบุคคลคณะหนึ่ง ไม่ใช่มาจากประชาชนตามลักษณะการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพราะบางครั้ง รัฐบาลใช้อำนาจหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกและเจตนาของประชาชนที่ได้มอบอำนาจอธิปไตยให้ไป ผลที่ตามมาอันเนื่องจากความไม่พอใจรัฐบาลก็คือ  มีม็อบ การนัดหยุดงาน และการเดินขบวนต่าง ๆ  ซึ่งรัฐบาลเองก็ห้ามไม่ได้เพราะเป็นส่วนหนึ่งของครรลองประชาธิปไตย  รัฐบาลจึงควรตระหนักว่าการกระทำทุกอย่างควรมีจุดมุ่งหมายที่การก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎร อย่าสักแต่คิดว่า รัฐศาสตร์ คือ ศาสตร์แห่งการปกครองประชาชน แต่ควรถือว่า ราษฎรเป็นทรัพย์สมบัติของรัฐ เป็นเหมือนปัจจัยในการผลิตอย่างหนึ่ง ทำอะไรก็ทำให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่แผ่นดิน  เกิดประโยชน์แก่ทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน เกิดประโยชน์แก่คนของแผ่นดินคือข้าราชการ

สิ่งที่ควรกล่าวถึงอีกประการหนึ่งคือ  ในอดีตนั้น รัฐศาสตร์ไทย เป็นการปกครองที่ราษฎรเป็นของใครขึ้นอยู่กับสังกัด ใครมีเจ้าขุนมูลนาย ก็ไม่คิดจะเปลี่ยน เพราะถูกใจทั้งนายและบ่าว  ราษฎรเองก็ต้องการมีเจ้าของเพื่อจะปกป้องคุ้มครองให้ตนพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ถ้าเจ้าของนั้น เป็นเจ้าขุนมูลนายที่มีความเป็นธรรม มีใจเมตตากรุณา ก็ยิ่งมีความสุข  ในขณะที่เจ้าขุนมูลนายที่รีดนาทาเร้น ราษฎรต้องไปหาเจ้าของที่อื่นให้เขามาช่วยป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาชนเริ่มรู้จักสิทธิ รู้จักหน้าที่ รู้จักประโยชน์ รู้จักที่จะรักษาประโยชน์ของตน และมีความประสงค์ที่จะแสวงหาประโยชน์เพิ่มเติมให้กับตน อยากจะมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจ ตัดสินโชคชะตาของตนเอง มีการประชุมปรึกษาหารือ และร้องเรียนต่อผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจ ที่จะบันดาลอะไรให้เป็นไปได้ มีการพบปะหารือกันเสมอ  ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ามีความโน้มเอียงที่ประชาชน ที่แต่ก่อนเรียกว่า ราษฎร กำลังก้าวเข้ามามีส่วนสำคัญในการปกครองตนเอง  ในขณะที่มีสภาผู้แทนราษฎร มีนักการเมืองเข้ามาเป็นรัฐมนตรี มีระบบประชาธิปไตยขั้นต่ำสุด คือ สภาตำบล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในปัจจุบัน  ดังนั้น หน่วยงานราชการต่าง ๆ ของรัฐบาล  จึงควรออกไปปรับตัวปรับความเข้าใจ ประสานผลประโยชน์ให้กับประชาชน  นั่นคือ ผู้ปกครองจะต้องเข้าใจและรู้ภูมิหลัง background  ที่สามารถประสานงานกับประชาชนในเรื่องนั้น ๆ ได้ ในขณะที่รัฐศาสตร์ไทยยังต้องคำนึงถึงปัญหาในสังคมวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี  รัฐศาสตร์จะเข้มแข็งก็ต่อเมื่อ กลไกในระบบราชการมีการเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน และ ผู้ใหญ่บ้าน ได้ตระหนักถึงแนวโน้มในวิถีรัฐศาสตร์ไทย (คึกฤทธิ์  ปราโมช.๒๕๒๘ :๗-๑๕)

ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงตัวอย่างการมองภาพรัฐศาสตร์ไทยอย่างกว้าง ๆ เท่านั้น  ในขณะที่ถ้ามองรัฐศาสตร์โดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การศึกษาการเมืองจึงเป็นความพยามในการค้นหากฎเกณฑ์ ข้อสรุป หรือทฤษฎีเพื่อนำไปใช้อธิบายปรากฎการณ์ทางการเมืองหรือเพื่อนำไปใช้พยากรณ์เกี่ยวกับปรากฎการณ์ทางการเมืองในสังคมได้  การเมืองเกี่ยวข้องกับอำนาจและการกำหนดการมีส่วนร่วมในอำนาจที่ได้มา การได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจและรักษาไว้ซึ่งอำนาจ การแย่งชิงอำนาจ  การมอบหมายอำนาจ และการทวงอำนาจคืนจากรัฐบาลโดยประชาชน  ทั้งโดยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย และการปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นต้น(สมศักดิ์  เกี่ยวกิ่งแก้ว. ๒๕๒๘ :๑-๒ )

อย่างไรก็ตามการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ยังรวมไปถึงการศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แนวคิดและรูปแบบการบริหารการเมืองการปกครองของประเทศต่าง ๆ  ทั้งที่เป็น ประชาธิปไตย เผด็จการ ที่มีผลสืบทอดถึงรูปแบบการปกครองของประเทศต่าง ๆในปัจจุบัน

การศึกษารัฐศาสตร์อันเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น ประกอบด้วยเนื้อหาหลัก กล่าวคือ คือ บทนำ โครงสร้างของรัฐ อำนาจอธิปไตย รูปแบบรัฐบาล อำนาจ กระบวนการทางการเมือง  กฎหมาย มติมหาชน การมีส่วนร่วมในการปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีการศึกษารายละเอียดในแต่ละบทสืบต่อไป

๑.๒ นิยามของคำว่า “รัฐศาสตร์”

รัฐศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของสังคมศาสตร์ (Social Science) เป็นวิชาที่มุ่งศึกษาถึงการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคม โดยศึกษาทฤษฎี กฎเกณฑ์ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม เช่น พฤติกรรมทางการเมือง รูปแบบการปกครอง การมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน เป็นต้น  รัฐศาสตร์ คือวิชาที่ว่าความรู้เรื่องรัฐ หรือประเทศ อันรวมไปถึงการศึกษาเรื่องรูปแบบประเทศ รูปแบบการปกครอง รูปแบบรัฐบาล การใช้อำนาจของรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อำนาจอธิปไตย การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมือง อำนาจตุลาการ รัฐสภา การบริหารงานภาครัฐ กฎหมายเบื้องต้นที่ประชาชนควรรูทั้งที่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติต่าง ๆ การเลือกตั้ง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยภาพรวมก็คือ การศึกษาว่า ประเทศนั้น ๆ ดำเนินกิจการบริหารประเทศได้อย่างไร โดยใคร มีองค์ประกอบใดบ้างที่ทำให้ประเทศนั้นดำรงฐานะอยู่ได้ว่า เป็นประเทศหนึ่งที่มีอธิปไตยเป็นของตนเอง

                Rodee, Aderson และ Chriatal  อธิบายว่า วิชารัฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันมากกว่าความสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวในอดีต ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า วิชานี้มีลักษณะสำคัญที่แสดงถึงความเคลื่อนไหว (Dynamic) อยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และ ๒ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวในสาขาต่าง ๆ ของวิชารัฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น (อานนท์ อาภาภิรมณ์.๒๕๒๘)

                Aristotle  "รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์ภาคปฏิบัติ "(Politics  is  Practical Science)

รัฐศาสตร์  ในบางครั้งใช้ในภาษาไทยว่า "การเมือง" หรือ "การปกครอง" ในภาษาอังกฤษอาจใช้คำต่อไปนี้คือ ๑) Politics  ๒)Political Science  ๓) Government  ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คือ "การเมือง" ,"รัฐศาสตร์" และ "การปกครอง" (ดร.จิรโชค  วีระสัย และคณะ. ๒๕๓๕)

                รัฐศาสตร์ (Political Science) มาจากภาษาเยอรมันคือ Staatswissenchatt ซึ่งแปลว่า "ศาสตร์แห่งรัฐ" (ค.ศ. ๑๘-๑๙)  หรือ ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา Staat แปลว่า รัฐ Swissenchatt หมายถึง "วิทยาการ" (ดร.จิรโชค  วีระสัย และคณะ. ๒๕๓๕)

                รัฐศาสตร์ (Government) มาจากภาษากรีก " Kybernates" แปลว่า "ผู้ถือหางเสือเรือ" เปรียบเทียบว่า รัฐ และ เรือ และมีวลี "รัฐนาวา" (Ship of State) (จิรโชค  วีระสัย และคณะ.๒๕๓๕)

                Politics  means the art and practice of running a country or governing (P.H. Collin.๑๙๙๐ :๑๕๔)

                Aristotle and his concept of Political Thought   รัฐศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยองค์กรของรัฐ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสิ่งที่ดีให้กับประชาชน ให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน สิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ และปัจเจกชน (Suresh Chandra Pant.๑๙๙๕)

๑.๓ ขอบเขตการศึกษาวิชารัฐศาสตร์

รัฐศาสตร์ (political Science) เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ (the Science Of  State)  ที่กล่าวถึงทฤษฎีการจัดตั้งองค์การรัฐบาล และการดำเนินงานของรัฐ (Practice of the State) รวมถึงพฤติกรรมทางการเมือง (Political Behavior) หรือการแสวงหาอำนาจทางการเมือง (Power Seeking) ของกลุ่มองค์กร และสถาบัน อันมีลักษณะแตกต่างไปจากรัฐ (state) ซึ่งมุ่งที่จะแสวงหาอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐ (Public Policy) และทิศทางของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (The direction of social change) (อานนท์  อาภาภิรมณ์.๒๕๒๘ :๑-๒) )

                สำหรับขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์นั้น สาขารัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มีความเห็นว่า รัฐศาสตร์คือการศึกษาวิชาเกี่ยวกับรัฐ และวิธิการอันเหมาะสมที่สุดในอันที่จะปฏิบัติตามวิชาการเกี่ยวกับรัฐ ฉะนั้น ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์จึงรวมเป็นส่วนประกอบทุกส่วนในความสัมพัฯธ์ภายใน และภายนอกของรัฐ ซึ่งอาจแยกได้เป็น ๑๐ กลุ่มด้วยกัน คือ

๑. ทฤษฎีการเมือง และประวัติความคิดทางการเมือง (Political Theories and

History of Political Thought)

๒. สถาบันทางการเมือง (Political Institutions)   โดยศึกษาเรื่อง  การวิจัยและ

นิยามองค์ประกอบ อำนาจสถาบันทางการเมือง โครงสร้างรัฐ นโยบายรัฐการปกครองเปรียบเทียบ และการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น

๓. กฎหมายสาธารณะ (Public Laws)  โดยสนใจศึกษาเรื่อง กฎหมายสูงสุดของ

รัฐ การบังคับใช้กฎหมาย ระบบศาลสถิตยุติธรรม และจารีตประเพณีกับกฎหมาย นอกจากนั้นยังรวมถึงการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อการรักษาเอกราช อธิปไตย บูรณภาพ และความปลอดภัยของประเทศชาติด้วย

สำหรับการกำหนดนโยบายของประเทศไทย คำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ คือ การเทิดทูนราชบัลลังก์ไว้ให้ถาวร การพัฒนาประเทศ การปราบปรามผู้ก่อการร้าย และพวกค้ายาเสพติด  การทำนุบำรุงประชาราษฎร์ให้ร่มเย็นเป็นสุข การรักษาเอกภาพของประเทศชาติ และการป้องกันประเทศ (นครินทร์  เมฆไตรรัตน์.๒๕๔๒ :๒๙๐)

๔. พรรคการเมือง กลุ่มอิทธิพล และประชามติ (Political Parties ,Pressure

Groups and Public Opinion)  ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแสวงหาอำนาจรัฐและการต่อรองทางสังคม เพื่อสิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรม

๕.รัฐประศาสนศาสตร์ ( Public Administration) โดยเน้นศึกษาเรื่อง การจัด

กำลังคน การเงิน วัสดุ ให้เป็นไปตามอุดมคติและจุดประสงค์ของรัฐอย่างมีสมรรถภาพและได้ผลมากที่สุด

๖. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)  ศึกษาเรื่องนโยบาย

หลักการ วิธีการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แขนงวิชาที่รวมอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ นโยบายต่างประเทศ การเมือง การบริหารประเทศ องค์การระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศและการดำเนินงานทางการทูต  ตัวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เช่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยต้องต่อสู้ป้องกันกับข้าศึกที่มารุกราน เช่น พม่า เขมร จน   ในช่วงประมาณ รัชกาลที่ ๒-๕ข้าศึกของไทยมาจากนอกประเทศ ครั้นในยุค พ.ศ. ๒๕๑๕ ข้าศึกสำคัญได้แก่ คอมมูนิสต์จากเวียดนามเหนือและจีน  ในขณะที่ในปัจจุบัน ได้แก่การกระทบกระทั่งระหว่างชายแดนปัญหายาเสพติด และปัญหาอื่นทางเศรษฐกิจและสังคม ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ประเทศไทยมีการดำเนินสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจ  การเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ  เช่น สหประชาชาติ และอาเซียน เป็นต้น  การให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ตลอดถึง การประกาศเกียรติคุณของประเทศไทยและการรักษาเกียรติภูมิของชาติไว้ให้มั่นคง  

๗. วิชาที่ว่าด้วยลักษณะการปกครองเปรียบเทียบ  (Comparative government)

๘. กฎหมายแผนกมหาชนและธรรมศาสตร์ (Public law and jurisprudence)

๙. การศึกษาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ (functional studies) เช่น วิธีการฝ่ายนิติ

บัญญัติ วิธีดำเนินงานทางศาล ข้อบังคับเกี่ยวกับสาธารณุปโภค การอุตสาหกรรม และการสังคม (เกษม  อุทยายิน.๒๕๑๖ :๑๓)

๑๐.การศึกษาภูมิรัฐศาสตร์  เป็นการศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์กายภาพที่สัมพันธ์

กับรัฐศาสตร์ เช่น ที่ตั้ง พรมแดน รูปร่าง เป็นต้น  ตัวอย่างเช่น ภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ตั้งอยู่ในย่านเอเชียอาคเนย์ในคาบสมุทรอินโดจีน  เดิมทีดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน มีชื่อเรียกว่า แหลมสุวรรณภูมิหรือแหลมทอง ลักษณะของประเทศไทยคล้ายกระบวยหรือขวาน  แหล่งกำเนิดของประเทศได้แก่ ดินแดนตอนกลางของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณสองแสนตารางไมล์ พลเมืองประมาณ ๖๒ ล้านคน (๒๕๔๔)  ประเทศไทยมีนโยบายป้องกันประเทศมากกว่าการรุกรานทั้งในอดีตและปัจจุบัน คุณภาพของประชากรปรากฎว่าคนไม่รู้หนังสือมีประมาณ …เปอร์เซ็นต์ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายได้ของประชาชนยังต่ำอยู่มาก   คุณลักษณะเด่นของชาวไทยได้แก่ การมีเอกภาพในเรื่องเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ชาวไทยมีเชื้อชาติเป็นไทย พูดภาษาไทย และนับถือพระพุทธศาสนาถึง ๙๓ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด  สำหรับประเทศไทยมีทรัพยากรแผ่นดินได้แก่ พื้นดิน แร่ธาตุ ทุ่งหญ้า ป่าไม้  ส่วนสินแร่สำคัญมี ดีบุก วุลเฟรม ถ่านหิน และฟลูโอไรต์  ประเทศไทยอาศัยผลิตผลทางเกษตรเป็นรายได้หลักของประเทศ  ในด้านอุตสาหกรรมได้แก่ อุตสาหกรรมประเภทใช้เครื่องจักร (Manufacturing Industries)  และเป็นอุตสาหกรรมประเภทมาตรฐาน เช่น การผลิตเหล็กสร้างเครื่องยนต์ การต่อเรือ การทอผ้า เคมีภัณฑ์ สร้างอาวุธ  เป็นต้น จุดอ่อนเกี่ยวกับที่ตั้งของประเทศไทย ได้แก่แดนภาคใต้ซึ่งเป็นคาบสมุทรยื่นลงไปในทะเลระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน  ชายฝั่ง ทะเลทางภาคตะวันตกและภาคตะวันออกของไทยอาจถูกข้าศึกรุกรานได้ เช่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยาถูกฮอลันดาใช้กองทัพเรือปิดอ่าวไทย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ถูกฝรั่งเศสใช้เรือรบระดมยิงปากอ่าวไทยใน ร.ศ. ๑๑๒๑ และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ถูกฝรั่งเศสใช้เรือรบเข้ามาระดมยิงเรือรบไทยบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย  แม้ในปัจจุบันก็ยังมีปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพม่าปัญหายาเสพติด และปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่า (นครินทร์  เมฆไตรรัตน์.๒๕๔๒ : ๒๗๗-๒๘๙)

๑.๔ ความสัมพันธ์ระหว่างวิชารัฐศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ

                การศึกษาด้วยการมองภาพกว้าง ๆ  ช่วยให้การเปรียบเทียบในประเด็นต่าง ๆชัดเจนยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์ ผสมผสานง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบรัฐศาสตร์กับสาขาอื่น ๆ

                ๑.) รัฐศาสตร์กับประวัติศาสตร์

"ประวัติศาสตร์คือการเมืองในอดีต"    ประวัติศาสตร์จึงครอบคลุมเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ  ศาสนา  ขนบธรรมเนียมประเพณีตาง ๆ บันทึกการเมืองในอดีต และวิถีชีวิต (ดร.จิรโชค  วีระสัย. ๒๕๓๕)

                "การเมืองคือประวัติศาสตร์ของปัจจุบัน"   เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่สนใจและจดบันทึกของนักประวัติศาสตร์   “ประวัติศาสตร์ที่ขาดรัฐศาสตร์ย่อมไร้ผล รัฐศาสตร์ที่ขาดประวัติศาสตร์ย่อมไร้ราก “ ( A.R. Celey นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ) ((จิรโชค  วีระสัย.๒๕๓๕)

                ๒.) รัฐศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์

                วิชา เศรษฐศาสตร์ ศึกษาเรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ (Production and Services)  การจำแนกแจกจ่าย (distribution) และการบริโภค (Consumption)   รัฐศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์มีความใกล้ชิดกันมาก โดยเฉพาะการศึกษาถึงอิทธิพลของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีต่อการเมืองและอิทธิพลขององค์ประกอบทางการเมืองที่มีต่อสภาวะทางเศรษฐกิจ

                ๓.) รัฐศาสตร์กับภูมิศาสตร์

            นักรัฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่เป็นต้นตำรับแห่งการแบ่งอำนาจออกเป็น ๓ ส่วน ( คือฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ) ได้แก่นักคิดชาวฝรั่งเศสชื่อ ม็องเตสกีเออ ( Montesquier,๑๖๘๙ -๑๗๕๕ ) ซึ่งเห็นว่าพื้นที่และลักษณะของดินแดนของรัฐมีผลต่อสภาวะทางการเมือง

             สภาพทางภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อการอยู่ดีกินดี หรือการขาดแคลนของราษฎร ซึ่งมีผลต่อเสถียรภาพและการพัฒนาทางการเมืองของประเทศ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศด้วย

         ๔.) รัฐศาสตร์กับสังคมวิทยา – มานุษยวิทยา

สังคมวิทยาเป็นศาสตร์ที่ครอบคลุมชีวิตทางสังคมทั้งหมด ส่วนรัฐศาสตร์เน้นเฉพาะมิติทางการเมืองในขณะที่มานุษยวิทยา ศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ มิใช่เฉพาะด้านสังคมเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องภาวะทางกายภาพ ซึ่งเกี่ยวโยงถึงเรื่องเรื่อง ๆ รวมทั้งการวิวัฒนาการของมนุษย์ จากสิ่งมีชีวิตง่าย ๆมาสู่ความเป็นชีวิตที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

๕.) รัฐศาสตร์กับจิตวิทยา

                จิตวิทยาเน้นการศึกษามนุษย์โดด ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเรียนรู้ ความจำ สติปัญญา ทักษะ การพัฒนาความคิด บุคลิกภาพ ฯลฯ  ในขณะที่รัฐศาสตร์อาจใช้วิธีการหรือความรู้ทางจิตวิทยาสังคมมาอธิบายหรือศึกษาและคาดการณ์ต่อปรากฎการณ์ทางการเมืองในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์มติมหาชน (Public opinion) หรือใช้โพล(Poll)

 

๕.) รัฐศาสตร์กับปรัชญาและจริยศาสตร์

           อธิบายความสัมพันธ์กันได้คือ ปรัชญา จริยศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ให้ความสนใจเรื่องความยุติธรรม โดยรัฐศาสตร์ควรใช้หลักสันติวิธี หลักการปกครองควรอ้างอิงคำสอนทางศาสนา เช่นหลักทศพิธราชธรรม และผู้ปกครองต้องเป็นสัมมาชน เป็นต้น

๖.) รัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์

                ในประเทศหนึ่ง ๆ จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อเป็นมาตรฐานในการกำหนดพฤติกรรมของบุคคลในสังคม เป็นการขีดวงว่า พลเมืองควรปฏิบัติอย่างไรในสังคมการเมือง การรู้กฎหมายต่าง ๆ เช่น พระราชบัญญัติพรรคการเมือง หรือกฎหมายเลือกตั้งช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ทางการเมืองได้ดีขึ้น ในบางประเทศกฎหมายกับสภาพความเป็นจริงทางรัฐศาสตร์แตกต่างกันมากคือ กฎหมายเขียนไว้อย่างหนึ่งแต่เวลาปฏิบัติดูเหมือนกับว่ากฎหมายไม่มีเลย นักรัฐศาสตร์และนักกฎหมายจึงควรพยายามร่วมมือกันเพื่อให้การปฏิบัติกับตัวกฎหมายสอดคล้องกัน( ดร.จิรโชค  วีระสัย และคณะ.๒๕๓๕)

๑.๕ โครงสร้างของรัฐ

๑.) นิยามคำว่า “รัฐ”

                รัฐเป็นสังคมหนึ่งของโลกที่มีอธิปไตย มีอิสระในการดำเนินนโยบาย แต่การที่รัฐปฏิบัติการโดยอิสระ ย่อมก่อให้เกิดการขัดแย้งและกลายเป็นข้อพิพาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น รัฐต่าง ๆ จึงพยายามสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน (จุณณเจิม ยุวรี และคณะ.มปป. :๑๒)

                คำว่า “รัฐ”    หมายถึง การจัดองค์การทางการเมืองทั่ว ๆ ไป ดังนั้น การศึกษา เรื่องรัฐ จึงมุ่งประเด็นไปที่ การพยายามมองว่า อะไรน่าจะเป็นเหตุให้มีการรวมตัวของคนในสังคมขึ้นมา เป็นองค์การทางการเมือง

                Miliband  ให้ความหมายของรัฐว่าประกอบด้วย สถาบันจำนวนหนึ่ง ได้แก่ รัฐบาล ระบบบริหาร ศาล และตำรวจ ซึ่งสถาบันเหล่านี้เป็น กลไกของรัฐ (ชัยอนันต์ สมุทวณิช.๒๕๔๑ :๒๗)               

Madel   ให้ความเห็นว่า รัฐ ได้แก่ องค์กรที่ทำหน้าที่ปกป้องและสืบทอด โครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ทางสังคม ของการผลิต และเป็นตัวแทนของประโยชน์รวมของสังคม (ชัยอนันต์  สมุทวณิช.๒๕๔๑ :๒๘-๒๙)

๒.) องค์ประกอบของรัฐ

               ความสุขทางโลก คือ หน้าที่ของรัฐที่ซึ่งหมายถึงองค์การทางการเมือง ที่มีความมั่นคงของมนุษย์จำนวนหนึ่ง ที่ต้องทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในรัฐมีแต่ความอยู่ดีกินดีในแง่วัตถุ อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของรัฐจะสมบูรณ์ได้ต้อง ประกอบด้วยองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

1.               ประชากร (Population)

๒.    ดินแดน (Land)

๓.    รัฐบาล (Government)

4.              อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)

 

1.             ประชากร      ลักษณะของมีประชากรต้อง ไม่เร่ร่อน มีแหล่งทำมาหากิน “

ดำรงชีวิตภายในรัฐ” ( จรูญ   สุภาพ .๒๕๓๘ :๒๒ )

                Aristotle  กล่าวว่า พลเมืองจำนวนหมื่นหรือแสนเป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมที่จะถือว่า เป็นรัฐที่ดี เพราะมีจำนวนมากเกินไป รัฐที่ดีควรมีประชาชน ประมาณห้าพันคน (๕๐๐๐ คน)

                รุสโซ ( Rousseau)    ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส ท่านมีความคิดว่า จำนวนพลเมืองหนึ่งแสนคนเป็นจำนวนที่เหมาะสมจะจัดตั้งรัฐ

                อย่างไรก็ตาม   ประชากรแต่ละรัฐย่อมแตกต่างกันไป เช่น รัฐวาติกัน (Vatican State) มีพลเมืองเพียงประมาณ ๑,๐๐๐ คน   จำนวนจึงไม่สำคัญ (ตัวเลขในปัจจุบันอาจเปลี่ยนแปลง)

                แต่บางครั้ง เช่น ใน ค.ศ. ๑๙๒๐ สันนิบาตชาติได้ปฏิเสธการรับรัฐลิคสไตน์เป็นสมาชิก โดยอ้างว่า มีประชากรไม่เพียงพอที่จะรักษาความเป็นรัฐเอาไว้ได้

                ข้อสังเกต รัฐมีทั้งเน้นเชื้อชาติเดียวกัน (Homogeneity) และ รัฐที่มีประชากรและเชื้อชาติหลากหลาย  (Heterogeneity)  เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ประเทศไทย เป็นต้น

.ดินแดน

รัฐหนึ่ง ๆ ต้องมีลักษณะดินแดนที่แน่นอน  (a fixed territory) ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. ๑๙๔๘ ได้มีการประกาศตั้งรัฐยิวเป็นประเทศอิสรเอล ในประเทศปาเลสไตน์

ลักษณะดินแดนแบ่งได้  ๒  ทาง ๘   คือ

๑. การแบ่งเขตตามสภาพธรรมชาติ

๒. การแบ่งเขตโดยกำหนดขึ้นเอง

                ดินแดนประกอบด้วย

1.             พื้นดิน (Land)                            

2.             ทะเล   (Sea)

3.             เขตท้องฟ้า (air)                         

ฉะนั้นอำนาจการปกครองของรัฐจึงอยู่เหนือดินแดนภายในรัฐด้วย

                ตัวอย่างดินแดน

                                - สหรัฐอเมริกา                                                   ๙,๕๖๑,๐๐๐        ตารางกิโลเมตร

                                - ประเทศไทย                                                       ๕๑๔,๐๐๐          ตารางกิโลเมตร    

                                - ญี่ปุ่น                                                                    ๓๗๒,๐๗๙       ตารางกิโลเมตร

                                -ลักเซมเบอร์ก                                                        ๒,๕๘๖          ตารางกิโลเมตร

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องดินแดน มีเรื่องที่ควรศึกษา คือ

.๑ ที่ตั้ง (Location)  สภาพทางภูมมิศาสตร์มีอิทธิพลต่อประชาชน และรัฐเป็น

อย่างมาก จากประวัติศาสตร์ทำให้เราทราบว่าอู่อารยธรรมกำเนิดตาม บริเวณลุ่มน้ำ เช่น อารยธรรม อียิปต์ เกิดที่ แม่น้ำไนล์ อารยธรรมจีน กำเนิดบนลุ่ม แม่น้ำแยงซีเกียง อารยธรรมบาบิโลเนีย และ อัลซิเรีย เกิดที่ลุ่มแม่น้ำไทกริส  ( โกวิท วงศ์สุรวัฒน์.๒๕๑๙ :๑๙ )

ในขณะที่ประเทศที่มีกำลังทางบกคือ  อดีตสหภาพโซเวียต, เยอรมัน ส่วนประเทศที่มีอานุภาพทางทะเล คืออังกฤษ และ สเปน เป็นต้น  แต่ โซเวียต มีกองทัพเรือใต้น้ำใหญ่ที่สุดในโลก เพราะโซเวียต มีทางออกทะเลได้น้อยมาก  โซเวียต จึงส่งกองทัพเรือปฏิบัติการใน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แลมหาสมุทรอินเดีย

สหรัฐตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงเร่งปรับปรุงและเสริมสร้าง สมรรถภาพของกองทัพ

ตน ให้เข้มแข็ง ทัดเทียมสหภาพโซเวียตอยู่ตลอดเวลา  

2.2       ภูมิอากาศ (Climate)

วิวัฒนาการทางการเมืองนั้นส่วนมาก เกิดขึ้นในรัฐที่อยู่ในเขตอบอุ่น (Temperate Zone)

Aristotle   กล่าวว่า “ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในยุโรปตอนเหนือนั้น จะมีชีวิตที่แจ่มใส

เพราะมีอากาศหนาวเย็น แต่มนุษย์เหล่านั้นมักจะขาดความเฉลียวฉลาดและความถนัด มนุษย์เหล่านั้นมีอิสรเสรีภาพ แต่ก็ไม่มีความสามารถในการปกครองผู้อื่น สำหรับชาวเอเชีย นั้น มีลักษณะตรงกันข้าม คือ มีความเฉลียวฉลาด และรู้จักการประดิษฐ์แต่ก็ขาดชีวิตชีวา ชาวเอเชียจึงมักเป็นทาส ส่วนพวกเชื้อสายเอลานิค ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ระหว่าง ๒ กลุ่ม มีระดับสติปัญญา และความมีชีวิตชีวาอยู่ในสายกลาง จึงสามารถครองโลกได้ 

มองเตสกิเออร์  (Montes Guieu) ซึ่งเป็นนักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส  

กล่าวว่า“ความห้าวหาญของชนที่ได้รับพรสวรรค์ในการที่ได้อยู่ในอากาศหนาว ทำให้เขาสามารถดำรงไว้ซึ่งเอกราช ความร้อนไปเร่งความกล้า แต่ความหนาวทำให้ร่างกายปราดเปรียว และจิตใจเบิกบาน แต่ในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีอิทธิพล   ทั่วไปค

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สวนความรู้

คำสำคัญ (Tags)#รัฐศาสตร์กับพระพุทธศาสนา

หมายเลขบันทึก: 439624, เขียน: 17 May 2011 @ 21:03 (), แก้ไข: 23 Jun 2012 @ 14:04 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)