การฝึกทหารเกณฑ์ การเตรียมตัวก่อนฝึกทหารเกณฑ์ สิ่งที่ต้องเจอในชีวิตทหารเกณฑ์ ประสบการณ์ทหารเกณฑ์

ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต (ที่ไม่อยากเจอ) กับการเป็นพลทหาร

เรียนทุกๆ ท่านที่ได้เข้ามาอ่าน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ก่อนอื่นต้องของแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำเสนอประสบการณ์ครั้งนี้ก่อน ว่าเกิดจากได้เข้าไปอ่านบล็อกของคุณพุทธิพร(ซี่งก็อยู่ใน gotoknow เหมือนกัน) เรื่องประสบการณ์ชีวิตทหารเกณฑ์ ซึ่งก็ดีมากๆ ครับแม้ว่าผมจะผ่านช่วงนั้นมาแล้ว แต่อ่านแล้วรู้สึกอิจฉาว่าในคงสนุกแหะ ซึ่งขอบอกว่าช่างแตกต่างกันกับของผมเท่าที่ได้อ่านนะครับ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คงจะมีน้องคนที่กำลังลำบากใจ หรือคิดมาก คิดไปต่างๆ นา วิตกกังวลไปเลยขนาดนั้น ก็เลยว่าเอาละ คิดว่าอย่างนี้เรื่องที่เราประสบมา คงจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยู่ในภาวะที่ไม่อยากจะเป็นทหารเกณฑ์ แต่ดันจับได้ ดีกว่าจะเก็บเอาไว้คนเดียวครับ

ชีวิตก่อนจะมาเป็นทหาร

ที่ผ่านมาจำได้ว่ากิจกรรมที่ไม่ชอบที่สุดในชีวิตตอนเรียนละ คืออะไร? แน่นอนที่สุด คือ ลูกเสือ เพราะว่าต้องไปยืนเข้าแถวตากแดด ผูกเงื่อน ระเบียบวินัย อะไร กฎต่างๆ เมื่อเข้ามาตอน ม.ปลาย จึงไม่สมัครเรียน รด. (ถึงสมัครก็คงไม่ได้) จากนั้นก็ตั้งใจเรียน และคิดเอาเองว่าคงจะมีวิธีที่จะไม่ให้เป็นทหารได้ (ปลอบใจตัวเองไป) กิจกรรมที่ต้องออกแรงก็ไม่ค่อยชอบ ซึ่งค่อนข้างตรงกันข้าม ประกอบกับบุคลิกลักษณะก็ยังไง ก็ไม่มีทางเหมาะสมกับชีวิตทหาร

เข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ได้อย่างไร?

หลังจากที่อายุครบเกณฑ์ทหาร 21 ปี ตอนนั้นยังเรียนอยู่ปี 3 จึงผ่อนผัน

ปี 4 ก็ผ่อนผัน จบมาทำงานปีที่ 1 ก็ผ่อนผัน จนกระทั่งมาปีที่ 2 เรามีความรู้สึกว่าเพื่อนที่มาผ่อนผันด้วยกันมันหายไปทีละคน จนเหลือเราที่อายุเยอะก็เลยตัดสินใจที่จะจับ ที่จริงแล้วก็คิดอยู่ว่าจะเอาเงินจ้างพวกสัสดีให้ทำให้ไม่ติดทหารดีไหม ซึ่งในปี 47 ก็ประมาณ 30,000-40,000 บาท แต่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร และก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง คิดว่าคงจะไม่ได้เป็นทหารหรอก ก็เลยเลยตามเลย ปรากฎว่าจำได้ว่าคืนก่อนไปจับทหารฝันว่าน้าที่เป็น ตชด.เอาช่อดอกไม่มาให้ เราก็หรือว่ากรูจะติด แต่พ่อไปดูดวงบอกว่าไม่ติดหรอก ที่ไหนได้...............

วันเกณฑ์ทหาร

จำได้ว่าวันนั้นเราไปคนเดียว ไม่มีใครไปด้วยเลย เขาก็ให้รายงานตัวถามว่ามีคนจะผ่อนผันไหม ถ้าไม่มีจะเริ่มขั้นตอนการจับใบดำใบแดง จากนั้นเราก็รายงานตัว ไปนั่งถอดเสื้อแต่ว่าอยู่หลังเกือบสุดเพราะมีคนที่อายุเยอะกว่าเราประมาณ 2-3คน รู้สึกใจเสียตั้งแต่ตอนที่สัสดีเขานับใบแดงใส่ลงไปในกล่อง แล้วใส่ใบดำตาม แต่....ช้าก่อนมันไม่เขย่ากล่อง แล้วกรูอยู่ท้ายๆ จะเหลือไหม ซึ่งก็เป็นไปตามคาดพวกก่อนมันจับใบดำไปหมด เหลือแค่เรานั่งกับเพื่อน(ที่เพิ่งจบยังไม่ทำงาน) เหลือ 5 ใบ ใบดำ 3 ใบ แดง 2 ใบ ปรากฏว่าจับได้  ใบแดง ทบ.2 สระบุรี ของเพื่อน ทบ.1ลพบุรี

จำได้ว่าความคิดตอนนั้นมันอึ้งประมาณว่า ก็ว่าแล้ว กรูต้องติด สัสดีเขาก็มาประครองตัวประมาณว่ากลัวเป็นลม แต่เสียใจ ถึงจะไม่อยากเป็นขนาดไหนก็ไม่มีทางเป็นลม แต่มันอึ้ง เสียใจ กลัว แต่ไม่เป็นไร เพราะเราเอาสำเนาปริญญา มาด้วย ซึ่งทำให้ได้เป็นแค่ 1 ปี ส่วนเพื่อนมันเพิ่งจบยังไม่ได้ก็เลยเป็น 2 ปีครับ

กลับบ้านมาเริ่มทบทวนเรื่องต่างๆ ทำให้เศร้า และพาลโกรธส่งรอบตัว คนรอบข้างไปด้วย ไม่อยากคุยกับใคร และคิดว่าเป็นความผิดคนที่รักเราด้วยว่าไม่ช่วยเรา ซึ่งมองย้อนกลับไปตอนนั้นเราว่ามันแย่มากๆ เลย เป็นกลไกทางจิตที่สร้างขึ้นมาตอนที่เราวิตกกังวล ว่าเป็นความผิดคนอื่น เป็นประมาณ1-2อาทิตย์นี้ละ ก็เลยดีขึ้นทำใจได้.......

เตรียมตัวก่อนไป

หลังจากที่หายเศร้า ตั้งหลักได้ก็ คิดว่าคนอื่นเขาก็เป็นตั้งเยอะไม่เห็นเขาตายเลย เขายังทำได้เราก็ต้องทำได้ จากที่เคยกลัวว่าเราจะวิ่งทันคนอื่นไหม แข็งแรงเท่าคนอื่นไหม ไปอยู่ที่นั้นจะโดนอะไรบ้าง ก็ตั้งหลักใหม่ตื่นเช้าขึ้นมาวิ่งรอบที่พักทุกวันประมาณ 3-5 กม.ทุกวัน ทำเวลาที่เหลืออยู่ก่อนไปให้มีความสุข ทำดีที่สุดขนาดนั้นเลย แล้วก็สอบถามไอ้เพื่อนคนที่ติด ทบ.1 ลพบุรี ว่ามันทำอะไรบ้าง ก็พอได้นะ

ส่วนชีวิตในค่ายทหารคงเป็นวันต่อไปจะนำเสนออีกครั้งนะครับ