นำประสบการณ์การประชุมเสวนาครั้งก่อนๆมาปรับปรุงการประชุมเสวนาให้ดียิ่งขึ้น

วันที่ 9 ส.ค.49 ราวบ่ายสามโมง ผมได้รับหนังสือเชิญจากกองเลขา KM แก้จนเมืองนคร ว่าจะประชุมคณะคุณเอื้อจังหวัดคุณอำนวยกลาง และคุณอำนวยอำเภอ KM แก้จนเมืองนคร ณ ห้องประชุมศรีปราชญ์ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 11 ส.ค. 49 ทั้งวัน

หนังสือเชิญ ไม่ปรากฏวาระพูดคุย ไม่ทราบว่าจะมีเรื่องอะไรมั่ง

แต่เมื่องานมันเดินมาระยะหนึ่งแล้ว เราลุย เราปฏิบัติกันมา ผมคิดว่าตั้งแต่ พ.ค.ถึง ก.ค. ก็ 3 เดือน แล้วนะครับ อย่างที่พูดๆกันนะครับว่า KM ไม่ทำไม่รู้ 3 เดือนที่ผ่านไป ผมว่าทุกคนไม่ว่าจะในวงเรียนรู้ใด ไม่ว่าจะเป็นวงคุณเอื้อ วงคุณอำนวยระดับต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์การเรียนรู้แก้จนของคุณกิจครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ เกิดประสบการณ์ การเรียนรู้มากมายแล้ว ทุกคนถูกหมด ไม่มีใครผิด การประชุมวันนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าน่าจะวางน้ำหนักไปที่การเล่างานที่ได้ทำนะครับ ว่าแต่ละวงเรียนรู้ บทบาทของตัวละคอน KM ของท่านที่แสดงอยู่ ท่านมีประสบการณ์อะไรมาแบ่งปัน เพื่อใช้เป็นข้อมูล เป็นความรู้ ใช้ขับเคลื่อนงานที่เหลือในปลายปี และในอีก 2 ปีต่อไป

ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่น่าจะได้แลกเปลี่ยนกันคือ การบันทึกความรู้แก้จนตามวิถีคนคอน การประกวดยอดคุณ....ระดับต่างๆเพื่อกระตุ้นการทำงาน การถอดบทเรียน คลังความรู้ในการทำงานของแต่ละทีมในแต่ละระดับเพื่อการสังเคราะห์ความรู้ การจัดทำบล็อก เตรียมตัวตลาดนัดความรู้แก้จนเมืองนคร การบูรณาการงานปกติของแต่ละหน่วยงานเข้าไปในเวทีชุมชนระดับหมู่บ้าน เพราะหลังจากเวทีชุมชนระดับหมู่บ้านตั้งเป้าหมายแก้จนได้แล้ว ในส่วนที่ออกแบบกิจกรรมเรียนรู้หรือปฏิบัติการแก้จนด้วยทุนตัวเองก็ทำอยู่ แต่ที่เกินกำลังก็ต้องต่อท่อ เชื่อมต่อการพัฒนาไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังที่ท่านผู้ว่าฯวิชม ทองสงค์ เคยกล่าวไว้  หน่วยงานต่างๆก็ต้องเงี่ยหูฟัง ผ่านทางทีมคุณอำนวยตำบล ชาวบ้านจะมีความสุขมากเลยถ้าทำทั้งแบบพึ่งตนเองสุดๆและแบบบูรณาการโดยหน่วยงานต่างๆในคราวเดียวกัน จะคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างไรในภาคปฏิบัติ

ผมคิดว่าหลายเรื่องที่หยิบยกคงคุยได้ไม่หมด อาจจะแตะได้แบบตีลูกระนาด คงจะอาศัยความเห็นที่ประชุมว่าจะหยิบยกเรื่องใดขึ้นมาคุย อาจจะให้คณะย่อยไปคุยแล้วนำสู่การพิจารณาต่อที่ประชุมใหญ่ก็ได้ (นำเสนอในครั้งต่อๆไป) หรือนัดประชุมแต่ละเรื่องให้บ่อยขึ้นเพื่อให้ครบทุกเรื่อง หรือจะจัดการอย่างไร แล้วแต่ที่ประชุม และต้องลิขิต บันทึกผลการเสวนาพูดคุย เอาไว้เป็นคลังความรู้ เอาไว้เป็นประวัติศาสตร์แก้จนเมืองนคร

พูดถึงการลิขิต หรือการบันทึกเรื่องราวการพูดคุยเสวนาวันนั้น อาจารย์เฉลิมลักษณ์ เต็มภาชนะ KM ทีม จาก กศน.จังหวัดนครศรีฯ โทรศัพท์มาขอคำปรึกษาผมว่าจะทำอย่างไรดี เพราะว่า ทีมของ กศน.จังหวัดจะต้องดูแลการประชุมเสวนา ไม่มีเวลามาร่วมเสวนาและบันทึก / ลิขิต ในการประชุมกลุ่มย่อย ผมให้ความเห็นไปว่าถ้ามันมีภาระที่จะต้องดูแลอย่างนั้น ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ในกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มเขาก็จะเลือกคุณลิขิตกลุ่มย่อยของเขาเอง ทำหน้าที่ได้ เพราะทุกครั้งที่ทำเราก็ทำอย่างนี้อยู่แล้ว KM ทุกคนจะต้องเป็นผู้เรียน ใครฝึกก็ใครได้ ว่างจากดูแลการประชุมแล้ว ก็มาเข้ากลุ่มฝึกลิขิตได้ ดูแลการประชุม ประสานงาน หรือทำงานอยู่ในกองเลขาฯ ก็ทำ KM ทั้งนั้น KM มันอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ มันต้องเนียนอยู่ในเนื้องาน แบบ KM INSIDE นะครับ ทำตรงส่วนไหนก็ได้ฝึกทักษะและสมรรถนะตรงนั้น  เรื่องนี้ไม่น่าห่วงอะไร

ส่วนรูปแบบการเสวนาหากเป็นไปได้ ผมว่า กึ่งๆทางการ ได้ก็ดี ให้มันเป็นวงเรียนรู้ มีบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับ ผมมีบทความเกี่ยวกับการประชุมเสวนาแบบกึ่งๆทางการหรือไม่เป็นทางการ ชื่อกิจกรรมถอดหมวกในวงเรียนรู้คุณอำนวยอำเภอ คุณอำนวยตำบล และพอดีได้อ่านบล็อกของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มิติใหม่ในการทำงานของสภามหาวิทยาลัย : เยี่ยมชื่นชมคณะพยาบาลศาสตร์ ก็รู้สึกชอบมาก ใช้เทคนิค AI,storytelling ,Dialoque ซึ่งเป็นเรื่องของ KM ล้วนๆ จึงอยากจะให้นำมาฝากเป็นข้อมูลสำหรับศึกษาและปรับใช้ สำหรับพัฒนาการประชุมเสวนาในวงเรียนรู้ให้ดียิ่งๆขึ้นไป โดยทั่วๆไป nature ของการเสวนาวงเรียนรู้ในลักษณะนี้เขาทำกันอย่างไร เราก็จะต้องศึกษาให้เข้าใจ และปรับตัวเองนะครับ

นี่คือความเห็นผมที่อยากจะแบออกให้เห็นครับ  อ.ภีม ภคเมธาวี จาก มวล.ที่ปรึกษาวิชาการ และคุณชาญวิทย์ สมศักดิ์ จากทีมคุณอำนวยกลาง และท่านอื่นๆ และชาวบล็อกทั้งหลายด้วย ช่วยให้ความเห็นเพื่อการประชุมเสวนาที่มีประสิทธิภาพนะครับ

สิ่งที่เป็นห่วงกังวัล คือวงเรียนรู้ที่มีผู้บริหาร มักจะมีภารงานมากมาย ซึ่งก็เป็นที่รู้และเข้าใจกัน ผู้คนในวงเรียนรู้จะค่อยๆลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกว่าเป็นเช่นนั้น จึงอยากจะให้อยู่กันเยอะๆ จนเสร็จสิ้นกิจกรรมในวงเรียนรู้ นะครับ