30 เมษายน 2554 อัจฉรา รักยุติธรรม

สังคมแบบไหนกันที่ทำให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว กลัวแบบไร้ทางสู้ กลัวแบบไม่รู้จะทำยังไง กลัวโดยที่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับความกลัวของตนเองอย่างไร

 

หมู่บ้านแห่งความหวาดกลัว

ค่ำ คืนหนึ่งปกากญอ 4-5 คนมานั่งล้อมวงบอกเล่าความกลัวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่าน มา

“พวกมันมามาประมาณสี่สิบคน มาล้อมบ้านไว้ ตอนนั้นเรายังไม่ตื่นกันเลย” สามีภรรยาผลัดกันเล่า เหตุการณ์ในวันที่กองกำลังจากฝ่ายปราบปรามพิเศษ สำนักงานตำรวจระดับภูมิภาคเข้าบุกค้นบ้านพร้อมหมายศาลในเวลารุ่งสาง  และยึดไม้แผ่นแปรรูปไปได้จำนวนหนึ่ง

“มันดุมาก พูดจาไม่ดีเลย”  ภรรยาพูด

“ไม่มีใครช่วยผมสักคน ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าถาม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต. ชาวบ้านคนอื่นยืนดูเฉย ๆ กลัวกันไปหมด” สามีบอก

“ก็กลัว มันมากันเยอะ” ชาว บ้านอีกคนหนึ่งพูด

นี่ เป็นครั้งแรกที่ทางการใช้กองกำลังตำรวจระดับภูมิภาคเข้ามาบุกค้นหมู่บ้าน เล็ก ๆ แห่งนี้ ขณะที่แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้านในเรื่องนี้เป็นเจ้า หน้าที่ป่าไม้ในท้องที่

เจ้า ของบ้านที่ถูกรื้อค้น ถูกจับกุมไปโรงพัก และได้รับการประกันตัวออกมาด้วยเงินสดหนึ่งแสนบาท เขาให้การกับพนักงานสอบสวนว่าซื้อไม้มาจากอีกหย่อมบ้านหนึ่งเพื่อเตรียมเอา ไว้สร้างบ้านให้ลูกชายที่กำลังจะกลับมาจากในเมือง

การ สร้างบ้าน ซ่อมแซม หรือขยับขยายต่อเติมบ้าน เป็นกิจกรรมประจำฤดูแล้งของชุมชนเกษตรกรรมโดยทั่วไป ส่วนการนำไม้จากป่ามาสร้างบ้านก็เป็นเรื่องปกติของชาวบ้านที่อยู่ในป่า

กระนั้น ก็ตาม ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าการนำไม้จากป่ามาใช้สอยได้กลายเรื่องที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ นับแต่มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติซ้อนทับลงมาบนหมู่บ้านของพวกเขาทั้งหมด เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่พวกเขาก็เข้าใจว่าหากไม่ไปทำอะไรให้เจ้าหน้าที่รัฐขุ่นเคืองใจมากนัก ชาวบ้านก็พอจะหาความสงบสุขในการทำมาหากินได้อยู่บ้าง 

การ มาของกองกำลังในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ “มีเหตุ” และไม่ปกติอย่างมากในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา  และ “เหตุ” ที่ว่า นั้นก็คงซับซ้อนกว่าเรื่องข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้

ก็ อย่างที่บอก ถ้าตีความตามตัวอักษรก็คงมีคนถูกจับนับพันคนในอุทยานแห่งชาติแห่งนี้

เจ้า หน้าที่ตำรวจคนหนึ่งบอกให้ไปถามผู้ใหญ่บ้านเอาเองว่าเหตุใดพวกเขาจึงมา บันทึกการจับกุมระบุว่ามี “สายลับ” ที่ไม่เปิดเผยชื่อแจ้งเบาะแสว่าบ้านนี้มีสิ่งผิดกฎหมาย ชาวบ้านเริ่มหวาดระแวงกันเองว่าใครเป็น “สายลับ” คนนั้น เจ้าของบ้านยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีศัตรูที่ไหน  ครั้นพอไปถามผู้ใหญ่บ้านซึ่งอยู่อีกกลุ่มบ้านหนึ่งก็พบ ว่าบ้านของผู้ใหญ่บ้านเองก็ถูกกองกำลังชุดเดียวกันบุกรื้อค้นมาแล้วถึงสอง ครั้ง พร้อมกับบ้านของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านคนอื่น ๆ อีกหลายหลังในกลุ่มบ้านนั้น

“ถ้าเป็นสมัยฆ่าตัดตอน ผมคงตายไปแล้ว โดยที่มีคนโยนยาบ้าไว้บนศพ” เจ้าของ บ้านที่ถูกจับกุมพูดถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจที่เคยเกิดขึ้นในละแวกนี้ ในสมัยที่มีการ “ฆ่า” ด้วย ข้ออ้างเรื่องยาบ้าอยู่บ่อย ๆ 

 

อยู่อย่างกลัว ๆ

“ได้ยินว่าในหมู่บ้านนี้มีเป้าหมายอีก 17 หลังคาเรือน” พี่สาวคนหนึ่งบอก

ทำไม เฉพาะหมู่บ้านนี้ ทั้ง ๆ ที่หมู่บ้านอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียงก็อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์เหมือนกัน หากจะเข้าไปรื้อค้นคงพบสิ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เต็มไปหมด แม้แต่ตัวชาวบ้านเองก็นับเป็นสิ่งแปลกปลอมต้องห้ามที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยเหมือนกัน

“เราตัดไม้ไว้สร้างบ้าน ไม่ได้เอาไว้ขาย มาจับบ้านนี้ทำไม”

 “อาจจะเพราะอีกหย่อมบ้าน หนึ่งมีการค้าไม้จริง แต่ก็ลูกค้าก็เป็นตำรวจนะ”

“มีคนบอกว่าคณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำปิงแจ้งจับ”

“ใช่ชื่อ...หรือเปล่า”

ชาว บ้านต่างพากันเดาสาเหตุกันไป แต่ไม่มีใครรู้จริง ๆ ว่าเพราะอะไร

“ทำยังไงถ้ามันมากันอีก” ฉัน ถาม ทำให้พวกเขานิ่งอึ้งอยู่สักครู่

“ไม่รู้สิ ใคร ๆ ก็กลัว แต่ไม่รู้จะทำยังไง” 

กลัว กลัว กลัว ทุกคนมีแต่คำตอบนี้ นอกจากจะหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ตอนนี้พวกเขายังเริ่มหวาดระแวงกันเองรวมทั้งเครือข่ายและผู้คนที่ต่างเคย เป็น “พวกเดียวกัน”

หาก การสร้างความหวาดกลัวครั้งนี้เป็นความตั้งใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คงต้องยอมรับว่ากระบวนการนี้ทำงานได้ผลดีเกินคาด

 

จำนนกับความกลัว

“เรามีสิทธิทำอะไรได้บ้าง เราขัดขืนไม่ให้เขาจับกุมได้ไหม” ชาวบ้านหลายคนถาม

ฉัน เล่าประสบการณ์ของหมู่บ้านอื่น ๆ ที่เคยได้ยินมาว่าชาวบ้านทำอย่างไรกันบ้างเมื่อถูกจับกุม อย่างน้อยก็ต้องเริ่มจากการที่ชาวบ้านมานั่งคุยกันก่อนเพื่อคอยตั้งรับ แต่เท่าที่ทราบตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มาแล้วประมาณหนึ่งเดือน ชาวบ้านที่นี่ไม่เคยได้ตั้งวงคุยกันอย่างจริงจัง ทุกคนต่างโดดเดี่ยวอยู่ในความหวาดกลัวของตัวเอง

“แต่พวกมันมากันเยอะ” ชาว บ้านคนหนึ่งติง

“แต่ชาวบ้านเรามีเยอะกว่า” ฉันแย้ง

“แต่พวกมันมีปืน” ป้าคน หนึ่งแทรกขึ้นมา

“แต่พวกเขาไม่กล้ายิงชาวบ้านหรอก” ฉันตอบไปทั้ง ๆ ที่ไม่แน่ใจ

“เราทำอย่างนั้นได้จริง ๆ หรือ” พี่สาวคนหนึ่งถาม

นั่น สิ เราขัดขืนได้จริงหรือ ฉันคิดในใจ การสังหารหมู่กลางเมืองก็เพิ่งมีให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ นับประสาอะไรกับ “ชาวบ้าน” ในชุมชนกลางป่าแบบนี้

เรา อยู่ในบ้านเมืองแบบไหนกันที่ประชาชนได้แก่หวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ

เรา มีเจ้าหน้าที่รัฐแบบไหนกันที่คอยแต่จะทำให้พลเมืองหวาดกลัว

....

จริง หรือที่สังคมที่เราอยู่นี้เรียกว่าสังคมประชาธิปไตย แม้แต่ความเข้าใจและมั่นใจในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เป็นพื้นฐาน ที่สุดของระบอบประชาธิปไตยยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือและไม่มีใครไว้วางใจได้ ว่าประชาชนธรรมดาจะเข้าถึงมันได้จริง ๆ

…..

 

*เขียนจากเหตุการณ์จริง แต่เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน ไม่สามารถระบุชื่อบุคคลและสถานที่ที่ชัดเจนได้

* โปรดติดตามตอนจบ