คุณอาจเคยได้ยินมาว่า รู้เขารู้เรา คิดอย่างศัตรูคิด จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่การหัดเขียนเถียงตัวเองอาจพาคุณไปได้ไกลกว่าชนะคนอื่น เพราะถ้าเถียงตัวเองดีๆ คุณอาจชนะตัวเอง ซึ่งแค่ทำได้เพียงครั้งเดียว ก็อาจกลายเป็นชนวนให้มองเห็นและเข้าใจตนเองได้อย่างถ่องแท้ ........และไม่ใช่เอาแต่ดูอารมณ์ตัวเอง แต่รู้จักดูอารมณ์คนอื่นด้วย ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ไม่ว่าจะแผ่วหรือแรง การเห็นอารมณ์ของคนอื่นได้ตามจริง จะทำให้คุณรู้ชัดว่า ‘การเอาใจเขามาใส่ใจเรา’ อย่างแท้จริงนั้นทำกันอย่างไร (ดังตฤณ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เอาใจเขาใส่ใจเราเข้าใจเหตุ

 แยกแยะเภทภัยใดมองให้เห็น

 ใช่เอาแต่ใจเราเขาก็เป็น

 รู้ร้อนเย็นเช่นกับเราต้องเข้าใจ

 .

สังคมใดไม่สงบพบภัยทั่ว

เพราะคนทรามลามชั่วมัวไม่ใส

คิดแต่เอาเข้าตัวมั่วนอกใน

ไม่เคยเห็นใจใครใส่ใจจำ

.

สังคมใดใฝ่แย่งแข่งชิงเด่น

คอยเขม่นเล่นลอกหลอกไม่ขำ

ชิงทุกอย่างกร่างทั่วเอาชั่วนำ

แม้แต่เด็กตาดำๆยังทำลง

.

เอาใจเขาใส่ใจเราเข้าใจบ้าง

แม่เขาสร้างทางให้ลูกปลูกเสริมส่ง

แกล้งแยกลูกแยกแม่แก่ยุยง

คนลวงหลงทำลงแลกคอยแดกดัน”

 

..

“กุลมาตา”

๑๖ มีนา ๒๕๕๔

..

 

 

สำนวนไทย “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” มีความหมาย

ตามพจนานุกรมไทย-ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า

“ให้รู้จักเห็นใจผู้อื่น”

ส่วนสำนวนภาษาอังกฤษที่ความหมายใกล้เคียง ได้แก่

Put yourself in (someone's) shoes.

คือ เอาตัวเองมาใส่รองเท้าผู้อื่น

ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่น่าจะตรงกับความหมายของสำนวนไทย

ถ้าเป็นการทะเลาะกัน ก็อาจจะบอกว่า Put yourself in my shoes!

หรือ Try to put yourself in my shoes !

นี่คือกรณีที่อยากให้เขาเห็นใจเรา

แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น my shoes อย่างเดียว

อาจจะเป็น Put yourself in his shoes !

หรือ Put yourself in their shoes ! แล้วแต่สถานการณ์

(อ้างอิงจาก http://zeous21.exteen.com)

หรือสำนวนนี้ The only way to have a friend is to be one.

ถ้าอยากมีเพื่อนก็ต้องทำตัวให้เป็นเพื่อน

คือรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง 

(อ้างอิงจาก http://www.smartenglishkid.com) 

..

 

 

ดิฉันเชื่อว่า..ถ้าคนเรามีคุณธรรมตามสำนวนไทยโบราณสำนวนนี้ 

ข้อพิพาทบาดหมาง ตั้งแต่สังคมเล็กๆ

เช่น เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน สังคมเวบไซด์ 

จนถึงสังคมใหญ่ระดับชาติ ระดับโลก คงมีน้อยลงมาก 

สังคมสงบสุขที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง คงเป็นไปได้ไม่ยาก

ขอนำธรรมะของคุณดังตฤณมาฝากท้ายบันทึกเรื่องนี้ค่ะ

..

 

 

วิธีทำความรู้จักตัวเอง

ดังตฤณ

จากบทก่อนเราคุยกันเรื่องการ ‘เขียนอย่างมีจุดยืน’ มาบทนี้คุยกันต่อเรื่องการ ‘เขียนเพื่อให้รู้จักตัวเอง’ หากคุณเขียนแล้วรู้จักตัวเองดีขึ้น แปลว่าคุณเริ่มเขียนแบบขจัดเมฆหมอกบดบังใจตัวเองเป็น และเมื่อคุณเขียนขจัดเมฆหมอกบดบังใจตัวเองได้ ก็ย่อมเขียนขจัดเมฆหมอกให้ใครอื่นทั้งโลกได้เช่นกัน เพราะผู้คนตกอยู่ภายใต้เมฆหมอกชนิดเดียวกัน โดยเนื้อแท้ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไรเลย

แต่ถ้ากระทั่งตัวคุณเอง คนที่คุณเห็นจะจะอยู่เดี๋ยวนี้ คนที่คุณสามารถรู้เข้าไปกระทั่งความรู้สึกนึกคิดในหัวเดี๋ยวนี้ คุณยังไม่รู้จัก ไม่อาจอธิบายที่มาที่ไปของความรู้สึก กับทั้งไม่อาจแก้ปัญหาทางใจให้คลี่คลายได้สำเร็จ แล้วคุณจะไปรู้จักใคร คุณจะอธิบายหรือแก้ปัญหาให้ใครอื่นที่มีความลึกลับมากมายปิดบังอยู่อย่างไรไหว?

เริ่มต้นบทนี้คือการสันนิษฐาน ว่ามนุษย์ทุกคนมีเมฆหมอกห่อหุ้มตนเอง ปิดบังตนเองจากการรับรู้ของตนเองอยู่ เพราะมนุษย์ทั้งหลายเคยชินที่จะเข้าข้างตนเอง และมองคนอื่นด้วยอคติกันเกือบทั้งสิ้น กล่าวได้ว่าทั้งชีวิตของคนส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อมองมุมเดียว เห็นอยู่มุมเดียว เท่าที่สายตาและความคิดของตนเองบีบให้เห็น

ฉะนั้นทางที่จะรู้จักตนเอง คงไม่ใช่ด้วยการระบายความในใจเหมือนเขียนไดอารี่ ข้อเท็จจริงคือ การเขียนไดอารี่อาจเป็นการส่งเสริมให้คนชอบเข้าข้างตัวเอง ยิ่งห่างไกลจากการทำความรู้จักตนเองเข้าไปใหญ่ แท้ที่จริงแล้ว คุณจะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุดจากสายตาของคนอื่น ไม่ใช่จากสายตาของคุณเอง

แต่การนั่งจับเข่าคุย ขอคำปรึกษา ขอคำวิจารณ์จาก ‘คนอื่น’ นั้น เขาก็อาจมีเวลาไม่มากพอจะเห็นคุณได้ถนัด หรือบางทีเห็นถนัดแต่เกรงว่าวิจารณ์ตรงไปตรงมาขวานผ่าซากแล้วคุณจะช้ำใจ ฉะนั้นทางออกคือใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีกว่า ถ้ากล้าวิจารณ์ตัวเอง ก็นับว่าได้คนรู้ไส้รู้พุงคุณมากที่สุดมาใช้งาน ไม่มีใครในโลกเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว

คำถามคือ เขียนอย่างไรจะใช้คนที่รู้ไส้รู้พุงคุณดีที่สุด อันได้แก่ตัวคุณเอง ให้มองคุณด้วยสายตาของคนอื่น ต่อไปนี้คือแบบฝึกหัดเพื่อเขียนให้เข้าเป้าเช่นนั้นครับ

๑) หัดเขียนเถียงตัวเอง

ปกติคนเราจะเข้าข้างแต่ตัวเองและพวกของตัวเอง ไม่ค่อยมีโอกาสได้คิดแบบที่ฝ่ายตรงข้ามคิด ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาแรมเดือนแรมปี จึงค่อยมีโอกาส ‘ตกที่นั่งฝ่ายตรงข้าม’ คือจำเป็นต้องคิด ต้องพูด หรือต้องทำแบบคนที่คุณเคยด่า หรือคนที่คุณเคยไม่ชอบใจ

การรอให้เหตุการณ์พาไปนั้นอาจไม่ค่อยได้ประโยชน์ เพราะคุณอาจลืมความรู้สึกนึกคิดหรืออุดมคติแบบเดิมๆไปแล้ว เช่น คุณเคยด่าทอพวกมีอำนาจวาสนา ว่าไม่เห็นหัวคนไร้อำนาจ เอาแต่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง เอาเปรียบผู้น้อยทุกวิถีทาง คุณนึกเคียดแค้นชิงชัง คุณประณามเขาสารพัด คุณอยากให้คนมีอำนาจทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ แต่ถึงวันหนึ่งเมื่อมือคุณถืออำนาจเยี่ยงนั้นบ้าง จึงค่อยรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร กับทั้งทราบแก่ใจว่า ‘ความเห็นแก่ตัว’ ที่เป็นเงาตามอำนาจวาสนามานั้น ใหญ่โตยากเอาชนะปานไหน ถึงเวลานั้นคุณจะยืนคนละฝั่ง กลายเป็นคนละคนกับพวกที่ชอบด่า ชอบประณามผู้มีอำนาจวาสนาอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ฉะนั้นอย่ารอ ต้องเอากันสดๆ คนเราผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาทั้งนั้น แม้คุณไม่เคยมีอำนาจวาสนาระดับโกงบ้านโกงเมืองได้ แต่อย่างน้อยคุณก็ต้องเคยมีอำนาจหรืออิทธิพลพอจะเอาเปรียบใครบางคนใกล้ตัวบ้างเป็นแน่

คราวหน้าเมื่อเกิดเรื่องถกเถียงกับใคร ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าขัดใจกันนิดหน่อยหรือถึงขั้นหน้าดำหน้าแดงแทบต้องวางมวยกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงหรืออยู่นอกวง รอให้สงบสติอารมณ์สักพักแล้วเริ่มลงนั่งเขียน เขียนทุกคำเท่าที่นึกได้ของคุณเป็นย่อหน้าแรก และของเขาเป็นอีกย่อหน้าถัดมา แล้วขึ้นย่อหน้าใหม่เป็นของคุณอีกไปเรื่อยๆ โต้ตอบกันตามที่เคยเกิดขึ้นจริงโดยไม่บิดเบือนคำใดๆ

ขอให้เหตุการณ์โต้ตอบหรือโต้เถียงเกิดขึ้นอีกครั้ง ต่างแต่ว่าคราวนี้ขอให้ใจคุณเหมือนเป็นคนนอก ไม่ถือหางเข้าข้างฝ่ายไหนทั้งสิ้น เขียนเหมือนนักประพันธ์ที่ให้ตัวละครสองตัวทะเลาะกัน โดยนักประพันธ์นั้นหาได้รักหรือชังตัวละครใดเลย

ตัวอักษรอาจปลุกจินตนาการ อาจเร้าโทสะของคุณขึ้นมาอีกรอบ นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อเกิดโทสะ ขอจงระลึกให้ทันว่าขณะนั้นคุณเกิดอาการเข้าข้างตัวเองขึ้นแล้ว ให้ทำเฉยๆไม่รู้ไม่ชี้ บอกตัวเองว่าคุณกำลัง ‘หัดเถียงตัวเอง’ ไม่ว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก วิธีเถียงตัวเองคือ เขียนเพิ่มเติมเหตุผลดีๆเท่าที่จะคิดออกให้กับฝ่ายตรงข้าม เขาพูดคำไหนขาดไปก็เสริมให้ เขาพูดคำใดเกินไปก็ตัดออก จนฟังดูเข้าท่า สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่คุณจะเขียนได้

การทำเช่นนี้จะก่อให้เกิดมุมมองและอารมณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เขียนไปเพียงครู่เดียวคุณจะรู้สึกเข้าใจฝ่ายตรงข้ามราวกับเป็นฝ่ายสนับสนุนเขา และยิ่งเขียนนานขึ้นเท่าใด ใจคุณจะยิ่งซึมซับรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจนราวกับเป็นตัวเขาเสียเอง ณ จุดนั้นคุณจะเห็นตัวเองถนัดในห้วงมโนทวาร ราวกับเห็นด้วยสายตาภายนอก

ย้ำนะครับว่าความผิดความถูกยกไว้ก่อน เอาทิ้งน้ำไปเลย ข้อนี้เราเน้นแค่เถียงตัวเองให้เป็น การเถียงกับตัวเองจะทำให้รู้จักซัก รู้จักคิดในแบบที่ไม่เคยคิด และคุณอาจโดนคาดคั้นในแบบที่ไม่เคยมีใครทำกับคุณได้มาก่อน เนื่องจากรู้ความลับและเบื้องหน้าเบื้องหลังของตนเองดีกว่าใครในโลก

คุณอาจเคยได้ยินมาว่า รู้เขารู้เรา คิดอย่างศัตรูคิด จะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่การหัดเขียนเถียงตัวเองอาจพาคุณไปได้ไกลกว่าชนะคนอื่น เพราะถ้าเถียงตัวเองดีๆ คุณอาจชนะตัวเอง ซึ่งแค่ทำได้เพียงครั้งเดียว ก็อาจกลายเป็นชนวนให้มองเห็นและเข้าใจตนเองได้อย่างถ่องแท้

หลังจากนั้นคุณจะพบสัจธรรมข้อหนึ่ง คือยิ่งเขียนมากขึ้นเท่าใด กลุ่มอักษรจะยิ่งเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นตัวคุณเองมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้กำลังเขียนถึงคนอื่นอยู่ก็ตาม

๒) หัดเขียนจาระไนความรู้สึกฝ่ายตรงข้าม

ปกติคนเราจะเห็นแต่ความรู้สึกของตัวเอง ทราบแต่ว่าตัวเองอยากได้อะไร ไม่เคยรับรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกแบบไหน อยากได้อะไรจากคุณบ้าง

เริ่มต้นขอให้นึกถึงคนที่ ‘เฉยๆ’ กับคุณ ไม่ได้รักไม่ได้ชังคุณ แล้วเขียนข้อความตามที่คุณคุยกับเขาครั้งสุดท้าย เอาเท่าที่นึกออกทั้งฝั่งคุณและฝั่งเขา แบ่งคำพูดของแต่ละฝ่ายเป็นหนึ่งย่อหน้า และระหว่างย่อหน้าขอให้แทรกเอาคำบรรยายความรู้สึกของอีกฝ่ายที่มีต่อคุณไว้ด้วย ไม่ต้องสนใจว่าผิดหรือถูก คุณรู้ความรู้สึกของเขาตรงจริงหรือคลาดเคลื่อน เพราะ ณ ที่นี้เราต้องการแค่ฝึกเขียนจาระไนความรู้สึกของใครอีกคนที่ไม่ใช่คุณ

ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจเขียนเหมือนฉากหนึ่งในนิยาย นับตั้งแต่คุณก้าวเดินเข้ามา เขาเห็นคุณท่าทางเป็นอย่างไร รู้สึกว่าคุณซอมซ่อหรือขี้เต๊ะ รู้สึกอยากเปิดปากคุยกับคุณหรืออยากไล่คุณไปไกลๆในทันที ฯลฯ

จากนั้นเมื่อเริ่มทักทายประโยคแรก เขารู้สึกอย่างไรจึงตอบคุณอย่างที่เขาตอบ เขาร่าเริงหรือเฉยชา เขาเต็มใจหรือฝืนใจ นึกถึงภาพที่เคยเกิดขึ้นให้ชัด ภาพที่ชัดจะขุดเอารายละเอียดทางอารมณ์ฝั่งของเขามาบอกคุณเอง คุณจะพบว่าบางทีการนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อาจให้ภาพและอารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามชัดเจนกว่าขณะกำลังเกิดขึ้นเสียอีก

เมื่อจบบทฝึกแรกและคุณยังสนุกอยู่ ขอให้เขียนต่อไปเลย เลือกเอาคนที่หมั่นไส้คุณ คนที่คุณคิดว่าเขาริษยาคุณ หรือกระทั่งคนที่คุณมั่นใจว่าเขาเกลียดคุณ ยิ่งบรรยายความรู้สึกของเขาได้ละเอียดลออเพียงใด คุณจะยิ่งเข้าใกล้สัมผัสทางอารมณ์ของมนุษย์อื่นๆมากขึ้นเท่านั้น

แม้คุณพบปะพูดคุยกับใครในโลกความจริงครั้งหน้า ก็เหมือนความสังเกตสังกาของคุณเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เอาแต่ดูอารมณ์ตัวเอง แต่รู้จักดูอารมณ์คนอื่นด้วย ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ไม่ว่าจะแผ่วหรือแรง การเห็นอารมณ์ของคนอื่นได้ตามจริง จะทำให้คุณรู้ชัดว่า ‘การเอาใจเขามาใส่ใจเรา’ อย่างแท้จริงนั้นทำกันอย่างไร

ประเด็นคือเมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็น งานเขียนของคุณจะหลุดจากกรอบของความรู้สึกฝั่งของตนเองได้ อาจจะชั่วขณะหรืออาจจะถาวร ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนตนเองให้ต่อเนื่อง

๓) หัดเขียนเพ่งโทษตนเอง

ปกติคนเราจะโทษคนอื่น ไม่อยากโทษตัวเอง แม้ส่วนลึกจะรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองผิด ก็ยังอยากหาแพะรับบาปจนได้ พอพอกนิสัยเพ่งโทษมากเข้า ไม่เอาความผิดเข้าตัวเลย อาการก็อาจหนักเข้าขั้นปิดกั้นไม่รับรู้ความจริงใดๆ คนว่าคุณผิดนั่นแหละผิด คือผิดที่มาว่าคุณผิด ไม่ว่าความผิดนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม

ขอให้นึกถึงเรื่องที่คุณกำลังเป็นคดีหรือเกิดกรณีร้ายกับใครสักคนหรือสักกลุ่ม ไม่ว่าเป็นการทะเลาะเล็กหรือทะเลาะใหญ่ ให้เอาเรื่องนั้นเป็นตัวตั้ง ลำดับให้ถูกว่าเหตุการณ์ตั้งต้นจากใครก่อน จากนั้นจาระไนให้ชัดว่าใครเป็นผู้เสียประโยชน์ และคุณมีส่วนทำให้เกิดการเสียประโยชน์นั้นอย่างไร

ไม่ต้องเว้นนะครับ ถ้าคุณเองเป็นผู้เสียประโยชน์ และไม่ต้องเว้นเช่นกัน แม้คุณมีส่วนแค่ ‘ปรากฏตัว’ อยู่ในที่เกิดเหตุให้เสียประโยชน์

เรื่องยากที่สุดในโลกอาจเป็นการถอดเกราะบังตาไม่ให้เห็นความผิดของตัวเอง แต่เมื่อผ่านแบบฝึกหัดสองข้อแรกมาได้ ถึงข้อนี้คุณจะรู้สึกว่าง่ายลงมาก และเมื่อผ่านข้อนี้ได้ ก็เหมือนจะไม่มีเกราะใดในโลกที่บังตาคุณได้อีก

เมื่อเก่งกาจขนาดเพ่งโทษตนเองยังทำได้ คุณจะเห็นคนอื่นตามที่เขาเป็นจริงๆ ไม่ใช่เพราะอยากหรือไม่อยากให้เขาเป็น

เมื่อผ่านแบบฝึกหัดทั้งสามข้อมาได้ ก็ได้ชื่อว่าคุณเริ่มรู้จักตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น และเมื่อรู้จักตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น สิ่งที่เป็นผลอย่างแน่นอนคือ ใจคุณต้องกว้างขึ้นกว่าเดิมมาก

เมื่อเป็นคนใจกว้าง แล้วกลับมาอ่านหนังสือธรรมะต่างๆดู คุณจะเห็นความจริงประการหนึ่งคือ ธรรมะของคนใจแคบไม่มีทางน่าสนใจ

แก่นสารของการมีชีวิตอยู่ที่จิต ถ้าไม่มีกิเลสบดบังจิตอยู่เลย จิตจะสว่างกระจ่างแจ้งดุจดวงจันทร์ไร้เมฆหมอก คนเราจะเริ่มฉลาดจริงก็ตอนเลิกเข้าข้างตัวเองและมีใจเปิดกว้างรับรู้ความจริง คุณจะเขียนธรรมะได้น่าสนใจก็ต่อเมื่อใจคุณเปิดกว้างอย่างปราศจากอคติ ไม่รักใคร ไม่เกลียดใคร กับทั้งไม่หลงนึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางธรรมะ เป็นผู้พิพากษาธรรมะ

ก่อนจบบทขอทำความเข้าใจทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งนะครับ บางคนเป็นโรคชนิดหนึ่ง แกล้งด่าตัวเอง คนอื่นจะได้ไม่ต้องมาต่อว่าเสริมเติมอะไรอีก เพราะตนเองด่าไว้หมดแล้ว โปรดทราบว่าโรคชนิดนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณรู้จักตัวเองดีขึ้น การทำความรู้จักกับตัวเองไม่ใช่การหาเรื่องด่าตัวเอง คุณต้องเขียนทุกคำให้สมเหตุสมผล เมื่อเขียนอย่างสมเหตุสมผล จิตใจคุณจะรู้สึกได้ถึงความเป็นกลางในตัวเอง และเกิดความเห็นกระจ่างราวกับรักษาสายตาจากโรคตาสั้นตายาว กลับคืนเป็นปกติ มองเห็นโลกแจ่มชัดปราศจากหมอกมัวใดๆครับ

 

          (อ้างอิงจาก http://dungtrin.com/mag/?7.angel)