คุณหมอท่านหนึ่งต้องการสร้างพลังความอยากรู้ขึ้นภายในตัวของลูกสาว ซึ่งปัจจัยโดยรอบอันสำคัญนั้นท่านเห็นว่ามันเป็นอันดับรองๆ ลงไป ไม่ว่าจะเป็น การกวดวิชา , การเปลี่ยนโรงเรียน , ระบบของโรงเรียน , ตัวคุณครู ฯลฯ
เนื่องจากการที่เด็กๆ ซึ่งเติบโตมาพร้อมๆ กัน เค้าต้องแข่งขัน ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ คุณพ่อเองก็ต้องหาข้อมูล วิเคราะห์ ติดตามความเคลื่อนไหวตลอด
โดยยังมีคำถามค้างคาใจอยู่ ก็คือ ในจังหวัดของเรานี่แหละน่าที่จะเป็นที่พึ่งได้ โดยเชื่อว่าหากจับวางทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสม ก็จะเปล่งประกายความเป็นอัจฉริยะได้
จริงๆ ด้วยความเชื่อแบบนี้ก็มีแนวโน้มเป็นไปได้นะ หากทำใจกว้างและเพื่อทางออกสำหรับความผิดหวังไว้อย่างดี
จากประสบการณ์ของผมเองก็เคยเชื่ออย่างนั้นแหละ และเชียร์ให้เป็นไปทางนั้นด้วย
จากการเฝ้าสังเกตพัฒนาการของลูกสาวผม เฝ้าทวนถาม ย้ำถาม ก็ได้ข้อสรุปว่า
อย่างนี้มันขึ้นอยู่กับเจ้าตัวผู้เรียนนั่นเอง
ลูกสาวผมเป็นคนที่สั่งอย่างไหนก็ได้แค่นั้น ไม่ทำมากกว่าที่สั่ง การอ่านหนังสือก็อ่านเท่าที่ครูบอก เช่น เค้าสั่งให้อ่านหน้า 5 และหน้า 9 คุณลูกสาวผมก็อ่านหน้า 5 และหน้า 9 เท่านั้น หน้าที่ต้องเปิดผ่านก็ไม่อ่าน หน้าที่เลยไปก็ไม่อ่าน เฮออ...ก็เป็นซะแบบนี้
พอผมมั่นใจว่าไม่สามารถเปลี่ยนเค้าได้ ผมก็ต้องมาเปลี่ยนที่ตัวเองมาเป็นวิธีการในการแก้ปัญหาให้กับตัวเค้า จริงๆ ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรแค่อายุมากกว่าเท่านั้น คำแนะนำของเราก็ดีกว่าที่เค้าจะไปหาคำตอบในการแก้ปัญหาเองนะ
ก้าวสู่สเต็บต่อไป ด้วยการฟังคำแนะนำของผู้มีประสบการณ์ในแนวทางที่เรามุ่งหวัง หรือคำแนะนำจากคนที่ส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนที่เราจะไปเรียน ใคร่ครวญและนอนคิดอยู่ครึ่งเทอมกว่าจะตัดสินใจได้ โดยก็ง่ายๆ นะ แค่ขับรถไปดูก่อนโดยเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมที่จะลงมือเรียนเลย
ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าโรงเรียนกวดวิชานี่อยู่ตรงไหน ก็สุ่มไป หลงไป สุดท้ายเราก็พบ และได้เห็นบรรยากาศ โดยภาพก็คือ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กๆ ที่เห็นจะได้โอกาสนี้ พวกเค้าก็เป็นลูกคนชาวบ้านร้านตลาดปกติ นี่เป็นอันแรกเลย
จากนั้นก็ไปคุยกับอาจารย์ อัธยาศัยไมตรี ก็ดี รวมทั้งทราบเรื่องราคาค่าให้บริการ
ตัวต่อไปก็ดูความเฉลียวฉลาดของกลุ่มในการเรียนรู้ อันนี้ก็ไม่ทราบหรอก
หลังจากไปดูให้เห็นกับตา ก็กลับบ้านไป คิดสะระตะทุกอย่าง
คำตอบคือพอไหว ทดลองดูก็แล้วกัน
ก่อนจ่ายเงินก็จะต้องสะอึกกับคำพูดของภรรยานิดหน่อยด้วยนะ
พ่อลงทุนมากไปหรือเปล่า เป็นคำที่จำได้ขึ้นใจมาจนถึงวันนี้
และก็จะตอบได้ก็คือต้องทำไปก่อน จึงจะทราบนะ...
จากนั้นเราก็ไปเรียนกัน ตรงนี้ก็ทำให้เราได้คำตอบที่หาไม่ได้ในวันแรกที่มาก็คือ
การมีกลุ่มเพื่อนที่มีระดับการเรียนอยู่ในระดับเลิศ เป็นพวกหัวกะทิ จนทำให้เจ้าลูกสาวที่เคยเป็นคนเรียนได้ที่1 ของชั้น กลายเป็นที่15-20 ของห้องเรียนจำนวน 50 คน
การสอนก็ตอบคำถามสำหรับผมไปเลยก็คือผมเองเคยช่วยสอนลูก มีก้าวหน้าน้อยมาก
พอให้คุณครูเค้าสอนในแบบ วิชาละสไตล์ 5 วิชา 5 สไตล์ ลูกสาวก็ไม่เบื่อ การเรียนรู้ก็ไปตามแผนของโรงเรียนกวดวิชา อันนี้ก็ดี
ต่อมาก็กลุ่มเพื่อน เนื่องจากมีการแข่งขัน มีการให้รางวัล มีการเย้ยหยันกัน ตรงนี้ก็ทำให้เจ้าลูกสาวมีพลังการเรียนรู้จากภายใน ไม่เบื่อการเรียน ไม่อยากขาดเรียน ตรงนี้ก็หาไม่ได้ในจังหวัดที่ผมอยู่นะ
และอีกอันที่ต้องพูดก็คือ ทำให้เค้ามีใจมุ่งมั่นใจการเข้าแข่งขัน มีเป้าหมายที่ชัดเจน
อันต่อไปก็คือเค้าได้เตรียมตัวสำหรับการเรียนแบบโอลิมปิก ได้รู้จักเพื่อน
ได้รู้จักบริบทของโรงเรียนที่จะมาเรียน
จากที่เล่ามาทั้งหมดก็คือ ดูผู้เรียนเป็นหลัก หน๊อ
สวัสดีค่ะคุณเพชร