พระน้อมเดินทางมาถึงนอกเมืองลพบุรี   ในเวลาจวนค่ำ   เนื่องจากออกธุดงค์เดี่ยวเป็นครั้งแรก   จึงงงทำอะไรไม่ถูกในบางเรื่อง เมื่ออยู่กับหลวงพ่อนั้น   ท่านทำอย่างไรก็ทำตามท่าน   พอถึงคราวที่ตนต้องทำเองจึงมีปัญหา   พระน้อมต้องการสถานที่กางกลด   จึงถามคนแก่ซึ่งอยู่แถวนั้นว่า   แถวนี้มีพระธุดงค์มาปักกลดตรงไหนบ้าง คนแก่คนนั้นชี้ที่ให้   ที่ตรงนั้นเป็นเนินพระน้อมจึงปักกลด   สรงน้ำ พอดีมืด   จึงเข้ากลดไหว้พระสวดมนต์นั่งเจริญจิตภาวนา   ชักง่วง เพราะเพลียมากจาการเดินทางไกลจึงจำวัดเลย   ลืมแบ่งส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์   ลืมบอกเจ้าที่เจ้าทาง   ลืมแผ่เมตตาเป็นต้น

                               

     จำวัดได้สักพักนึง   ก็ตกใจตื่น   เพราะได้ยินเสียงผิดปกตินอกกลด   แผ่นดินสะเทือน   ฟ้าร้อง   ฟ้าผ่า   ฝนตกหนัก   พายุพัดรุนแรงแทบจะหอบเอากลดไป   น้ำไหลเข้ามาในกลดทุกที  ๆ   พระน้อมรู้สึกอึดอัดผิดปกติ   คล้ายกับมีอะไรมาบีบบังคับกลด    จึงแง้มกลดออกดูนอกกลด   พอฟ้าแลบ   มองเห็นสิ่งหนึ่ง   พระน้อมรีบปิดกลด  หัวใจเต้นโครม   ๆ   ไม่เป็นจังหวะ   เหงื่อออกชุ่มกายตัวสั่น เพราะความกลัว    เพราะสิ่งพระน้อมเห็นนั้นเป็นภาพขาคนโตเท่าเสาโบสถ์   รุงรังด้วยขน   ยืนคร่อมกลดอยู่

                               

     พระน้อมพยายามระงับความกลัว   เร่งสวดมนต์เป็นการใหญ่ไม่หยุดยั้ง   สวดผิดบ้างถูกบ้าง   เพราะความกลัวมาก    ทำให้นึกออกบ้างไม่ออกบ้าง   สวดแล้วสวดอีก   นึกอะไรได้เป็นนำมาสวดหมดพร้อมทั้งขอให้คุณพระคุณพ่อคุณแม่   คุณครูบาอาจารย์ช่วยปกป้องคุ้มครองป้องกันอันตรายด้วย   ตอนนั้นลืมความหนาวลมหนาวฝนหมด   แต่กลับหนาวกลัวทั้งที่หนาวสั่นกลับมีเหงื่อแตกชุ่มกาย การสวดมนต์ของพระน้อมแม้จะผิด  ๆ   ถูก  ๆ   แต่เป็นไปอย่างตั้งใจ  เด็ดเดี่ยว    อย่างใช้ชีวิตเข้าวางเป็นเดิมพันทีเดียว   แม้อย่างนั้นฝนฟ้าก็ยังเป็นไปตามเดิม

                               

     พระน้อมนึกถึงคุณพระรัตนตรัย   คิดถึงคุณพ่อคุณแม่และคุณครูบาอาจารย์อธิษฐานว่า   ถ้าข้าพเจ้าจะหมดบุญจะต้องตายในครั้งนี้   ก็ขอให้ตายเสียเลยจะได้ไม่ทรมานกายใจมาก    ถ้ายังไม่ถึงที่ตาย ยังมีวสานาบารมีที่จะบำเพ็ญสมณธรรมต่อไปแล้ว   ก็ขอให้เหตุการณ์ในขณะนี้ทุเลาลงเถิด

                              

  พอดีนึกถึงพระบาลีแสดงพระพุทธคุณบทนึงได้ คือ

                               

     “ปญฺจมาเร   ชิโน   นาโถ   ปตฺโต   สมฺโพธิมุตฺตมํ   จตุสจฺจํ   ปกาเสสิ   ธมฺมจกฺกํ   ปวตฺตยิ   เอเตน   สจฺจวชฺเชน   โหตุ   เม   ชยมงฺคลํ โสตฺถิ   เม   โหตุ   สพฺพทา” 

                             

     " พระโลกนาถทรงชนะมารทั้ง   ๕   มี   กิเลสมารเป็นต้น   (พระบริสุทธิคุณ)   ทรงบรรลุสัมโพธิญานอันประเสริฐ   (พระปัญญาคุณ)  ทรงประกาศอริยสัจ  ๔   ทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไป   (พระมหากรุณาคุณ)   ด้วยสัจจะวาจานี้   ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า    ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อเถิด "

    

     พระน้อมว่าไป  ๙ จบ   ฝนลมลดลงทันที   ความอึดอัดหายไป  หายใจคล่อง  พระน้อมจึงสวดกรณียเมตตสูตร  กับ  อาฏานาฏิยปริตร   ได้ผลคือลมพายุหยุดทันที   เห็นท้องฟ้าสดใสเหมือน  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อคืนนี้   แต่พื้นดินเปียกแฉะด้วยน้ำ

                               

      พระน้อมจึงจัดแจงเก็บกลด ล้างหน้า ห่มจีวรเปียกออกบิณฑบาตผ่านบ้านหลายหลัง   ไม่มีใครใส่บาตรให้เลย   มีแต่คนมองดู   เดินเลยมาจนถึงบ้านหลังหนึ่ง    เจ้าของบ้านนิมนต์ให้รอ   แล้วเขาเข้าไปในบ้าน   นำเอาข้าวกับปลาเค็มมาใส่บาตร   และถามว่าทำไมจึงเปียกปอนอย่างนี้   ไปถูกน้ำที่ไหนมา   พระน้อมจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้ฟัง   เขาบอกว่าเมื่อคืนนี้   ไม่เห็นมีฝนฟ้าที่ไหน   ท่านปักกลดที่ไหน พระน้อมจึงบอกสถานที่ปักกลด   ชายคนนั้นตบอก   พลางบอกว่า ท่านทำไมจึงไปปักกลดในที่ตรงนั้น    ที่นั่นมีพระธุดงค์มาปักกลด   รุ่งขึ้นกลายเป็นศพไปแล้วถึงสามรูป    เขาฝังไว้เรียงกัน    พระน้อมบอกว่า   อาตมาถามคนแถวนั้นว่า   พระธุดงค์ที่ท่านผ่านมาทางนี้   ท่านปักกลดที่ไหน   เขาบอกที่ตรงนี้ให้  อาตมาจึงปักกลดที่ตรงนี้   ชายคนนั้นบอกว่า   คนแถวนั้นนับถือศาสนาอื่น   จึงหลอกให้ท่านไปตายอย่างพระสามรูปนั้น   ไปดูที่ฝังศพพระทั้งสามรูปนั้นก็ได้   แล้วทั้งสองก็ไปดู   ก็เห็นจริงๆ