ตามแนวความคิดเกี่ยวกับความเก่งของมนุษย์นั้น จะมีอยู่เพียง 2 ด้าน คือ ด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์ จนกระทั่งศาสตร์จารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ( Howard Gardner) นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) ได้เผยแพร่แนวคิดที่ได้จากการทำวิจัยที่พบว่า ความฉลาดของมนุษย์นั้นมีหลายด้านหรือหลายมิติ ทั้งนี้ Gardner เรียกสิ่งที่เขาค้นพบว่า ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence)
ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence) เป็นทฤษฎีที่อธิบายให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายของมนุษย์ และเป็นอีกหนึ่งทฤษฎี ที่เน้นให้ครูยอมรับความแตกต่างหลากหลายของเด็ก ทั้งนี้ได้จำแนกความสามารถหรือปัญญาเป็น 8 ด้าน ประกอบด้วย
ความสามารถด้านภาษา (Linguistic Intelligence) ความสามารถด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) ความสามารถด้านเนื้อหามิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) ความสามารถด้านดนตรี (Musical Intelligence) ความสามารถด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (Bodily-Kinesthetic Intellgence) ความสามารถด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Intelligence) ความสามารถด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) ความสามารถด้านการเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) ความ รู้จากทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ทำให้มุมมองเกี่ยวกับความเก่งของมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไป มีผู้ให้ความหมายของความเก่งหรือความเป็นอัจฉริยะในมิติที่กว้างขวางครอบ คลุมหลายด้าน หรือกล่าวได้ว่าทฤษฎีพหุปัญญาเป็นทฤษฎีที่ช่วยไขความลับของการเป็นอัจฉริยะ ที่ชี้ให้เห็นความหลาหลายทางปัญญาของมนุษย์ ดังนั้น ความหมายของเด็กอัจฉริยะ น่าจะหมายถึง เด็กที่แสดงออกให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ซึ่งความสามารถอันโดดเด่น ด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านที่เกี่ยวกับสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ การสร้างงาน ทางทัศนศิลป์และศิลปการแสดง ความสามารถด้านดนตรี ความสามารถทางกีฬา รวมทั้งความสามารถทางวิชาการในสาขาใดสาขาหนึ่งหรือหลายสาขา เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กอื่นที่มีอายุระดับเดียวกัน สภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์เดียวกัน
Benjamin S. Bloom (1976) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กเป็นอัจฉริยะ ข้อสรุปที่ได้จากการวิจัยเกี่ยวกับความเป็นอัจฉริยะนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง ได้แก่
ความเป็นอัจฉริยะบังคับกันไม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ต่างก็ไม่มีใครเลี้ยงลูกเพื่อก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ คนที่เป็นอัจฉริยะมักมีประสบการณ์ที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก คนทีเป็นอัจฉริยะทุกคนล้วนแต่เป็นคนขยันและทุ่มเทกับหารทำงาน ทั้งนี้ พ่อแม่มีส่วนสำคัญในการเอื้ออำนวยด้านปัจจัยอื่นๆ การสนับสนุนที่ถูกต้องเหมาะสมของพ่อแม่ ย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนสู่ความเป็นอัจฉริยะของลูก พ่อแม่ของลูกที่เป็นอัจฉริยะล้วนแต่ต้องเป็นคนที่เสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ความเป็นอัจฉริยะต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนที่เหมาะสม จึงจะช่วยสร้างและพัฒนาความเป็นอัจฉริยะ อัจฉริยะทุกคนล้วนมีขั้นตอนสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล
จาก ข้อสรุปที่ได้จากการวิจัยของ Bloom นั้น แสดงให้เห็นว่าความเป็นอัจฉริยะสามารถสร้างให้เกิดขึ้นมาได้ ทั้งนี้มีปัจจัยสำคัญที่เป็นกลไกส่งเสริม คือ บุคคลนั้นจะต้องมีความปรารถนา มุ่งมั่น และพร้อมที่จะทุ่มเทฝึกฝนเพื่อปูทางสู่ความเป็นเลิศในด้านที่ปรารถนา หรืออาจจะมีแรงบันดาลใจขากบุคคลต้นแบบ รวมทั้งปัจจัยที่มีเกื้อหนุนหล่อเลี่ยงความเป็นเลิศที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ Brain J. Switch (1990) ที่อธิบาย ถึงความเป็นอัจฉริยะ ว่าประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ ส่วนที่ปรากฏชัดเจนภายนอก ได้แก่ความรู้และทักษะด้านต่างๆ ที่แสดงออกมาให้เห็น และส่วนที่แฝงหรือซ่อนขุมพลังอยู่ภายใน ซึ่งได้แก่ โลกทัศน์ แรงบันดาลใจ หรือแรงขับเคลื่อนจากภายใน รวมทั้งความถนัดเฉพาะด้าน ดังนั้นในการสร้างหรือพัฒนาความเป็นอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพ นอกจากจะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยังควรคำนึงถึงความสมดุลและพอเพียงขององค์ประกอบทั้งสองด้าน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ทั้งนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปศึกษาเรื่องราวในอดีตของบุคคลที่เป็นอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นไอน์สไตน์ หรือนิวตัน ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกที่มีความบกพร่องทางสังคมหรือมีอาการอ อทิสติก แต่พวกเขาไม่ย่อท้อ ทั้งไอน์สไตน์ทั้งนิวตันชอบทำงานติดต่อกันหลายวันชนิดลืมวันลืมคืน ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ใช้ความผิดปกติหรือความบกพร่องผลักดันให้เกิดมิติทางบวก หรืออัจฉริยะอีกคนหนึ่งที่ถือว่าเป็นเพชรเม็ดงามในวงการคณิตศาสตร์ คือ รามานุจัน สมาชิกราชบัณฑิตยสถานแห่งอังกฤษ ซึ่งเติบโตท่ามกลางครอบครัวที่มีความยากจนในประเทศอินเดีย รามานุจัน มีความหลงใหลในคณิตสาสตร์อย่างลึกซึ้ง แม้ไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมุ่นของเขาลดลง ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเขา เป็นที่ยอมรับและยกย่องให้เป็นอัจฉริยะ
ในสังคมแห่งการแข่งขัน โอกาสที่พ่อแม่ใกล้ชิดลูกมีน้อยลง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าลูปของตนมีความถนัดหรือพรสวรรค์ด้านไหน แนวทางการส่งเสริมลูกก็จะเป็นไปในลักษณะของการตามกระแสนิยมในสังคม ทำให้พรสวรรค์ซึ่งเป็นต้นทุนเดิมที่มีค่าของลูกเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งระบบการศึกษาในโรงเรียนที่ส่วนใหญ่จะปิดกั้นศักยภาพของเด็กเหล่านี้ ทำให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้ในสิ่งที่ยากและท้ายทาย การทดสอบแววอัจฉริยภาพจึงเข้ามามีบทบาท ทั้งนี้ ผลของการทดสอบไม่เพียงแต่จะช่วยให้ทราบว่าเด็กมีความสามารถถึงขั้นอัจฉริยะ หรือไม่ในด้านใด แต่ถ้าไม่พบแววอัจฉริยะภาพ ข้อมูลจากการทดสอบก็จะเป็นประโยชน์ที่จะบอกถึงความถนัด ความชอบหรือปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็ก
เราต้องยอมรับว่า เด็กที่มีอัจฉริยภาพสูงบางคนสามารถค้นพบศักยภาพของตนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมเช่นใด แต่ก็ยังมีเด็กที่มีอัจฉริยภาพสูงบางคนที่สามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง ก็ต่อเมื่อมีการวางแผนให้พวกเขาได้มีประสบการณ์ผ่านทางสื่อ การเรียนรู้หรือบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบดังกล่าว ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบต้องทำอย่างรัดกุม เพื่อช่วยให้เด็กเหล่านี้ค้นพบศักยภาพของตนเอง อันจะนำไปสู่การเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเด็ก
สำหรับการประเมินความสามารถเพื่อค้นหาความเป็นอัจฉริยะนั้น Gardner (1983) มีความคิดเห็นว่าต้องแยกออกจากข้อสอบมาตรฐาน โดยให้เหตุผลว่า แบบทดสอบหรือข้อสอบมาตรฐานนั้น เป็นการสุ่มตัวอย่างข้อคำถาม เพื่อวัดความสามารถทางสติปัญญาได้เพียงส่วนเล็กๆ บางส่วนเท่านั้น และมักจะไม่สัมพันธ์กับบริบทที่แท้จริงที่ใช้ความสามารถนั้นๆ ได้ตามปกติ ดังนั้น การประเมินที่ดีควรมุ่งแสวงหาทักษะแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ผลงานที่แท้จริง ของตัวบุคคล โดยใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สัมพันธ์กับสติปัญญาด้านนั้นๆ เพื่อพิจารณาว่าเมื่อบุคคลมีทางเลือกจะเลือกใช้สติปัญญาด้านใด ดังนั้น การให้บุคคลได้อยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งชักนำให้เกิดการใช้สติปัญญาหลายๆ ด้าน และพิจารณาว่าด้านใดที่ดึงดูดบุคคล และบุคคลนั้นศึกษาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ลึกซึ้งเพียงใด
มีความพยายามที่จะเชื่อมโยงระหว่าง “ความฉลาด” กับ “ความเป็นอัจฉริยะ” โดยการศึกษาข้อมูลของผู้ที่มีความฉลาดหรือ IQ สูงที่สุด ซึ่งพบว่า Marilyn Von Savant มี IQ สูงถึง 228 แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปเกี่ยวกับผลงานทั้งทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าไม่มีผลปรากฏที่ชัดเจน นอกเหนือจากการเป็นนักเขียนของนิตยสารฉบับหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่ Richard Feynman นักฟิสิกส์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและได้รับการยกย่องว่าเป็น อัจฉริยบุคคล มี IQ เพียง 122 ทั้งนี้ Joy P. Guiford (1967) นักจิตวิทยาการเรียนรู้ อธิบายเกี่ยวกับความเป็นอัจฉริยะว่าเกิดจากความสามารถในการสร้างวิธีคิดใหม่ หรืออาจจะเรียกว่า เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็ได้ และเขายังได้อธิบายต่อไปว่า อัจฉริยบุคคลมักไม่คิดและทำอะไรตามนิสัยเดิมๆ แต่จะมองทางเลือกอื่นๆ เพื่อคิดและทำใหม่ ยุทธวิธีใหม่ๆ ทางความคิดนั้น สามารถที่จะกำหนดทางเลือกได้มากมายและหลากหลาย ความคิดแบเดิมๆ นำไปสู่ทางเลือกที่จำกัดและไม่ใช่ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมทั้ง Keith D Simonton (1989) ได้กล่าวถึงความเป็นอัจฉริยะว่าเกิดขึ้นเพราะอัจฉริยะบุคคลเห่านั้น มีความสามารถในการสรรสร้างและผสมผสานแก้ปัญหาเชิงสรร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการผลักดันโครงสร้างและกลไกทางจิตวิทยาเป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึง ในอันดับต้นๆ เพราะความไม่สมดุลของอัตราการพัฒนาการของปัญญา อารมณ์ และร่างกายของอัจฉริยะบุคคล อาจส่งผลให้เกิดความเครียด และรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและไม่มีที่เหมาะสำหรับพวกเขา ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราอาจจะพบอัจฉริยบุคคล แต่มีความล้มเหลวในชีวิต
น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาในปัจจุบันของบ้านเราถูกครอบงำด้วยกระบวนการทาง ตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาตามสมัยของโลกไร้พรมแดน จนก่อให้เกิดความเสื่อมถอยในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม หลายครั้งที่สังคมต้องเจ็บปวดกับความเก่งของมนุษย์
การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หลายฝ่ายควรตระหนัก เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณธรรมจริยธรรมเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่ยั่งยืน เพราะความเก่งเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันในความสำเร็จของการดำเนินชีวิตในระยะยาว ของอัจฉริยบุคคลได้
สุดท้ายนี้ อยากจะของย้ำเตือนว่า “แนวอัจฉริยะ” ที่เด็กแต่ละคนฉายนั้น จึงไม่ได้หมายถึง แววทางด้านวิชาการเท่านั้น แต่ทุก “แวว” ที่ฉายออกมาจากตัวเด็ก คือ การเรียนรู้และพัฒนาได้ของเด็กคนนั้นๆ
ทั้งนี้ในแต่ละ “แวว” ก็จะมีความเป็นอิสระในการพัฒนาตัวเองให้เจริญงอกงาม และในขณะเดียวกันก็จะบูรณาการและเติมเต็มซึ่งกันและกัน แล้วแสดงออกเป็นเอกลักษณ์ทางปัญญาของมนุษย์แต่ละคน
โดย พุทธชาด ทองกร
ที่มาข้อมูล : วารสารวิชาการ ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2552