ขอบคุณกรณีศึกษาและคุณน้าที่ให้ความร่วมมือกับ ดร. ป๊อป ในการเรียนรู้การจัดกิจกรรมยามว่างที่ปรับปรุงการแสดงออกทางอารมณ์ในเด็กเรียนเก่งแต่มีปัญหาการปรับตัวทางสังคม (Social Adjustment Problem)

กรณีศึกษานี้น่าสนใจเพราะมีความขัดแย้งในจิตใจตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่มีปัญหาทางครอบครัว แต่ด้วยความรักและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กของคุณน้าและญาติ ทำให้กรณีศึกษานี้แสดงพฤติกรรมที่เคารพเชื่อฟังและแสดงความคิดเห็นที่เหมาะสมกับครอบครัวของคุณน้าและญาติ แต่แสดงพฤติกรรมที่ไม่พอใจเพื่อนขณะทำกิจกรรมที่เกิดความขัดแย้งในการสื่อสาร เนื่องจากกรณีศึกษามีกระบวนการคิดตรง ไม่ยืดหยุ่น มีเหตุผลเข้าข้างตนเองสูง

ดร.ป๊อป จึงตั้งสมมุติฐานว่า "ปมครอบครัวที่เกิดขึ้นในจิตใจของน้อง ส่งผลให้การพัฒนาของเด็กมีความเฉพาะเจาะจงในสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น การอ่านหนังสือจนเรียนได้เป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน การเข้าหาทำกิจกรรมร่วมกับผู้ใหญ่ การทำครัว การชกมวยคนเดียว การเล่นฟุตบอลกับคุณน้า (ที่เปรียบเสมือนคุณแม่คนเดียวของน้อง และอยากให้น้องภูมิใจจึงเรียกน้องว่า "พี่") การชอบเกมส์กับญาติรุ่นพี่ เป็นต้น ทำให้กระบวนการเรียนรู้ผ่านเซลล์กระจกเงาในการสังเกตต้นแบบที่หลากหลายแล้วประมวลผลสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมและอารมณ์ต่อเพื่อนวันเดียวกันในสถานการณ์ทางสังคมที่ขาดสัมพันธภาพ ขาดกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัติ (รู้สึกมีเป้าหมายในการทำกิจกรรม เรียนรู้คุณค่าในการทำกิจกรรม และรู้คิดเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือ หรือทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข)

เมื่อพูดคุยถึงเพื่อนสนิทของกรณีศึกษาวัย 7 ย่าง 8 ปี ก็พบว่า "น้องสามารถบอกชื่อเพื่อน 6 คนจากความทรงจำ แต่นึกไม่ออกว่า ประทับใจเพื่อนเหล่านี้ในเหตุการณ์ใด" เมื่อคุณน้าจะนำผลการเรียนที่หนึ่งมาให้ ดร. ป๊อป ดูก็พบว่า "น้องยิ้มและมีความภูมิใจให้ผมเห็นคะแนนการเรียนที่หนึ่งของน้อง" เมื่อ ดร. ป๊อป ให้ทดสอบเป็นเกมส์เกี่ยวกับกิจกรรมการรับความรู้สึกที่ทำเป็นประจำและชอบทำนาน 20 นาที ก็บ่นว่า "ไม่สนุกเลย" แต่ก็รับฟังแบบดื้อเงียบเมื่อ ดร. ป๊อป พยายามอธิบายว่า "เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความสุขความสามารถของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตของน้อง"

จากรูปกราฟ น่าสนใจที่ข้อมูลระหว่างระดับความรู้สึกที่ชอบทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Sensory Preference) ไม่สมดุลกับระดับความสามารถที่จะแสดงออกมาทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Sensory Threshold) เมื่อทั้งสองระดับต่ำกว่า 50% นั่นหมายถึง Sensory Sensitivity, SS ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดไวและส่งผลถึงการควบคุมอารมณ์เชิงลบได้ไม่ดีนักในสังคม เมื่อระดับ Sensory Preference มากกว่าหรือเท่ากับ 50% แต่ Sensory Threshold ต่ำกว่า 50% นั่นหมายถึง Sensory Avoiding, SA ทำให้เกิดความรู้สึกหลีกหนีต่อกิจกรรมที่ชอบ ทั้งๆ ที่อาจมีโอกาสได้ทำ และส่งผลถึงการระงับอารมณ์ที่ตึงเครียดเกินไป

ดังนั้นผมจึงแนะนำให้น้องและคุณน้าส่งเสริมกิจกรรมยามว่างที่มีการแสดงออกถึงความคิดผ่านการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส และการเคลื่อนไหว เพื่อการพัฒนาเชาวน์อารมณ์ที่เหมาะสมและต่อเนื่อง นั่นคือ Sensory Seeking มีความมุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมยามว่างที่สร้างสรรค์และส่งเสริมสุขภาพร่างกายและสังคม (การพัฒนาเด็กส่วนนี้สามารถฝึกฝนภายใน 6 เดือนเพื่อความพร้อมในองค์ประกอบการรับความรู้สึกและการรับรู้ในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย และใน 6 ปี เพื่อความพร้อมในองค์ประกอบการรู้คิดและเข้าใจทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และใน 12 ปี เพื่อความพร้อมในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองดีของสังคม)

เมื่อชวนให้น้องนึกถึง "กิจกรรมยามว่างที่ชอบทำมากๆ 5 อย่าง ก็นึกได้อย่างช้าๆ ต้องมีการดึงความสนใจและความเข้าใจจากคุณน้า แต่ก็ยังนึกภาพของกิจกรรมไม่ชัดเจน" คุณน้าได้แสดงความคิดเห็นว่า "อาจเป็นเพราะเคยชวนนึกกิจกรรมเพื่อไม่ให้เบื่อเวลาน้องอยู่คนเดียว แต่ขาดความต่อเนื่องในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมยามว่างที่หลากหลาย มีสถานที่ที่พักอาศัยสองรูปแบบ (คอนโดและบ้าน) ที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมยามว่างที่บ้าน และมีโอกาสทำกิจกรรมยามว่างนอกบ้านบ้างในวันหยุดสุดสัปดาห์"

เมื่อผมชวนให้น้องเตะฟุตบอล น้องก็ดูตื้นเต้นเล็กน้อย หารองเท้ากีฬาและเครื่องป้องกันการบาดเจ็บข้อเข่าอย่างครบถ้วน (แสดงถึงความเข้าใจในการป้องกันตนเองดีมาก แต่อาจไม่ยืดหยุ่นกับการเล่นฟุตบอลเป็นคู่พอได้เหงื่อ ไม่มีการปะทะกันรุนแรง ไม่เกิน 30 นาที) จากนั้น ดร. ป๊อป ชวนน้องคิดกติกา 5 ข้อ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า "จะเล่นอย่างไรถึงจะสนุก" หลายๆบทสนทนาทำให้เห็นว่า "ความคิดของน้องมุ่งไปที่ชัยชนะแบบกติกาไม่ชัดเจน" ผมต้องกระตุ้นพร้อมคุณน้าให้น้องรู้คิดกว่า 1-3 ครั้งระหว่างทำกิจกรรม จนทำให้น้องนึกกระบวนการเล่น/ทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมายและมีความหมายระหว่างตัวน้องและผู้อื่นที่ทำกิจกรรมด้วยความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยปิดกลุ่มพูดคุยว่า "กิจกรรมนี้รู้สึกอย่างไร กิจกรรมนี้ได้เรียนรู้อะไร และกิจกรรมนี้ได้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร" น้องตอบแบบกว้างๆ ด้วยสีหน้าเพิกเฉยว่า "กิจกรรมนี้รู้สึกดี ได้เรียนรู้การออกกำลังกาย และได้ให้ ดร.ป๊อป เข้าใจกติกาการเล่น" 

ผมจึงลองให้เข้ามาพักและนั่งคุยกันอีกรอบ ก่อนที่จะแสดงความคิดผ่านการเขียนกติกาการเล่นฟุตบอลอีก 5 ข้อ และสรุปการปิดกลุ่มข้างต้น น้องพอที่จะคิดอย่างยืดหยุ่น แต่บ่นว่า "นึกไม่ออก จำไม่ได้" นั่นคือการทำกิจกรรมข้างต้นยังไม่ทำให้น้องเกิด Volitional Participation (การมีส่วนร่วมทำกิจกรรมด้วยเจตจำนงค์หรือตั้งใจมองคุณค่าของการกระทำกิจกรรมที่มีความหมายในชีวิตได้)

ผมจึงลองให้คุณน้าออกแบบกิจกรรมยามว่างร่วมกับน้อง ก็ใช้เวลา 15 นาทีในการแสดงความคิดที่ยืดหยุ่นว่า "จะชกมวยที่คอนโดให้ได้ออกกำลังกาย ให้มีกติกาที่สบายๆ สำหรับผู้เล่นระหว่างน้าหลาน และให้มีความหมายในการเข้าใจตัวน้องและผู้อื่นในมุมกว้าง และดร. ป๊อป ก็ฝากการบ้านให้ลองหากิจกรรมยามว่างที่เหมาะสมในอีก 4 อาทิตย์ แล้วส่งมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านอีเมล์หรือมือถือได้ โดยเน้นกระบวนการสร้างความสุขความสามารถทางสังคม (เข้าใจผู้อื่นผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างจริงใจ หรืออาจหาโอกาสทำกิจกรรมที่ดีในสังคม เช่น น้าหลานตื่นเช้า เดินออกกำลังกายไปจ่ายตลาด มาเข้าครัวทำกับข้าว ไปทำบุญหรือไปทำทานเด็กพิการหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคม เป็นต้น)