กรณีศึกษานี้น่าสนใจเพราะมีความขัดแย้งในจิตใจตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่มีปัญหาทางครอบครัว แต่ด้วยความรักและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กของคุณน้าและญาติ ทำให้กรณีศึกษานี้แสดงพฤติกรรมที่เคารพเชื่อฟังและแสดงความคิดเห็นที่เหมาะสมกับครอบครัวของคุณน้าและญาติ แต่แสดงพฤติกรรมที่ไม่พอใจเพื่อนขณะทำกิจกรรมที่เกิดความขัดแย้งในการสื่อสาร เนื่องจากกรณีศึกษามีกระบวนการคิดตรง ไม่ยืดหยุ่น มีเหตุผลเข้าข้างตนเองสูง
ดร.ป๊อป จึงตั้งสมมุติฐานว่า "ปมครอบครัวที่เกิดขึ้นในจิตใจของน้อง ส่งผลให้การพัฒนาของเด็กมีความเฉพาะเจาะจงในสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น การอ่านหนังสือจนเรียนได้เป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน การเข้าหาทำกิจกรรมร่วมกับผู้ใหญ่ การทำครัว การชกมวยคนเดียว การเล่นฟุตบอลกับคุณน้า (ที่เปรียบเสมือนคุณแม่คนเดียวของน้อง และอยากให้น้องภูมิใจจึงเรียกน้องว่า "พี่") การชอบเกมส์กับญาติรุ่นพี่ เป็นต้น ทำให้กระบวนการเรียนรู้ผ่านเซลล์กระจกเงาในการสังเกตต้นแบบที่หลากหลายแล้วประมวลผลสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมและอารมณ์ต่อเพื่อนวันเดียวกันในสถานการณ์ทางสังคมที่ขาดสัมพันธภาพ ขาดกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัติ (รู้สึกมีเป้าหมายในการทำกิจกรรม เรียนรู้คุณค่าในการทำกิจกรรม และรู้คิดเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือ หรือทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข)
เมื่อพูดคุยถึงเพื่อนสนิทของกรณีศึกษาวัย 7 ย่าง 8 ปี ก็พบว่า "น้องสามารถบอกชื่อเพื่อน 6 คนจากความทรงจำ แต่นึกไม่ออกว่า ประทับใจเพื่อนเหล่านี้ในเหตุการณ์ใด" เมื่อคุณน้าจะนำผลการเรียนที่หนึ่งมาให้ ดร. ป๊อป ดูก็พบว่า "น้องยิ้มและมีความภูมิใจให้ผมเห็นคะแนนการเรียนที่หนึ่งของน้อง" เมื่อ ดร. ป๊อป ให้ทดสอบเป็นเกมส์เกี่ยวกับกิจกรรมการรับความรู้สึกที่ทำเป็นประจำและชอบทำนาน 20 นาที ก็บ่นว่า "ไม่สนุกเลย" แต่ก็รับฟังแบบดื้อเงียบเมื่อ ดร. ป๊อป พยายามอธิบายว่า "เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความสุขความสามารถของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตของน้อง"

จากรูปกราฟ น่าสนใจที่ข้อมูลระหว่างระดับความรู้สึกที่ชอบทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Sensory Preference) ไม่สมดุลกับระดับความสามารถที่จะแสดงออกมาทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Sensory Threshold) เมื่อทั้งสองระดับต่ำกว่า 50% นั่นหมายถึง Sensory Sensitivity, SS ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดไวและส่งผลถึงการควบคุมอารมณ์เชิงลบได้ไม่ดีนักในสังคม เมื่อระดับ Sensory Preference มากกว่าหรือเท่ากับ 50% แต่ Sensory Threshold ต่ำกว่า 50% นั่นหมายถึง Sensory Avoiding, SA ทำให้เกิดความรู้สึกหลีกหนีต่อกิจกรรมที่ชอบ ทั้งๆ ที่อาจมีโอกาสได้ทำ และส่งผลถึงการระงับอารมณ์ที่ตึงเครียดเกินไป
ดังนั้นผมจึงแนะนำให้น้องและคุณน้าส่งเสริมกิจกรรมยามว่างที่มีการแสดงออกถึงความคิดผ่านการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส และการเคลื่อนไหว เพื่อการพัฒนาเชาวน์อารมณ์ที่เหมาะสมและต่อเนื่อง นั่นคือ Sensory Seeking มีความมุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมยามว่างที่สร้างสรรค์และส่งเสริมสุขภาพร่างกายและสังคม (การพัฒนาเด็กส่วนนี้สามารถฝึกฝนภายใน 6 เดือนเพื่อความพร้อมในองค์ประกอบการรับความรู้สึกและการรับรู้ในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย และใน 6 ปี เพื่อความพร้อมในองค์ประกอบการรู้คิดและเข้าใจทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และใน 12 ปี เพื่อความพร้อมในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองดีของสังคม)
เมื่อชวนให้น้องนึกถึง "กิจกรรมยามว่างที่ชอบทำมากๆ 5 อย่าง ก็นึกได้อย่างช้าๆ ต้องมีการดึงความสนใจและความเข้าใจจากคุณน้า แต่ก็ยังนึกภาพของกิจกรรมไม่ชัดเจน" คุณน้าได้แสดงความคิดเห็นว่า "อาจเป็นเพราะเคยชวนนึกกิจกรรมเพื่อไม่ให้เบื่อเวลาน้องอยู่คนเดียว แต่ขาดความต่อเนื่องในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมยามว่างที่หลากหลาย มีสถานที่ที่พักอาศัยสองรูปแบบ (คอนโดและบ้าน) ที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมยามว่างที่บ้าน และมีโอกาสทำกิจกรรมยามว่างนอกบ้านบ้างในวันหยุดสุดสัปดาห์"
เมื่อผมชวนให้น้องเตะฟุตบอล น้องก็ดูตื้นเต้นเล็กน้อย หารองเท้ากีฬาและเครื่องป้องกันการบาดเจ็บข้อเข่าอย่างครบถ้วน (แสดงถึงความเข้าใจในการป้องกันตนเองดีมาก แต่อาจไม่ยืดหยุ่นกับการเล่นฟุตบอลเป็นคู่พอได้เหงื่อ ไม่มีการปะทะกันรุนแรง ไม่เกิน 30 นาที) จากนั้น ดร. ป๊อป ชวนน้องคิดกติกา 5 ข้อ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า "จะเล่นอย่างไรถึงจะสนุก" หลายๆบทสนทนาทำให้เห็นว่า "ความคิดของน้องมุ่งไปที่ชัยชนะแบบกติกาไม่ชัดเจน" ผมต้องกระตุ้นพร้อมคุณน้าให้น้องรู้คิดกว่า 1-3 ครั้งระหว่างทำกิจกรรม จนทำให้น้องนึกกระบวนการเล่น/ทำกิจกรรมอย่างมีเป้าหมายและมีความหมายระหว่างตัวน้องและผู้อื่นที่ทำกิจกรรมด้วยความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยปิดกลุ่มพูดคุยว่า "กิจกรรมนี้รู้สึกอย่างไร กิจกรรมนี้ได้เรียนรู้อะไร และกิจกรรมนี้ได้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร" น้องตอบแบบกว้างๆ ด้วยสีหน้าเพิกเฉยว่า "กิจกรรมนี้รู้สึกดี ได้เรียนรู้การออกกำลังกาย และได้ให้ ดร.ป๊อป เข้าใจกติกาการเล่น"
ผมจึงลองให้เข้ามาพักและนั่งคุยกันอีกรอบ ก่อนที่จะแสดงความคิดผ่านการเขียนกติกาการเล่นฟุตบอลอีก 5 ข้อ และสรุปการปิดกลุ่มข้างต้น น้องพอที่จะคิดอย่างยืดหยุ่น แต่บ่นว่า "นึกไม่ออก จำไม่ได้" นั่นคือการทำกิจกรรมข้างต้นยังไม่ทำให้น้องเกิด Volitional Participation (การมีส่วนร่วมทำกิจกรรมด้วยเจตจำนงค์หรือตั้งใจมองคุณค่าของการกระทำกิจกรรมที่มีความหมายในชีวิตได้)
ผมจึงลองให้คุณน้าออกแบบกิจกรรมยามว่างร่วมกับน้อง ก็ใช้เวลา 15 นาทีในการแสดงความคิดที่ยืดหยุ่นว่า "จะชกมวยที่คอนโดให้ได้ออกกำลังกาย ให้มีกติกาที่สบายๆ สำหรับผู้เล่นระหว่างน้าหลาน และให้มีความหมายในการเข้าใจตัวน้องและผู้อื่นในมุมกว้าง และดร. ป๊อป ก็ฝากการบ้านให้ลองหากิจกรรมยามว่างที่เหมาะสมในอีก 4 อาทิตย์ แล้วส่งมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านอีเมล์หรือมือถือได้ โดยเน้นกระบวนการสร้างความสุขความสามารถทางสังคม (เข้าใจผู้อื่นผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างจริงใจ หรืออาจหาโอกาสทำกิจกรรมที่ดีในสังคม เช่น น้าหลานตื่นเช้า เดินออกกำลังกายไปจ่ายตลาด มาเข้าครัวทำกับข้าว ไปทำบุญหรือไปทำทานเด็กพิการหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคม เป็นต้น)
เป็นกิจกรรม ที่ดี ครับ
ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์ JJ
ขอบคุณครับพี่โอ๋
ขอบคุณมากค่ะ อ.ป๊อบ ขออนุญาตส่วนตัวนิดหนึ่งนะคะตอนนี้กำลังทำทุกอย่างให้เป็นกิจกรรมแบบที่อ.ป๊อบแนะนำเพื่อให้น้องเค้ากระตุ้นในสิ่งที่เริ่มต้นทำเมื่อวันเสาร์ ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวัน ก็จะให้เค้าตั้งกติกาว่าเค้าต้องทำให้ได้แค่ไหนยังไงบ้างแล้วเราจะมีอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนกัน เช่น สะสมคะแนน เพื่อ .... ส่วนเจ้าตัวถามหาอ.ป๊อบแต่เช้าเลยค่ะ (วันอาทิตย์) "ผมอยากให้น้า ป๊อบมาที่บ้านอีกครับ" ก็เลยตอบไปว่า เราน่าจะได้เจอน้าป๊อบเดือนหน้าครับ ส่วนเมื่อวันอาทิตย์ได้ไป ขี่จักรยานที่สวนสาธารณะในศาลากลางจังหวัด และเล่นเครื่องออกกำลังกาย ได้เพื่อนใหม่อีก 2-3 คน ดูเค้าโอเคดีค่ะ กลับมาถึงบ้านให้เค้าสรุปอย่างที่อ.ป๊อบแนะนำค่ะ ส่วนช่วงกลางวันได้เตะฟุตบอลกับคุณตาด้วยกติกาเดิมแต่เล่นนานกว่าเดิมค่ะ ในช่วงเย็นในชกกระสอบกับคุณน้าอีกคน แต่ยังไม่ได้เขียนสรุปเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับความก้าวหน้าของน้องครับคุณ soros แล้วไว้จะหาโอกาสไปพบน้องอีกครับ
ขอบคุณมากครับคุณ soros ที่รายงานความก้าวหน้า พร้อมกับคำแนะนำจาก ดร. ป๊อป ตามลำดับจากปัจจุบันถึงหลังจากนั้น ดังนี้
22 เมษายน 2554 20:09:33
เรียน คุณ...
เท่าที่อ่านรายงานความคืบหน้าของน้อง... แสดงว่า การจัดกิจกรรมทางสังคมระหว่างครอบครัว ญาติ และน้อง... มีส่วนช่วยพัฒนาความคิดและความเข้าใจได้น่าประทับใจ
ควรจัดกิจกรรมอย่างนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อเดือน โดยอาจกระตุ้นให้น้อง...เป็นผู้นัดหมายและคิดวางแผนรับผิดชอบบางขั้นตอนของกิจกรรมได้ เช่น คิดกติกาการเล่นเกมส์ คิดกิจกรรมเตรียมอาหารไปปิคนิคที่สวนรถไฟ เป็นต้น กิจกรรมที่ควรกระตุ้นน้อง...เพิ่มคือ การรับผิดชอบดูแลตนเองในเรื่องทำงานบ้าน ซักผ้าของตนเอง รดน้ำต้นไม้ เลี้ยงปลา ช่วยเตรียมเครื่องครัว หาเวลาไปทำบุญเด็กด้อยโอกาส อัดเสียงให้คนตาบอด การเรียนดนตรี/กีฬากับเพื่อนวัยเดียวกัน เป็นต้น ที่สำคัญการสรุปบทเรียนผ่านการเขียนบันทึกความดีก็คงต้องทำให้เป็นนิสัย
ข้อแนะนำคือ หากมีผู้ร่วมทำกิจกรรมเป็นผู้หญิง ก็ไม่จำเป็นต้องเตะฟุตบอลเสมอไป ต่างคนต่างมีตัวเลือกทำกิจกรรมออกกำลังกายได้หลากหลาย เช่น เล่นวิ่งเปรี้ยวเป็นคู่ เล่นแบดบินตัน เดินชมธรรมชาติ ฯลฯ และบางครั้งลองปล่อยให้น้อง...อิสระบ้าง ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นมากเกินไปในทุกกิจกรรม ลองลดลงเพียง 1-2 ครั้งในการกระตุ้น หากไม่ทำก็ตั้งเงื่อนไขในการลดเวลาในการทำกิจกรรมครั้งต่อไปได้ เช่น วันนี้ไม่ยอมทำการบ้านในเวลา 1 ชม. ก็จะเหลือการเล่นกิจกรรมจากเดิม 2 ชม. เหลือ 1 ชม. เป็นต้น
ผมต้องขออภัยที่ไม่สามารถไปเยี่ยมได้ตามที่เคยนัดไว้วันที่ 23 เม.ย. เนื่องจากติดธุระเกี่ยวกับการเตรียมสอนและวิจัยช่วงวันหยุด สำหรับโครงการหมออาสา มาหานะเธอ ก็ได้นัดหมายและติดตามเฉพาะกรณีศึกษาที่มีปัญหาที่ยากทางการแพทย์และจำเป็นต่อการให้โปรแกรมมากกว่า 1 ครั้ง ขณะนี้ก็เหลือเพียง 5 กรณีศึกษาที่ติดตามไปเยี่ยมในวันหยุด 1 ครั้งต่อ 1-2 เดือน จนถึงวัยเรียน นอกนั้นอีก 15 กรณีศึกษา (รวมทั้งน้องเอี่ยม) ไม่ต้องติดตามผลแบบไปเยี่ยมบ้านแล้ว เพราะได้เห็นความก้าวหน้าของการจัดกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่น้องปรับตัวได้แล้ว
ลองติดตาม นิตยสารชีวจิต เล่มรายปักษ์ล่าสุด 16 เม.ย. - 1 พ.ค. จะมีรายละเอียดโครงการหมออาสา มาหานะเธอ ครับ
หากมีปัญหาใดๆ ยินดีตอบทางอีเมล์หรือมือถือได้เสมอครับ
ขอบคุณมากครับ
อ.ป๊อป
21 Apr 2011 11:04:43
เรียน อ. ป๊อบ
หายไปนานเลยค่ะ พอดีว่าช่วงนี้งานยุ่งมากด้วย
ส่วนกิจกรรมของเด็กน้อยตอนนี้ทุกวันอาทิตย์จะรวมก๊วนไปทำกิจกรรมที่สวนรถไฟค่ะ
เค้าสนุกมาก สัปดาห์ก่อนสงกรานต์ ได้เล่นเตะฟุตบอลตามกติกากับผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด
(ที่บ้านมีแต่ผู้หญิงน่ะคะ) แต่เค้า happy มากค่ะ ไม่ยอมเลิก ทั้ง ๆ ที่ พี่ ป้า น้า ยาย หอบไม่ไหวแล้ว
ส่วนพฤติกรรมการแกล้งเพื่อน ดูเหมือนจะน้อยลง แต่ก็พยายามถามและคุยกับเค้าตลอดในเรื่องนี้นะคะ
แต่ในเรื่องทั่ว ๆ ไป ก็ยังต้องกระตุ้นกันตลอดเวลา โดยเฉพาะการทานอาหารเช้า และ กลางวัน
ไม่ทราบว่าที่อ. ป๊อบ นัดไว้ว่าจะมา 23 เม.ย. นี้ confirm มั้ยค่ะ รบกวน อ.ป๊อบช่วยตอบด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
น้าน้อง...
Sun, 6 Mar 2011 04:00:27
เรียน อ. ป๊อบ
ได้อ่านคำแนะนำแล้ว ขอบคุณมากค่ะ ส่วนแผนการวันนี้ล้มเหลว เพราะเด็กไม่ตื่นค่ะ
ถ้าเป็นอย่างนี้เราควรกระตุ้นมากน้อยแค่ไหนค่ะ
ส่วนแผนการในช่วงปิดเทอมจะให้เรียน ว่ายน้ำวันละ 1 ชั่วโมง
เรียน เทควันโด วันละ 3 ชั่วโมงค่ะ (แบ่งเป็น 2 ช่วง ๆละ 1 ชั่วโมง 30 นาที) จะหนักไปมั้ยค่ะ
รายละเอียดของเทควันโด คือ ให้เค้าไปต่อของเดิมที่เรียนอยู่แล้ว แต่พักไปประมาณ 3 เดือนแล้วค่ะ
ใน 1 ช่วงที่เรียน จะมีการวอร์มประมาณ 15-20 นาที ซ้อม ท่ารำและท่าต่อสู้ 30-40 นาที ส่วนที่เหลือจะเป็น
การเล่มเกมส์กับเพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันโดยอยู่ในการควบคุมของโค้ช ซึ่งที่ผ่านมาเค้าจะชอบช่วงนี้มากเป็นพิเศษ
หมดเวลาจะได้พักประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วเรียนต่อในรอบถัดไปค่ะ ซึ่งโปรแกรมนี้จะใช้ถึง 25 มีนาคม ส่วนหลังจากนั้น
จะมีเรียนซัมเมอร์ค่ะ รายละเอียดของซัมเมอร์ ช่วงเช้าประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นวิชาการ ภาคบ่ายประมาณ 2 ชั่วโมง
เป็นกิจกรรมชมรม อาจจะมีเป็นศิลปะ กีฬา คอมพิวเตอร์สลับกันไปค่ะ
ตอนเย็นก็ว่าจะให้ไปเรียน เทควันโดต่ออีกวันละ ชั่วโมงครึ่ง จะจบกิจกรรมประมาณ 5 โมงเย็น ค่ะ หนักมากไปมั้ยค่ะ
อ.ป๊อบมีความคิดอย่างไรช่วยแนะนำด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
Sun, 6 Mar 2011 09:46:10
เรียน คุณ...
จากข้อมูลที่สรุปมานั้น ผมคิดว่า น้อง...มีแรงจูงใจและแรงบันดาลในการทำกิจกรรมเพื่อผู้อื่นมากขึ้น แต่พยายามให้น้องรับรู้ความสามารถของตนเองโดยการเรียนรู้ปัญหาในขั้นตอนการทำกิจกรรมที่เกินความสามารถได้ คุณน้าลองเปิดโอกาสในการทำกิจกรรมที่เกินความสามารถเป็นบางขั้นตอนโดยที่คุณน้าช่วยบ้าง เมื่อน้องเรียนรู้ความผิดพลาดโดยมีคุณน้าชี้แนะก็จะทำให้น้องลดความมั่นใจในตนเองมากเกินไปได้
สำหรับปมปัญหาที่น้องได้สนทนาเรื่องคุณแม่ ตรงนี้เป็นเรื่องดีที่น้องได้ไว้ใจและซักถามกับคุณน้าถึงเรื่องส่วนตัว ใจเย็นๆ ที่จะตอบกลับด้วยความคิดบวก เช่น คุณแม่มีปัญหากับคุณยายและให้น้องเอี่ยมวิเคราะห์อารมณ์และพฤติกรรมของคุณแม่ของเค้าได้ว่า ถ้าน้อง...เป็นคุณแม่ จะทำตัวอย่างไร หรือถ้าน้อง...เป็นคุณยาย จะทำตัวอย่างไร และควรจัดสิ่งแวดล้อมหรือกิจกรรมที่ดีในการนัดคุณแม่ของน้อง...มาสนทนากับลูกให้มีความคิดบวกบ้าง (ถ้าทำได้)
ตอนนี้ ลองติดตามดูว่าน้อง...จะบันทึกความดีของตนเองผ่านสมุด ในแต่ละสัปดาห์ได้ด้วยตนเองหรือไม่ คุณ...ลองเตือนบ้างไม่เกิน 3 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องบันทึกทุกๆ วันแล้ว เพราะน้องมีความตั้งใจที่ดีขึ้น เข้าหาสังคมมากขึ้น
กิจกรรมที่คุณ...ควรวางแผนกับน้อง...ในการทำบุญและการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น เด็กพิการ ก็เป็นกิจกรรมที่น้องเอี่ยมจะสะท้อนความคิดเชิงบวกมากขึ้น ตลอดจนหากิจกรรมกีฬาที่เล่นเป็นทีมโดยปรึกษาคุณครู (ค่อยๆ ชวนทำกิจกรรม อย่าเร่งรัดน้อง) คุณน้าลองชวนน้องสนทนากับผู้อื่นๆ เช่น เพื่อนที่เล่นด้วยกัน พระที่ไปทำบุญ ฯลฯ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลและผมจะโทรนัดไปเยี่ยมบ้านอีกครั้ง ประมาณ 23 เมษายน ครับ
อ.ป๊อป
Sat, 5 Mar 2011 16:16:00
เรียน อ.ป๊อบค่ะ
ไม่ได้รายงานความคืบหน้าให้ น้าป๊อบทราบเลย เนื่องจากคุณน้างานยุ่งมากเลยค่ะ ส่วนคุณหลานเพิ่งสอบเสร็จเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ในช่วงสัปดาห์แรกที่เริ่มทำกิจกรรมที่ อ. ป๊อบแนะนำเค้ามีความกระตือรือร้นมากแต่มีเวลาให้เค้าน้อยไปหน่อยค่ะ เลยไม่ค่อยได้ทำทุกวัน
เพราะอยากให้เค้าให้เวลากับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ น้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่ทำมันเยอะเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้หรือเปล่า
แต่ที่ผ่านมาได้เข้าไปพบคุณครูประจำชั้นเลยได้พูดคุยเกี่ยวกับตัวเค้าเวลาอยู่ในห้องเรียนเพิ่มมากขึ้น คุณครูรายงานว่า เค้าดูไม่ค่อยตั้งใจเรียน
ในชั่วโมงซักเท่าไหร่ เพราะมั่นใจว่าตัวเองยังไงก็สอบได้ที่หนึ่ง แม้คุณครูจะเตือนแล้วว่าเทอมนี้เพื่อน ๆ ตั้งใจเรียนกันมากขึ้นนะ ถ้าเอี่ยมไม่ตั้งใจ
ไม่ได้นะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เค้าตั้งใจมากขึ้น
ในวันจันทร์แรกหลังจาก อ.ป๊อบมาเราได้คุยกันเรื่องของการช่วยเหลือ เค้ามีความพยายามที่จะทำให้ส่วนนี้มากขึ้น
เช่นช่วยน้าเก็บจาน ช่วยหิ้วของ อยากช่วยทำกับข้าว (ซึ่งเกินความสามารถ) ก่อนหน้าก็ทำอยู่บ้างแต่ต้องเรียก แต่พักหลังจะเป็น
แบบเสนอตัวรวมไปถึงช่วยสอนเพื่อนทำการบ้าน แต่พอครูสรุปให้ฟังแล้วดูเหมือนว่าจะไปเจ้ากี้เจ้าการ กวนเพื่อนมากกว่าช่วย
ออกแนววุ่นวายจนเพื่อนไม่ชอบ ตรงนี้คงต้องปรับกันอีกพักใหญ่ (ขอคำแนะนำเพิ่มเติมด้วยนะคะ)
มีประเด็นที่อยากปรึกษาอ.ป๊อบเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
วันอาทิตย์แรกหลังอ.ป๊อบมา เราก็ไปออกกำลังกายกันตามปกติ ขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน อยู่ดี ๆ เค้าก็ถามน้าขึ้นมาว่า
เค้ารู้นะว่าทำไมเค้าต้องเรียกเราว่าน้า เราก็ถามเค้าว่าทำไมหล่ะ เค้าตอบว่า ก็เพราะน้าแอ้ เป็นน้องของแม่ไง เราก็เริ่มงง ๆ ว่า
มาไม้ไหนกันเนี่ย เพราะปกติเค้าจะไม่เค้าคุยเรื่องแม่ซักเท่าไหร่ ตรงนี้ต้องขอขยายความซักเล็กน้อยนะคะ เนื่องจากก่อนหน้าที่
แม่เค้าจะไม่อยู่บ้าน มีการทะเลาะกัน เสียงดังกัน เนื่องจากแม่เค้าเสียงดังใส่ยาย เพราะยายบ่นเรื่องใช้หลานทำงานที่มันเกิน
ความสามารถที่เค้าจะทำ พอเราเห็นเข้าเราก็เลยเข้าไปปราม ก็เลยมีปากมีเสียงกัน (โดยปกติถ้าเค้าไม่อยู่บ้านเราก็อยู่ด้วย
ความสงบสุข อันนี้เป็นความคิดเราเอง แต่พอแม่เค้าเข้าบ้านมา ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเปลี่ยนเป็นอีกด้านหนึ่ง)
ซึ่งเค้าอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ช่วงที่แม่เค้าออกจากบ้านไปก็หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เป็นปีเหมือนกันนะคะ
แต่เคยได้ยินแม่ลูกเค้าคุยกันถามกัน ว่าทำไม่แม่ไม่ค่อยกลับบ้าน (เป็นช่วงที่ไป ๆ กลับ ๆ) แล้วแม่เค้าตอบลูกเค้าว่า
เพราะเราไล่เค้าออกจากบ้าน เลยทำให้เรารู้สึก สิ่งที่เค้าได้ยินได้ฟังวันนั้นรวมถึงการพูดคุยระหว่างแม่กับลูก มันยังอยู่ในความ
รู้สึกนึกคิดของเค้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้บางสิ่งบางอย่างเค้าไม่เปิดเผยกับเราทั้งหมด (ตรงนี้เราควรปรับเค้าหรือไม่อย่างไรค่ะ)
เราเองก็อยากรู้ว่าเค้ารู้สึกอย่างไรกับพ่อแม่ เพราะการเรียนในระดับนี้ส่วนใหญ่ก็จะมีการพูด การเล่า การถาม เกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่อยู่เสมอ
แล้วเค้าเองก็ไม่ค่อยเปิดกับเราเท่าไหร่ ส่วนงานที่อ. ป๊อบฝากไว้ คาดว่าสัปดาห์นี้เราคงได้เริ่มกันแบบเต็มที่ค่ะ
แต่ก็จะต้องปรับกันทุก 2-3 วัน เพราะว่าพอเป็นกิจกรรมซ้ำเดิม การเขียนก็จะสั้นลงทุก ๆ วัน ค่ะ
แต่โดยส่วนใหญ่เราจะไม่ค่อยวางแผนล่วงหน้ากันนานมาก เช่น พรุ่งนี้เราจะไปออกกำลังกายเราก็จะคุยกันคืนนี้
เพื่อให้เค้าเตรียมตัวตื่นในวันพรุ่งนี้ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่วันเสาร์ อาทิตย์ ก็จะไปวิ่ง+ขี่จักรยานที่สวนสาธารณะ ในศาลากลางจังหวัด
ก็จะได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ หลายวัย ซึ่งโดยส่วนใหญ่เค้าก็รอคอยที่จะไปค่ะ สัปดาห์ว่าจะเพิ่มเรื่องไปเลี้ยงปลากับทำบุญที่วัดด้วยค่ะ
พอกลับมาเค้าจะก็ให้เค้าสรุปกิจกรรมที่ไปทำอย่างที่อ.ป๊อบให้ pattern ไว้ค่ะ วันนี้ขอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
คุณ soros ได้รายงานกรณีศึกษาต่อดังนี้
เรียน อ.ป๊อบ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำแนะนำ พอดีว่า วันนี้ถึงคิวไปพบคุณหมอพอดีค่ะ ก็เลยได้เล่าให้คุณหมอฟัง
เกี่ยวกับ อารมณ์และการตอบสนองของน้องเอี่ยมในช่วงที่ผ่านมา
ซึ่งคุณหมอให้ความเห็นว่าเค้ามีการตอบสนองทางอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง
และมุ่งที่จะไปให้ถึงเป้าหมายโดยไม่สนใจอะไรเลย
คุณหมอเลยอยากให้เพิ่มในเรื่องของการใช้แรงให้มากขึ้นค่ะ
ส่วนภาวะทางอารมณ์ในช่วงปิดเทอมที่ ผ่านมาดูเหมือนว่าเค้าจะควบคุมได้ดีขึ้น หรือยังไม่มีปัจจัยมากระทบ
ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่ในทุก ๆ เย็น เราจะมีการคุยกันว่าวันนี้เค้าเล่นอะไรกับเพื่อนบ้างเพื่อให้เค้าได้
พูดคุยหรือระบายอะไร ต่ออะไรให้เราฟังบ้างนะคะ ส่วนคำแนะนำที่ได้รับในวันนี้จะลองจัดโปรแกรมดูค่ะ
แล้วจะได้รายงานผลให้ทราบต่อไปค่ะ อ๋อขอรายงานผลการเรียนสำหรับภาค 2 ของ ป. 2 ค่ะ
ว่าสอบได้ที่ 1 อีกแล้ว มีคะแนนดังนี้ ภาษาไทย 86 คะแนน จากเดิม 91 คะแนน คณิตศาสตร์ 91 คะแนน จากเดิม 94 คะแนน
วิทยาศาสตร์ 93 คะแนน จากเดิม 91 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 94 คะแนน จากเดิม 83 คะแนน
ประวัติศาสตร์ 94 คะแนน จากเดิม 89 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา 89 คะแนน จากเดิม 89 คะแนน
ศิลปะ 90 คะแนน จากเดิม 88 คะแนน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 88 คะแนน จากเดิม 82 คะแนน
ภาษาอังกฤษ 90 คะแนน จากเดิม 89 คะแนน และ conversation 95 คะแนน จากเดิม 89 คะแนน
โดยสรุปคะแนนรวมของเทอม 2 ก็ยังเป็นที่ หนึ่ง ค่ะ แต่ได้มีการสอบถามคุณครูประจำชั้นเพิ่มเติมคือ จริง ๆ แล้ว
คะแนนปลายภาคของเอี่ยม เป็นที่ สอง ค่ะ แต่เนื่องจากคะแนนตอนกลางภาค และคะแนนเก็บระหว่างเทอม ยังดีอยู่
จึงทำให้เค้ายังรักษาที่ หนึ่ง ไว้ได้เหมือนเดิม แต่ในส่วนนี้ก็ได้อธิบายให้เค้าฟังนะคะว่าการที่เค้าตั้งใจเรียนให้ห้องน้อยลง
และไม่ตั้งในอ่านหนังสือในช่วงเตรียมตัวสอบ มึความประมาทในการทำข้อสอบ ก็เลยทำให้คะแนนเค้าได้น้อยลงกว่าเพื่อน
ก็ดูเหมือนว่าเค้าจะเสียความมั่นใจไปเล็กน้อยค่ะ แต่ก็บอกเค้าเสมอว่าเราจะเริ่มต้นกันใหม่ และทุกคนจะช่วยกัน
ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปค่ะ
รายงานแค่นี้ก่อนนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณมากครับพี่ อ.ดร.ขจิต