อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ตีพิมพ์เรื่อง "น้ำท่วมกับนักค้าไม้(เถื่อน)ในลุ่มน้ำโขง" ในเว็บไซต์ "ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี"

เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงคำกล่าวของท่านพระอาจารย์ซอน เซน ชาวกัมพูชาที่เข้ามาศึกษาในไทย (วัดท่ามะโอ ลำปาง) และศึกษาต่อในพม่า

ท่านกล่าวว่า "เมืองไทยนี้ดี มีต้นไม้ มีหลอดไฟ" ประมาณปี 2544 และอธิบายว่า มีการตัดไม้ทำลายป่าในกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ 2 ข้างถนนไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ และเมืองไทยก็พัฒนาไปไกลจนมีไฟฟ้าใช้เกือบทั่วประเทศแล้ว
.
องค์การสืบสวนสภาพแวดล้อม (EIA) ลอนดอน อังกฤษ (UK) รายงานว่า มีการตัดไม้ทำลายป่าในลาว ส่งออกไปเวียดนามประมาณ 450,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ปี ในช่วงปี 2006-2010 หรือ พ.ศ. 2549-2553 เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก ซึ่งเวียดนามเพิ่มมูลค่าไม้ได้ประมาณ 10 เท่า
.
EIA ประมาณการณ์ว่า ยอดการส่งออกไม้ของลาวไปจีน เวียดนาม และไทยรวมกัน น่าจะอยู่ที่ระดับ 1 ล้าน ลบ.ม./ปี
.
พื้นที่ป่าไม้ในลาวลดลงไปเรื่อยๆ จาก 48% (1992 - พ.ศ. 2543) เป็น 41% (1998 - พ.ศ. 2551) และท่าน รมต.คำอ้วน บุปผากล่าวเร็วๆ นี้ว่า ปัจจุบันเหลือ 35%
.
องค์การอาหารและเกษตร สหประชาชาติ (FAO) และองค์การ Global Witness รายงานว่า กัมพูชามีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่น้อยกว่า 35% ทำให้ลาวและกัมพูชาเป็นมหาอำนาจด้าน "ความยากจนป่าไม้"
.
พม่ามีพื้นที่ป่า = 50.3% ในปี 2003 - พ.ศ. 2548 และตัดไม้ส่งออกจีน-ไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ [ FAO ] ; [ aseanbiodiversity ]
.
ไทยเรามีพื้นที่ป่าในยุครัชกาลที่ 5 หรือประมาณ 100 ปีก่อน = 70%, และน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเหลือพื้นที่ป่า 34% ในปี 2553 [ ch 7 ]
.
ปี 2553 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ของไทย คือ พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 0.1% = 3 แสนไร่เศษ [ ch 7 ]
.
กลไกที่เป็นไปได้ คือ คนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า มีการใช้วัสดุทดแทนไม้เพิ่มขึ้น นำเข้าไม้แทนการตัดไม้ในประเทศ (ตรงนี้ถ้าลดได้จะดีมาก), และปลูกป่าทดแทน
.
มีความเป็นไปได้ว่า การที่สัดส่วนภาคอุตสาหกรรม-บริการในไทยขยายตัว และภาคเกษตรหดตัว ทำให้คนมีงานทำมากขึ้น และการเพิ่มประชากรในเขตเมือง ทำให้การตัดไม้ทำลายป่าลดลง
.
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ประเทศเขตร้อนควรมีพื้นที่ป่า 40% จึงจะป้องกันภาวะน้ำท่วมสลับฝนแล้ง และการเกิดทะเลทรายได้ในระยะยาว ทำให้ทั้งไทย-ลาว-กัมพูชามีชะตากรรมเสี่ยงตรงนี้คล้ายๆ กัน
.
ประสบการณ์จากอาฟริกาใต้พบว่า เขตที่คนรวยอยู่มักจะมีพื้นที่บ้าน-ถนนกว้างกว่า, มีต้นไม้ในเขตเมืองมากกว่าเขตที่คนจนอยู่อาศัย ทำให้เกิดแนวคิดในการส่งเสริมปลูกต้นไม้ในเมือง
.
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีกฏหมายลดภาษีที่ดินให้บ้านที่มีต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกต่อเนื่อง 3 ปีขึ้นไป (กำหนดให้ปลูกไว้อย่างน้อยเท่านั้นเท่านี้ต้นต่อพื้นที่) น่าจะเพิ่มพื้นที่ "ต้นไม้ปกคลุม" ได้อย่างรวดเร็ว
.
ประสบการณ์จากญี่ปุ่นพบว่า ถ้าสนับสนุนให้คนในเมืองปลูกต้นไม้ใบหญ้ามากพอ, เมืองจะเย็นลงได้ประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส
.
มีการศึกษาพบว่า ถ้าบ้านแถบใดมีต้นไม้มาก-คนมักจะเป็นโรคหอบหืดลดลง" ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวดีๆ แบบนี้สิงคโปร์พัฒนาไปเป็น 'green city' หรือ "มหานครสีเขียว" ทำให้ภาพพจน์ด้านการท่องเที่ยว-ลงทุนดีขึ้นมานานแล้ว
.
ถ้าเมืองไทยพัฒนาไอเดียพื้นที่ "ต้นไม้ปกคลุก (green covering areas)" ได้, เราอาจจะพัฒนาไปเป็นชาติที่มีสุขภาพดี และส่งเสริมการท่องเที่ยว-ลงทุนได้มากมายในระยะยาว
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.
 > [ Twitter ]