วันหนึ่งข้าพเจ้ามีโอกาสได้อ่านวารสาร สื่อพลังงาน ของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ฉบับที่ 1 ปีที่ 18 ถ้อยคำที่อ่านยังวนเวียนอยู่ในจิตใจตลอดมา โดยเฉพาะคำว่า เพราะโลกต้องการความช้า ฟังดูแล้วมันสวนกระแสกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก วันนี้เพราะคำแนะนำของ ดร.สุรเชต น้อยฤทธิ์ อาจารย์ผู้สอนนิสิต ป.โท บริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นผู้เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้ามีโอกาสเปิดมุมมองของตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากมุมมองต่างๆของเพื่อนมนุษย์ ข้าพเจ้าเลยมีโอกาสหยิบวารสารฉบับที่กล่าวถึงมาอ่านทบทวน และคิดแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้มีโอกาสรับรู้ด้วยว่า คลื่นแห่งการพัฒนาที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และการพยายามปรับตัวให้ทันต่อความเจริญของสังคมโลก ไ้ด้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นในสังคมไทย แม้จะเห้นได้อย่างชัดเจนถึงความเจริญก้าวหน้าในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ที่นำมาซึ่งความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งหมดนี้ต้องแลกด้วยทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล และทั้งๆ ที่โลกเจริญทางวัตถุมากขึ้น แต่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สัมผัสได้ถึงความเสื่อมถอยของคุณภาพและสุนทรียภาพในชีวิต... "รวดเร็ว รีบเร่ง"..... ไม่ใช่คำตอบ วัฒนธรรม "รวดเร็ว รีบเร่ง" เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะกับผู้คนในสังคมเมือง จากผลงานของนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ (University of Hertfordshire) ประเทศอังกฤษ พบว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา คนเมืองใช้ชีวิตเร่งรีบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจเป็นสาเหตุมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต ส่งผลให้มี กิจกรรมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความเร่งรีบนี้สามารถวัดได้จากความเร็วในการเดิน ซึ่งในปัจจุบันคนเราเดินเร็วขั้นประมาณร้อยละ 10 ของความเร็วที่ใช้เดินกันในช่วง 20 ปีที่แล้ว หากมองในแง่เศรษฐกิจ ตัวเลขนี้ถือเป็นเครื่องชี้ถึงการใช้ชีวิตและเป็นนัยยะแห่งความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่หากมองในแง่สุขภาพ ความหมายจะตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว!!!! ในทางการแพทย์ความเร็วหรือความรีบเร่งเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค Hurry Sickness Syndrome เป็นอาการของคนที่ใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งเกินไปจนรู้สึกหายใจไม่ทัน หอบ หัวใจเต้นเร็ว ส่งผลให้แขนขาหมดแรง ใจหวิว และเกิดดรคภัยไข้เจ็บอื่นๆตามมา ความเร็วในการเดินอาจทำร้ายเฉพาะตัวของผู้เดิน แต่ความเร็วอันเนื่องมาจากความรีบเร่งในการใช้ชีวิต ยังส่งผลร้ายอีกนานัปการ ทั้งต่อผู้คน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเร็วในการผลิตและการบริโภค อันหมายถึงการใช้พลังงานหรือทรัพยากรของโลกในปริมาณมหาศาล มหาตมะ คานธี ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย เคยกล่าวไว้ว่า "โลกนี้มีทรัพยากรเพียงพอกับคนทั้งโลก แต่ไม่เคยพอสำหรับความโลภของคนแม้เพียงคนเดียว" ความช้าในการใช้ชีวิตไม่เพียงแต่ช่วยชะลอการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น ที่สำคัญบางบริบทในความช้ายังช่วยรักษาเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชนชาติ สร้างการเรียนรู้ กระจายรายได้ และช่วยพัฒนาปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมเดียวกันด้วย "ความเร่งรีบ" อาจมิใช่ "การเร่งไปสู่การพัฒนา" แต่อาจกลายเป็น "การเร่งไปสู่หายนะร่วมกันของมวลมนุษยชาติ" ท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบแนวคิด "การก้าวไปอย่างช้าๆ "Slow Movement จึงเกิดขึ้นราวกับเป็นเสียงเรียกให้เราหันกลับไปมองย้อนถึงคุณค่าและความหมายของการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
บันทึกเรื่องที่ 1
เพราะโลกต้องการความช้า
เห็นด้วยค่ะ บางทีการเร่งรีบเกินไปก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีเท่าที่ควร เช่นในการทำงานของเราในแต่วัน การเร่งรีบเกินไปนั้นอาจก่อให้เกิดผลเสีย เราอาจไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น การใช้เวลาให้คิดอีกนิดนึง อาจจะได้ผลงานที่เป็นเลิศได้มากกว่า แต่ก็ไม่ควรที่จะช้าเกินไปค่ะ
จริงๆแล้วความก้าวหน้า หรือการพัฒนาเป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี หรือความเจริญในด้านต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องมีการประยุกต์ใช้และปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของแต่ละคน การเปลี่ยนแปลงต้องมี แต่ต้องค่อยเปลี่ยนแปลง ให้เราไม่รู้สึกว่ามันเกิดความเปลี่ยนแปลง สังคมไทยในปัจจุบัน สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด หัดให้เด็กไทยหัดใช้ความคิดเห็นเป็นของตนเอง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก ทั้งที่บรรพบุรุษของไทยเป็นชาติที่ไม่แสดงออก เก็บความรู้สึก ดีชั่วอย่างไร รู้ และ หัดปรับตัวเองให้ถูกกาละเทษะ แล้วแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง แต่สมัยนี้เด็กถูกฝึกให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และเรียกร้อง ดังนั้นสังคมไทยก็ถูกเปลี่ยนโดยก้าวกระโดด เรียกร้อง ไม่รู้ถูกผิด ควรไม่ควร เอาแต่ใจตนและพรรคพวกเป็นใหญ่ คงโทษใครไม่ได้ นอกจาก บุคคลผู้ซึ่งมีโอกาสไปศึกษาเล่าเรียนในประเทศที่เจริญทางด้านวัตถุ แต่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากคนไทย เมื่อไปแล้วก็นำความเจริญด้านวัตถุเข้ามาเผยแพร่ ทั้งไม่มีรู้ว่าทำไม สาเหตุใดที่คนเมืองนอกคิดอย่างนั้น เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมเป็นกรรมการ ก็เสนอความคิดต่างๆนานา จนคนเห็นด้วย และเกิดการปรับเปลี่ยน ที่ละเล็กละน้อย ไม่มีใครกล้าคิดขัดแย้ง เดี๋ยวหาว่าเชย ว่าไม่ได้เล่าเรียนจากเมืองนอกเมืองนาอยู่แต่เมืองไทยไม่ก้าวทันยุคสมัย ก็ยอมรับความคิดเหล่านั้น นำมาเผยแพร่ ในลักษณะ โรงเรียนสาธิตบ้าง กลุ่ม Smart Person บ้าง Smart Kids บ้าง กลุ่ม Working women บ้าง และนำเทคโนโลยีและวัฒนธรรมต่างๆเข้ามามากมาย ถามว่าปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในประเทศไทย ถูกเด็กไทยครอบครองทั้งที่ยังหาเงินเองไม่ได้ เหตุเพราะใครมี เราก็ต้องมี นั่นคือ การไม่รู้บริบทของตนเอง ไม่เข้าใจรากเหง้าของตัวเองว่าควรจะอยู่ตรงไหน ทุกวันนี้อะไรๆ ก็แข่งขันกันทั้งนั้น ก็ยังไม่เข้าใจว่าจะแข่งขันไปทำไมนักหนา การทำงานก็ต้องเป็นเลิศ ต้องเชิงรุก ต้องท้าทาย เรียนก็ต้องเป็นเลิศ ก็ต้องถามตัวเองแล้วละค่ะว่าเราจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นมั้ย รู้ได้ เท่าท้นเหตุการณ์ได้ ทันสมัยได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอง ถ้าดูแล้วไม่ใช่ เราคือเรา เราเป็นตัวเรา ก็หายใจช้าๆเถอะค่ะ "I am I"