ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่หนีงาน “รูตีน” (routine) ที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย  โดยแปลงให้มันเป็นงานริเริ่มสร้างสรรค์เสีย   ด้วยกระบวนการง่ายๆ คือ PDCA

          ตั้งแต่เรียนจบและเริ่มเข้าทำงาน ผมสังเกตว่าคนจำนวนมากเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะ  ทำงานโดยไม่คิด นานเข้า กลายเป็นคนคิดไม่เป็น   ทำได้แต่งานตามรูปแบบตายตัว พลิกแพลงไม่เป็น   ไม่คิดพัฒนาวิธีทำงานของตน   เมื่อถามว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำแบบอื่นที่มันเร็วกว่า หรือผลงานมีคุณภาพสูงกว่า   ก็ตอบได้เพียงว่า เป็นวิธีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา   “ทำตามระเบียบขั้นตอนของราชการ”   เมื่อผมขอให้เอากฎระเบียบนั้นมาให้ผมดู   ก็ไม่มีให้ดู

          ผมจึงได้โอกาสฝึกเป็นนักกำหนดขั้นตอนการทำงานที่ลดขั้นตอนลง   ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น รัดกุมขึ้น   และในหลายโอกาส ได้เชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบงานมาช่วยวางระบบ   ผมจึงได้เรียนรู้วิธีจัดระบบงานด้วย   และได้ตระหนักว่า ระบบ และกฎกติกาทั้งหลายมันเป็นสมมติ หรือ man-made ทั้งนั้น   ถ้ามันไม่ดี ไม่ทำให้งานดี เราก็มีสิทธิ์แก้กติกานั้น

          งาน “รูตีน” กลายเป้นงานพัฒนาระบบงาน   หากเราตั้งคำถามว่า ขั้นตอนหรือวิธีทำงานที่ใช้กันอยู่นั้น มีทางทำให้ง่ายกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม โดยไม่สูญเสียความรัดกุม หรือความระมัดระวังข้อผิดพลาดขนาดหนัก   หรือข้อทุจริต

          ไม่ว่าไปทำงานที่ไหน งาน “รูตีน” กลายเป็นงานสร้างสรรค์  เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา

          ตอนนี้ชีวิตของผมเป็นช่วง “ทำงานแบบไม่ทำงาน” คือทำงานกองเชียร์ หรือกำกับดูแล (governance)   เช่นงานสภามหาวิทยาลัย   ก็ได้รับความท้าทายที่จะทำงานสภามหาวิทยาลัยที่ไม่ติดหล่มงานประจำ สู่งานสร้างสรรค์ งานวางฐานอนาคต

           ในหลักการกำกับดูแลสมัยใหม่ บอร์ด มีหน้าที่สำคัญที่สุดคือ การใส่ “ภาวะผู้นำ” (leadership) เข้าไปในองค์กร   หรือทำหน้าที่กำกับดูแลในมิติที่มีภาวะผู้นำ   ที่นำแบบ empowerment หรือ “นำจากข้างหลัง” หรือ “นำแบบไม่นำ”  คือทำหน้าที่บอร์ด แบบที่เลยไปจากงาน “รูตีน”  ไปสู่การทำงานแบบ “เพิ่มคุณค่า” ให้แก่องค์กร   คือคุณค่าด้านสร้างสรรค์ ด้านแนะนำโอกาสใหม่ๆ ที่องค์กรจะเป็นผู้นำ แบบ “ทิ้งฝูง” หรือ “นำห่าง” 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๐ ม.ค. ๕๔