การฝึกคิดเชิงบวก

 

การคิดเชิงบวก  คือการมองโลกในแง่ดี   ซึ่งจะช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะเอาชนะอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้

แต่การคิดเชิงบวก  ไม่ได้หมายความว่าเราจะมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา   แต่เป็นการฝึกมองโลกทั้ง 2 ด้าน  คือมองว่าในด้านดีก็มีด้านร้ายในขณะที่สภาวะร้าย ๆ ก็ยังมีด้านดี หรือโอกาสอยู่ควบคู่กันไปเสมอ  ยิ่งเรามองเห็นโอกาสในภาวะคับขันได้คล่องเท่าไหร่   เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะพาตัวออกมาจากวังวนแห่งปัญหาและแก้ปัญหาได้มากเท่านั้น   ซึ่งบางคนบอกว่า จริงๆ แล้วการฝึกคิดเชิงบวกมีพื้นฐานมาจากการคิดแบบ การมองแนวขวาง  ที่ว่า “ในสถานการณ์แบบนี้  มันจะต้องแย่เสมอไปงั้นหรือ” ถ้าคำตอบคือ “ไม่”  แล้วอะไรคือทางออกที่ดีกว่า

ดังนั้น  คนที่จะฝึกคิดเชิงบวกให้ได้ดีจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกวิธีการคิดแบบ การมองแนวขวาง  ไว้ให้มาก 

จิตสำนึกเป็นจิตที่เราใช้ทำงานในชีวิตประจำวัน   เกี่ยวกับความนึกคิด  และสั่งงานระบบประสาท  ที่เราควบคุมได้ซะเป็นส่วนใหญ่  เช่นเวลาเราอยากหยิบแก้วน้ำ  แล้วสมองส่งสัญญาณไปบังคับให้นิ้วมือจับแก้วขึ้นมา  นี่คือการทำงานของจิตสำนึก

นอกจากจิตสำนึกแล้ว  ยังมีจิตอีกส่วนหนึ่งที่ควบคุมเกี่ยวกับการทำงานภายในร่างกาย  เช่น  สั่งให้หัวใจเต้นเร็วเวลาตกใจ  สั่งให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยเวลาเราหิว  สั่งให้หายใจเร็วเวลาเราโกรธ  พวกนี้คือ  ระบบประสาทอัตโนมัติที่เราควบคุมได้ยากกว่า  เราเรียกการทำงานในส่วนนี้ว่าจิตใต้สำนึก  ความซับซ้อนของจิตใต้สำนึกนั้น  ว่ากันว่า  มากกว่าที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะเข้าใจได้  ที่เรารู้จักจิตสำนึกนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น  แต่จิตใต้สำนึกกลับมีพลังซ่อนเร้นอยู่มาก  อาจจะมากกว่า 7 -8 เท่า  เช่น เวลาไฟไหม้บ้าน  ที่มีคนแบกตุ่มน้ำหนัก ๆ หนีออกมาจากกองไปได้ก็เพราะจิตใต้สำนึกตื่นตัวออกมาทำงานแก้วิกฤติแต่พอไปดับแล้ว  คน ๆ เดิมยกตุ่ม ๆ เดิมที่ใส่น้ำกลับไปที่เดิมไม่ไหวเพราจิตใต้สำนึกเลิกทำงานแล้ว

จึงมีคำพูดว่า “ถ้าอยากให้จิตใจเข้มแข็งมีพลัง  แค่รู้วิธีดึงเอาพลังของจิตใต้สำนึกออกมาช่วยทำงานได้ทุกเมื่อที่ต้องการ   ก็จะช่วยให้เรามีแรงสู้วิกฤติได้อย่างสบาย ๆ แล้ว เพียงแต่การฝึกนั้นจำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษที่เรียกว่า  “การฝึกจิตใต้สำนึก”  เข้าช่วย