คำว่า "หุย" คืออาการที่ผู้คนส่งเสียงโหยไห้วิงวอนเป็นเสียงยาวเยือกเย็นฟังแล้วโศกเศร้า

ค่ำลงเย็นลงแสงยามพลบโพล้เพล้ผู้คนในหมู่บ้านได้ยินเสียงไห้หุยเยือกเย็นโหยหวลยาวยืด   หุย....หุย...หุย.....เสียงดังเริ่มต้นแล้วอ่อนล้าเลือนหายแผ่วเบาเป็นห้วง ๆฟังแล้วเสียงกัดเสียงเย็นวังเวงในหัวใจลึกๆ..ผู้ที่มีประสบการณ์ย่อมรู้ดีว่านั่นคือเสียงหุยหรือโหยไห้ของผู้หญิงที่ผีก้ะหรือผีปอบเข้าสิง บรรดาชาวบ้านต่างวิ่งไปหาต้นเสียงเพื่อต้องการทราบว่าผีก้ะเข้าสิงใครกันนะ...

แต่บางครั้งเสียงหุยไห้เกิดขึ้นจากเสียงร้องไห้โหยหาของผู้คนหลายๆคนนั่นแสดงว่าผู้คนที่โหยหุยนั้นคือญาติพี่น้อง   ลูกหลานของผู้เสียชีวิตใหม่ๆหรือเพิ่งสิ้นลมหายใจต่างร่ำไห้โหยหวล โดยเปล่งเสียงร้องหุยหาเสียใจแบบยาวยืด...

พี่น้องเราหลายคนที่อยู่ต่างแดน  เมื่อไปเที่ยวตามเมืองล้านนามักสงสัยว่าคำว่า "หุย" กับคำว่า "ไห้" มันต่างกันอย่างไร?

หากเราลองพิเคราะห์ดูแล้วคำว่า "ไห้" คืออาการที่คนร้องไห้   มักมีอาการสะอึกสะอื้นแผดเสียงสั้นๆฮือๆ..ๆ....ๆอาจเป็นอาการที่แสดงถึงการเจ็บปวดเนื้อตัว ที่ถูกตี เฆี่ยน ฟาด  หรืออาจเป็นการไม่พอใจ  ไม่ถูกใจ ไม่ต้องการที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จึงร้องไห้สะอึกสะอื้น  หรือบางคนอาจแอบร้องไห้แบบน้ำตาซึมตาแดงกระซิกๆ

ส่วนคำว่า "หุย" นี่สิ มันส่งเสียงโหยหวลสุดๆแบบลืมตัว จนทำให้ผู้ได้ยินขนลุก โดยเฉพาะเสียงหุยของคนที่ผีก้ะกำลังเข้าสิง แบบที่เรียกกันว่า "หุยเสียงกัดเสียงเย็น" มันมีทั้งเสียงหวิวหวีดวิงวอนโศกเศร้า ได้ยินแล้ววังเวงแท้บางครั้งเรียกกันว่า "เสียงหุยดังจ้อกๆ"

ด้วยเสียงหุยที่ฟังแล้ววังเวงฟังแล้วมีเสียงคล้ายหุยๆๆๆๆ หวีดหวิวแต่มีเสน่ห์ม่วนงันแฝงอยู่นี่เองศิลปินที่เก่งเพลงซอจึงนำท่วงทำนองเสียงโหยหวลมาใส่ลงในคำค่าวแล้วอ่านเอื้อนค่าวนั้นเป็นเสียงโหยไห้รำเปิงกึ๊ดเติงหา(รำพึงคิดถึง)เรียกกันว่า"จ๊อย"

บ่อยครั้งเรามักได้ยินคนที่มีอาการไม่สมประกอบเมื่อเผลอสติลืมตัวโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคลมผิดเดือนหรือโรคไม่ได้อยู่ไฟอาจมีอาการทั้งไห้ๆหุยๆระคนปนกันดูๆแล้วน่าสงสารแท้เน้อ...

มันมีข้อต่างอยู่บ้างที่ว่าการร้องไห้นั่นนะอาจเป็นการที่ดีใจสุดๆจนร้องไห้...หรืออย่างน้อยดีใจแล้วก็น้ำตาซึม..แต่ไม่มีใครนะที่ดีใจแล้วหุยวิงวอน..เออนี่แหละตรงนี้นี่เองข้อแตกต่างระหว่างไห้กับหุย......

โอ้ย..กว่าจะลงเอยได้ต้องเล่าวกวนหลายรอบแทบจะไห้จะหุยเลยเน้อหมู่เฮา