ผู้ที่สามารถเห็นอสุรกายได้ด้วยตาเปล่า จึงเป็นคนโชคดีอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากอสุรกายเป็นพวกอบายภูมิ ฉะนั้นรูปร่างที่เห็นอาจจะไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจนักสำหรับมนุษย์ แต่อย่าได้เอาใจใส่กับรูปร่างอันพิกลพิการของเขาเลย มันเป็นธรรมดาของเขาอย่างนั้น
ก่อนจะตอบปัญหาของเธอ เราจะอธิบายภูมิของสัตว์ให้เธอเข้าใจเสียก่อน ...
บรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “สัตว์” แปลว่า ผู้ยังข้องอยู่ ติดอยู่ในวัฏฏะ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ เมื่อใดออกจากวัฏฏะได้ บรรลุถึงนิพพาน เมื่อนั้นจึงพ้นจากความเป็นสัตว์
วัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของสัตว์แบ่งออกเป็น ๓ ภพ สำหรับเป็นที่อยู่ของสัตว์ ๓ ประเภท คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ
กามภพ หมายถึงที่อยู่ของสัตว์ที่ประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน โลภะ โทสะ โมหะ ยังกระทำกรรมทางไตรทวาร ยังอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
ภพที่สองซึ่งสูงขึ้นไป เรียกว่า “รูปภพ” หมายถึงภพอันเป็นที่อยู่ของรูปพรหม สัตว์จำพวกนี้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ แต่ไม่ต้องอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีพ ยังมีอวิชชา แต่มีตัณหาอุปาทานเบาบาง
ภพชั้นสูงสุดเรียกกว่า “อรูปภพ” เป็นที่อยู่ของอรูปพรหม สัตว์พวกนี้ไม่มีรูปขันธ์ มีแต่นามขันธ์ (เรียกว่ามีขันธ์ ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นพวกจตุโวการ) ไม่มีตัณหาอุปาทาน แต่มีอวิชชา (สัตว์ที่มีขันธ์ ๑ ได้แก่ อสัญญีพรหม คือ มีเฉพาะรูปขันธ์ เป็นพวกเอกโวการ )
สัตว์ในกามภพยังแยกออกไปอีกเป็นชั้นๆ สูงต่ำต่างกัน ตามกรรมของตนๆ สัตว์นรก เป็นสัตว์ชั้นต่ำที่สุด เสวยผลแห่งความชั่วของตนอยู่ในนรก เปรียบเหมือนนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ
เปรต หมายถึง สัตว์ที่พ้นจากนรกมาแล้ว แต่ยังมีเศษของกรรมชั่วเหลืออยู่ จึงต้องเสวยทุกข์ต่อไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เปรียบเหมือนนักโทษที่ออกจากเรือนจำมาแล้ว แต่ยังอยู่ในระหว่างภาคทัณฑ์ ยังอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ ยังมีการกำหนดบริเวณให้อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
สัตว์พวกที่ ๓ เรียกว่า อสุรกาย หมายถึงสัตว์ที่พ้นจากเปรตวิสัยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้มาเกิดเป็นสัตว์ หรือมนุษย์กำลังเร่ร่อนแสวงหาที่เกิด เปรียบเหมือนอดีตนักโทษที่พ้นจากภาคทัณฑ์แล้ว กำลังเร่ร่อนแสวงหางานทำและหาที่อยู่ สัตว์เดียรัจฉานที่ตายแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปเกิดในกำเนิดอื่นก็ไปเกิดในกำเนิดอสุรกายก่อน แม้มนุษย์ที่ตายแล้ว แต่จิตยังเป็นห่วงกังวล ทรัพย์สมบัติหรือคนรัก ยังไม่ได้ไปเกิดในกำเนิดอื่น ก็ต้องไปเกิดในกำเนิดอสุรกายก่อน
สัตว์ประเภทที่ ๔ เรียกว่ากำเนิดเดียรัจฉาน ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีกายหยาบใกล้ชิดมนุษย์ เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว สัตว์ทั้ง ๔ ประเภท คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน จัดว่าเป็นอบายภูมิ แปลว่า ภูมิของผู้ไม่เจริญ เป็นทุคติ เป็นที่อยู่อันลำบาก
สัตว์ประเภทที่ ๕ คือ มนุษย์เรานี่เอง สัตว์ประเภทที่ ๖ เรียกว่าเทวดา ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายพวกหลายชั้น บางพวกก็อยู่ตามต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ บ้านเรือน เรียกชื่อตามสถานที่อยู่ เช่น ภูมมเทวดา อยู่ตามแผ่นดิน รุกขเทวดา อยู่ตามต้นไม้ เป็นต้น บางพวกก็อยู่ในสวรรค์ ๖ ชั้น ตั้งแต่จาตุมหาราชิกา ถึงปรนิมมิตวสวัสดี สัตว์ประเภทมนุษย์และเทวดา จัดเป็นสุคติ แปลว่าที่อยู่อันสบาย
ในบรรดาสัตว์ประเภทต่างๆในกามภพนี้ สัตว์ที่มีกายหยาบ มี ๒ ประเภท คือ มนุษย์และสัตว์เดียรัจฉาน นอกนั้นมีกายละเอียด มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น
ท่านอาจารย์หยุดบรรยาย หันมามองหน้าดูอาตมาคล้ายกับจะถามว่า เข้าใจหรือไม่ หรือจำได้หรือไม่อะไรทำนองนั้น อาตมาได้ถือเอาโอกาสนั้นเรียนถามท่านว่า เท่าที่ฟังท่านอาจารย์บรรยายมา ผมไม่ได้ยินคำว่าผีเลย ถ้าอย่างนั้นผีจะจัดอยู่ในจำพวกไหนครับ?
ถ้าถือตามหลักนี้ ผีก็ไม่มี และเมื่อผีไม่มี ถ้าอย่างนั้น อะไรเล่า ที่เที่ยวปรากฏตัวหลอกหลอนคนอยู่ตามสถานที่ต่างๆ
ท่านอาจารย์ตอบว่า สัตว์ที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ มี ๒ จำพวก คือ อสุรกาย กับเทวดาชั้นต่ำๆ พวกอสุรกายจัดเป็นอบายภูมิ มีความทุกข์ อยากจะพ้นจากกำเนิดอสุรกาย กำลังแสวงหาที่เกิด ท่องเที่ยวเร่ร่อนไป อยู่ไม่เป็นที่ อสุรกายมีกายเหมือนกัน แต่เป็นกายละเอียด ตามปกติคนเรามองไม่เห็น เวลาเขาจะแสดงตัวให้คนเห็น เขาจะดึงเอาปรมาณูในอากาศมาเสริมร่างของตนเองทำให้รูปร่างเข้มข้นขึ้น พอให้มองเห็นได้รางๆ ด้วยตาเปล่าชั่วระยะเวลาหนึ่ง การที่เขาแสดงตัวให้เห็น มีจุดมุ่งหมายหลายอย่าง เช่นอสุรกายของคนที่เพิ่งตาย มาแสดงตัวให้ญาติพี่น้องที่รักกันได้เห็นด้วยความรักความอาลัย อสุรกายที่มาจากกำเนิดอื่น แสดงตัวให้คนอื่นเห็น เพื่อขอส่วนบุญเพราะกำเนิดอสุรกายเป็นอบายภูมิดังกล่าวแล้ว จึงมีความทุกข์เป็นประจำ มีความสุขบ้าง ก็ต่อเมื่อได้รับส่วนบุญจากผู้อื่น ฉะนั้นเมื่อเวลาเห็นอสุรกาย คนจึงนิยมเรียกกันว่าผีหลอก ไม่ควรตกใจกลัวควรทำใจให้สงบแล้วอุทิศส่วนบุญให้เขาไป ตามปกติอสุรกายก็อยู่ในโลกของเขา มีอาหารมีหน้าที่ของเขา มีสังคมของเขาต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เลย ต่างคนก็ต่างอยู่กันคนละโลก เขาจะปรากฏตัวได้ง่ายๆก็ต่างอาศัยความเหมาะสมของดินฟ้าอากาศ แสงสว่าง และสถานที่ประกอบกันอย่างได้ส่วน บางทีอยากจะปรากฏตัวแทบตาย แต่ก็ทำไม่ได้ก็มี บางทีทำได้ แต่คนดูไม่รู้ไม่เห็นก็มี ฉะนั้นผู้ที่สามารถเห็นอสุรกายได้ด้วยตาเปล่า จึงเป็นคนโชคดีอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากอสุรกายเป็นพวกอบายภูมิ ฉะนั้นรูปร่างที่เห็นอาจจะไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจนักสำหรับมนุษย์ แต่อย่าได้เอาใจใส่กับรูปร่างอันพิกลพิการของเขาเลย มันเป็นธรรมดาของเขาอย่างนั้น
ส่วนพวกเทวดา จัดอยู่ในสุคติภูมิ สูงกว่ามนุษย์สบายกว่ามนุษย์ พวกนี้อยู่ประจำเป็นที่เป็นทาง ตามต้นไม้ ตามภูเขาบ้าง ตามอาคารบ้านเรือนบ้าง แต่เขาก็มีหน้าที่การงาน อาหาร และสังคมของเขาต่างหาก โดยปกติไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ มีร่างกายละเอียด เช่นเดียวกับอสุรกาย แต่อาจจะแสดงตัวให้มนุษย์เห็นได้เป็นครั้งคราว รูปที่แสดงให้เห็นนั้นอาจจะน่ากลัวก็ได้ น่ารักก็ได้ แล้วแต่จุดประสงค์ของเขา ถ้ามนุษย์ไปรบกวนเขา ทำอันตรายแก่ที่อยู่ของเขา เขาต้องการจะขับไล่ เขาก็แสดงรูปอันน่าหวาดกลัว มนุษย์เห็นก็เข้าใจว่าถูกผีหลอก ความจริงผีหลอกไม่มี มีแต่การปรากฏตัวของอสุรกายและเทวดาชั้นต่ำดังที่กล่าวแล้ว
อาตมาเรียนถามท่านว่าอาจารย์ต่อไปว่า "ถ้าอย่างนั้นเราควรปฏิบัติต่ออสุรกายและเทวดาอย่างไร"
ท่านอาจารย์ตอบว่า เฉยๆเสียได้เป็นดี เพราะตามปกติต่างคนก็ต่างอยู่ อยู่แล้ว ถ้าจำเป็นจะต้องมีการติดต่อสัมพันธ์ ก็ขอให้เป็นไปในทางที่ดี เช่นแผ่เมตตาให้ อุทิศส่วนกุศลให้ เป็นต้น อย่าถึงกับถือเป็นสรณะที่พึ่ง เพราะอสุรกายก็ดี เทวดาก็ดี เป็นที่พึ่งแก่ใครไม่ได้ เพราะเขาก็มีหน้าที่การงานของเขา เช่นเดียวกับเรามีหน้าที่การงานของเรา ถ้าพูดถึงด้านคุณธรรม พวกนี้ก็มีคุณธรรมไม่สูงไปกว่ามนุษย์ บางครั้งก็อาจจะต่ำยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของท่านอาจารย์แล้วอาตมาก้เลิกกลัวผี เลิกกลัวอสุรกาย เลิกกลัวเทวดา เพราะเห็นว่าสัตว์เหล่านี้มีพิษภัยน้อยกว่ามนุษย์เสียอีก ถ้าเรามีเมตตาจิตต่อเขา เขาก็เป็นมิตรที่ดีของเรา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาตมาก็ชอบไปปักกลดบำเพ็ญเพียงอยู่คนเดียวตามป่าช้า ตามป่าเขาลำเนาไพรที่เขาเล่าลือกันว่าผีดุ เพราะเมื่อไปอยู่ในที่เช่นนั้น อาตมาเกิดความอบอุ่นใจว่า ตัวมิได้อยู่คนเดียว แต่อยู่ในท่ามกลางญาติมิตร
ขอบคุณ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ และ อาจารย์แสง จันทร์งาม ที่ได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้อย่างละเอียด
น้อมธรรมสู่ใจ..
กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
ขอบพระคุณมากๆคะ เข้ามาอ่านเว็บนี้แล้วความรู้ในภพภูมิและขันธ์ 5 เพิ่มขึ้นเลยคะ