เสาชิงช้าสัญลักษณ์แห่งเขาพระสุเมรุ 

 

               เสาชิงช้าสีแดงสูงเด่นเป็นสง่ากลางกรุงหน้าวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรวิหาร กับเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ถูกสร้างขึ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๔๗ เพื่อประกอบการโล้ชิงช้า เป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย อันเป็นพระราชพิธีที่สำคัญสำหรับพระนครในพระราชพิธีสิบสองเดือน ที่ปฏิบัติสืบต่อมาแต่ครั้งกรุงเก่า โดยจัดขึ้นประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม การนี้ พระมหากษัตริย์พระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นประทานในพิธี เรียกว่าพระยายืนชิงช้าขึ้นไปยืนบนกระดานแขนกับเสาชิงช้า ทำท่ายืนขาเดียวแล้วให้พราหมณ์ขึ้นโล้ชิงช้าแก่วงไกว เป็นกุศโลบายสำคัญประจำรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนชาวพระนครได้อุ่นใจว่า พระนครนั้นจะมีความมั่งคงแข็งแรง จะมีชีวิตที่เป็นสุขร่มเย็นสืบต่อไป อีกในหนึ่ง เป็นการสืบทอดแบบแผนประเพณีของอยุธยามิให้สูญหาย

               มรดกทางศิลปกรรมไทยที่สั่งสมมาแต่โบราณการณ์ โดยเฉพาะในด้านศิลปกรรมนั้น เสาชิงช้าเป็นงานสถาปัตยกรรมไทยที่สง่างาม ที่แสดงถึงความอ่อนช้อย ความประณีตของช่างไทย นอกจากจะเปรียบเสาชิงช้าเป็นดั่งเขาพระสุเมรุที่พระอิศวรใช้เป็นเสาผูกนาคแล้วโล้ชิงช้าอย่างรุนแรงเป็นการทดสอบความแข็งแรงของโลกในคติพราหมณ์แล้ว การที่เสาชิงช้าตั้งอยู่จุดสะดือเมืองจึง ถือเป็นศูนย์กลางของจักวาล ด้วยลักษณะของเสาชิงช้าที่มีเสาสูงสองต้นตั้งคู่ด้านบนเป็นซุ้มกรอบประตูไม้สีแดงยอดเกี้ยว ลักษณะคล้ายประตูกำแพงวัง ดังนั้น เสาชิงช้าจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของซุ้มประตูที่แทนประตูในการเสด็จลงมาของเทพเจ้าสู่โลกมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นประตูในการเสด็จกลับยังสรวงสวรรค์เช่นเดียวกัน (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ : ๑๑๔ - ๑๑๕)

               นับแต่แรกสร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี เสาชิงผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งช่างไทยได้ทำการรักษารูปแบบที่มีมาแต่โบราณให้คงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยและโบราณราชประเพณีไว้ให้สมบูรณ์มากที่สุด กรมศิลปากรได้ทำการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเษกษาเล่ม ๖๖ ตอนที่ ๖๔ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๙)

 

ชุมชนเสาชิงช้า 

 

               ครั้นสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแห่งใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้รักษาแบบแผนของการสร้างกรุงแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีคือการสร้างหลักเมืองขึ้นมาก่อน ในวันอาทิตย์ เดือนหก ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกเสาหลักเมืองใจกลางพระนครใหม่ จากนั้นจึงสร้างพระบรมมหาราชวังเป็นศูนย์กลางของพระราชอำนาจ และสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่พระนคร พื้นที่ระหว่างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรฯ ได้กำหนดให้เป็นทุ่งพระเมรุหรือท้องสนามหลวง เพื่อใช้ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญของบ้านเมืองเช่น พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระราชพิธีแรกนาขวัญ และพระราชพิธีอื่นๆ สำหรับพระนคร

        พุทธศักราช ๒๓๒๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายขอบเขตของพระนครออกไปทางตะวันออก โดยขุดคลองคูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่บางลำพูนมาออกแม่น้ำเจ้าพระยาด้านใต้ เหนือวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร) พระราชทานชื่อว่าคลองรอบกรุง แล้วขุดคลองหลอดจากคลองคูเมืองเดิม ๒ คลอง คือคลองหลอดวัดเทพธิดา และคลองหลอดวัดราชบพิธ ออกไปบรรจบคลองรอบกรุงที่ขุดใหม่ และขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า  คลองมหานาค เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครจะได้ลงเรือ ไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนเมื่อครั้งกรุงเก่า และวัดสะแกนั้น   พระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ         ด้วยการขุดคลองรอบกรุง (คลองบางลำพู - คลองโอ่งอ่าง) ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้มีการกำหนดจุดศูนย์กลางของพระนครขึ้นเรียกว่า “สะดือเมือง” และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ตั้งของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ 

        พุทธศักราช ๒๓๒๗ พระครูสิทธิชัยกระต่ายพราหมณ์ฝ่ายพฤฒิบาศ (ฝ่ายช้าง) นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขอตั้งเสาชิงช้า ขึ้นตรงบริเวณที่ถือว่าเป็นใจกลางกรุงเทพมหานคร หรือสะดือเมือง สำหรับประกอบพิธีตรียัมปวาย - ตรีปวายตามโบราณราชประเพณีของพราหมณ์มาแต่เดิมจึงโปรดเกล้าให้สร้างเทวสถานสำหรับพระนครและเสาชิงช้า เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๓๒๗ (บำรุง คำเอก, ๒๕๕๐ : ๓๓) เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ประกอบด้วยโบสถ์ ๓ หลังคือ สถานพระอิศวร ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวร สถานพระพิฆเนศวร ประดิษฐานเทวรูปพระพิฆเนศวร และ สถานพระนารายณ์ ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผสกนิกรชาวบ้านร้านตลาดก็ก่อร่างสร้างชุมชนชาวเสาชิงช้าขยายตัวตามลำดับ

               รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณเสาชิงช้าได้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น บริเวณนี้ได้กลายเป็นตลอดของชาวพระนคร ที่เรียกว่า “ตลาดเสาชิงช้า” อีกทั้งยังเป็นสวนดอกไม้นานาพันธุ์สำหรับพระนคร ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้ขยายถนนให้กว้างขวางขึ้น แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “ถนนบำรุงเมือง” สองข้างถนนจึงค่อย ๆ มีผู้คนเข้ามาปลูกอาคารบ้านเรือน อีกทั้งเจ้านายก็ขยับขยายมาสร้างวังขึ้นตามสองข้างถนน เมื่อปลายราชการก็มีร้านโรงและตึกแถวตลอดทั้งถนน

               ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายถนนบำรุงเมืองให้กว้างขวางมากขึ้นไปอีก พร้อมทั้งทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตึกและบ้านเรือนที่อยู่ริมถนนบำรุงเมืองแล้วสร้างขึ้นใหม่ตามแบบที่กำหนด ซึ่งถ่ายแบบมาจากเมืองสิงคโปร์ (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๑๔)  ย่านเสาชิงช้าในสมัยนี้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่กลางพระนคร เป็นศูนย์รวมของสินค้ามากมายเช่น อาหาร เครื่องทอง เครื่องเหล็ก เครื่องอัฐบริขาร พุทธศักราช ๒๔๔๔ มีพระราชดำริให้สร้างตึกแถวและตลาดสดขึ้นบริเวณที่ตั่งของเสาชิงช้าเดิม ดังบันทึกของพระยาอนุมานราชธนดังนี้

 

               “...ตรงที่ตลาดเสาชิงช้านั้น เดิมเป็นที่ตั้งของเสาชิงช้าขนาดเล็ก ๆ ยังไม่สูงและใหญ่โตเหมือนดั่งทุกวันนี้…ภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยะมหาราช มีพระราชประสงค์จะให้สร้างตึกแถวและตลาดสดขึ้น ณ ที่ซึ่งเป็นบริเวณเสาชิงช้าเดิม ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าบริเวณแถวนั้นคงมีราษฎรปลูกเรือนอยู่รอบ ๆ อย่างเบียดเสียดกัน และคงรกรุงรัง ดั่งที่เรียกกันว่า “แหล่งเสื่อมโทรม” จึงจำเป็นจะต้องรื้อถอนรวมทั้งเสาชิงช้าด้วย ซึ่งตั้งอยู่หน้าโบสถ์พราหมณ์ แต่เมื่อรื้อถอนเสาชิงช้าออกแล้วควรจะย้ายไปตั้งที่ใหม่ ณ ที่อื่นหรือว่าควรจะเลิกงานพิธีโล้ชิงช้าเสียทีเดียว ถ้าเห็นว่าควรเลิก เมื้อรื้อเสาชิงช้าออกแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นใหม่ มีพระราชปรารภเรื่องนี้ในที่ประชุมเสนาบดี...พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราชมีพระราชวินิจฉัยว่ายังไม่ควรเลิกเสียทีเดียวอย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ราษฎรมีความสนุกสนาน... ที่ประชุมเสานาบดีจึงประชุมมีดำริให้สร้างเสาชิงช้าใหม่ ตรงกับที่ซึ่งมีเสาชิงช้าตั้งอยู่ ณ บัดนี้...” (สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๑ : ๑๔ - ๑๗)

 

               บริษัทหลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ จำกัด น้อมเกล้าถวายไม่สักขนาดใหญ่ ๒ ต้น เพื่อนำมาสร้างเป็นเสาชิงช้าขึ้นใหม่บริเวณหน้าวัดสุทัศเทพวรารามราชวรวิหาร การสร้างเสาชิงช้าครั้งใหม่นี้ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ครั้งนี้ได้สร้างเสาชิงช้าให้มีความสวยงามและขนาดเท่ากับปัจจุบัน

 

ถนนบำรุงเมือง ถนนสายวัฒนธรรม 

 

               ปัจจุบันย่านเสาชิงช้าเป็นจุดเชื่อมศาสนาพราหมณ์ พุทธ สานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยสองศาสนา เป็นจุดถ่ายรูปขอนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ เนื่องจากมีวัดสำคัญคือวัดสุทัศน์เทพวรารามฯ ที่เป็นแหล่งรวมงานศิลป์ฝีมือชั้นครู มีเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ที่มีเทวรูปสำคัญฝีมือช่างสุโขทัยและพระพิคเนศวรที่เก่าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ถนนบำรุงเมืองยังเป็นแหล่งจำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นแหล่งผลิตจำหน่ายพระพุทธรูปทองเหลือง สำริดมากมายหลายขนาด.ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

               ถิ่นฐานยานเก่าเสาชิงช้ายังคงมีเสน่ห์เย้ายวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมเยือนอย่างไม่มีวันเลือนลาง เป็นชุมชนแห่งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าที่จะสืบสานงานศิลป์แห่งชาติต่อไปตราบนานเท่านาน

 

เอกสารประกอบการเขียน 

 

ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์พิเศษ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัมรินทร์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์. ส. พลายน้อย. เรื่องเล่าบางกอก. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา. ๒๕๑๘. สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร. จดหมายเหตุบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า พุทธศักราช ๒๕๔๙. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : บริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (หนึ่งในกลุ่มบริษัททีม). ๒๕๕๑. บำรุง คำเอก. รายงานการวิจัยเรื่องอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดีได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐. 

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง