เสียงทำวัตรสวดมนตร์เช้าของนักบวชชายและหญิง ดังอย่างเข้มแข็งในศาลาใหญ่ใกล้กับพระอุโบสถสองชั้นที่สูงตระหง่าน ยอดฉัตรแหลมงามรูปลักษณ์ของตัวเรือนงดงามไม่แพ้ใครในย่านตัวเมืองใหญ่... สงฆ์เริ่มภิกขาจาร ออกโปรดเวไนยสัตว์ สามเณรน้อยเดินด้วยความสำรวม อย่างช้าๆ
ลายถลกบาตรงามที่พระคุณเจ้าใช้สวมใส่บาตรสแตนเลสใบเขื่อง ปกปิดและมีส่วนให้ท่านได้สะดวกสบายมากขึ้นเมื่อยามที่ท่านรับบาตรโยมเต็มล้นมือ น้ำหนักที่มากกว่าห้ากิโลกรัมในบาตรใบเล็ก แล้วถ้าบาตรใบใหญ่ล่ะ? ความร้อนของโภชนะที่โยมตั้งใจเตรียมตั้งแต่เช้ามืด..ตั้งแต่คนอื่นเพิ่งจะหลับนอน.. แต่ผู้ที่มีจิตฝักใฝ่เรื่องทานบารมี จะนิยมทำและน้อมนำถวายด้วยความตั้งใจ..ก่อนไก่จะตีปีกโก่งคอขัน!!
หลากเรื่องในเมืองใหญ่ มีสิ่งที่หลากหลาย คนละมุมมอง คนละเรื่องราว เพราะต่างคนต่างอยู่ ชีวิตใครก็ของใคร ไม่ได้สนใจอะไรกันมากมาย เพราะถือว่าสังคมที่เราอยู่ในตอนนี้ พ่อแม่เราไม่ได้รู้จักมาก่อน ทำไมเราต้องสนใจล่ะ? บ้านข้างๆ กันก็ไม่รู้จัก เพราะไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่งานหรือน่าที่ต้องไปสัมผัสหรือรู้จักอะไร เพราะไม่มีส่วนได้กับเขา.. (ก็คิดกันไปอย่างนี้ซะมากในสังคม)แต่พอเขาเอาเขย เอาสะใภ้เข้าบ้านหน้าตาดีซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ หรือมีใครทำอะไรที่เกินหน้าตน จะโยงคอเข้าไปเกี่ยวสัมพันธ์กับเขาด้วย.. ไอ้เรื่องที่ต้องควัก ต้องจ่าย เรี่ยราย ไม่ีขอเกี่ยวข้อง ..
นี่คือรูปแบบของสังคมไทยในเมืองใหญ่ เป็นทุกภาค ทุกอำเภอ ที่มีหมู่บ้านสำเร็จรูปเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ครอบครัวของคนไทย มีแค่ พ่อ แม่ ลูก ซึ่งต่างจากอดีต ที่รวบรวม ปู่ ตา ย่า ยาย เข้าไปด้วย.. ครอบครัวของคนไทย ขนาดเล็กลง บางทีคำว่า "ครอบครัว" ใช่กับสามีภรรยาเพียงแค่สองคนเท่านั้น.. น้ำใจในการช่วยเหลือ แบ่งปัน หรือคำว่า "การให้" ใช้กันน้อยลงไปทุกที...
เจ้าของร้านซักผ้าแห่งหนึ่ง คุ้นเคยกับอาตมาดีมาก เคยตั้งโรงทานแจกอาหารด้วยกันตามที่ต่างๆ หลายครั้ง ด้วยความเป็นสมณะและพระทำงานจึงอึดอัดเรื่องการบอกบุญ หรือชี้นำบารมี จึงไม่ได้คุยกันนานพอสมควร แต่ผู้เป็นสามีอาตมาได้พบกันบ่อย เพราะตอนเช้าโยมผู้ชายจะขี่จักรยาน จับความเร็วรอบบึงน้ำทุกวัน... นมถั่วเหลืองถุงใหญ่ในเป้ที่สะพายด้านหลัง เห็นจนชินตา... ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาเหมือนกับคนทางภาคใต้ คมเข้ม นัยตาดำ ผมหยักศก หนวดเคราครึ้ม แต่ผิวขาว สูงโปร่้ง ซึ่งเหมาะสมกับภรรยาที่อยู่กินกันมาหลายปี..
ความสุขสบายของครอบครัวนี้ ที่ฝ่ายชายต้องอยู่กับพ่อตาและแม่ยาย บ้านหลังติดกัน.. เพราะในสายตระกูลนี้ไม่ยอมซื้อบ้านเป็นของตัวเอง เพราะนั่งคิดคำนวณดอกเบี้ยและราคาบ้าน ทางแม่ภรรยาไม่เห็นด้วย เพราะดอกเบี้ยเกือบทบต้นคือหาเงินส่งเสียเลี้ยงธนาคารให้รวย คือดอกเบี้ยกับราคาบ้านจะไม่หนีกัน นี่ืคือทำให้ลูกทั้งหมดของแม่ยาย ไม่มีใครอยากจะซื้อบ้านกันเลย.. เพราะการเสี้ยมสอนอย่างนี้... หลักฐานความเป็นอยู่ เรียบง่ายของบ้านโยมก้อย จะถือเป็นเรื่องธรรมดาเกี่ยวกับกิน การใช้ การหมดไปของสิงของเครื่องใช้ การชำรุด พัง เสียหายของสิ่งของที่ต้องใช้ เพราะถือว่าทุกอย่างมีอายุ ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...
โยมก้อยหญิงวัยกลางคน สี่สิบต้นๆ ใช้ชีวิตสมถะ แต่โก้หรูกับโยมพี่หรั่ง ฝา่บ้านเช่าที่เก่าชำรุด เต็มไปด้วยภาพถ่ายจาก "สตูดิโอ" ทั้งครอบครัว บ้านของแม่ก็มีรูปแบบนี้เหมือนกัน ถ่ายกับสามีใหม่ที่กินอยู่ด้วยกันในปัจจุบัน กับร้านกาแฟโบราณเล็กๆ เป็นภาพถ่ายที่ดูดี เหมือนไฮโซมีอันจะกิน.. ซึ่งถ่ายเก็บไว้ไม่นาน มีภาพหลายแบบที่คนมีเงินบางคนที่ถูกกองเงินทับถมยังไม่กล้าควักเงินจ่ายค่าถ่าย... (ก็มันเป็นความสุขส่วนตัวน่ะ).....
ทั้งสองห้องริมถนนในละแวกชุมชนใกล้กับโรงพยาบาล จะไม่แพ้กันเรื่องข้าวของเงินทองที่ใช้ เพราะหน้าบ้านของโยมก้อย เปิดเป็นร้านซักผ้าหยอดเหรียญ บางทีมีความขยันในการคิดค้น หรืออยู่ืไม่สุขก็จะขายของเล็กๆ น้อยๆ เปลี่ยนไปแก้เบื่อ อานิสงส์ตกกับลูกชายคืออิ่ม ไม่ต้องไปเวียนซื้อขนมที่ไหนเพราะแม่ทำให้ทาน ส่วนที่เหลือก็ขายไปด้วย...!!! คุณแม่วัยหกสิบกว่า ยังเล่น hi5 กับ Facebook ส่งอีเมล์ได้เหมือนกับคนทำงานอื่นๆ วันหนึ่งก็นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แว่นสายตาจะวางอยู่หน้าโต๊ะคอมพ์เสมือนว่าทำธุรกิจประเภทค้าเงิน หรือหลักทรัพย์ก็ไม่ปาน..
ชีวิตดูเหมือนสบาย เรียบง่าย ไม่เดือดร้อน เพราะมีกินมีใช้ ไม่ได้ขอใคร เพียงแต่ลูกสาวอีกคนส่งให้ใช้จากเมืองนอก.. ไม่วุ่นวายเรื่องเงินทองกับใคร จะทำอะไรไม่ใช่เรื่องที่จะต้องสนใจใคร เพราะไม่ได้ขอใครหรือขโมยของใคร..
ในแต่ละเดือนหากว่าการใช้จ่ายเกินทะลุเป้าจนชักหน้าไม่ถึงหลัง พี่ก้อยก็จะนำทรัพย์สินที่มีค่าเก็บไว้ มาฝากเถ้าแก่หน้าปากซอยบ้านซึ่งเป็นร้านทองขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อบริการขาไพ่ หรือนักเล่นในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่จะโกอินเตอร์ไปเสี่ยงโชคต่างประเทศกันเยอะขึ้น..
ตลับทองขนาดกลาง จะถูกติดชื่อเจ้าของไว้ เพราะเป็นความภูมิใจที่ของลูก และของสามีก็มีไม่แพ้กัน ด้วยเป็นพี่สาวที่น่ารักและใจดี จึงได้รับของขวัญจากน้องสาวที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศบ่อยครั้ง.. จึงรับขวัญจากน้องเป็นทองหลายเส้น ซึ่งแบ่งส่วนบุญทั่วถึงทั้งลูกและสามี...
หลายครั้งที่งานการกุศลและการบวชปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นตามวัดของครูบาอาจารย์ดัง ๆ หรือไม่ดังแต่มีศรัทธาร่วมเข้าพิธีบวชเนกขัมม์ หรือปฏิบัติธรรมตามโอกาส การเข้ากรรมฐาน โยมก้อยจะไปร่วมอนุโมทนาถวายทานและอำนวยความสะดวกในเรื่องของการดูแลน้ำใช้น้ำฉันของบรรดาพระภิกษุสามเณรจนเป็นนิสัย.. โดยที่คในบ้านเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร โยมก้อยพูดเสมอว่าทำบุญแทนลูกชาย เพราะเค้ายังทำอะไรไม่เป็น ยังเด็กนัก ฯลฯ สารพันเรื่องราวที่โยมก้อยจะนึกและพูดถึงคนในครอบครัว.. ซึ่งตนนั้นขอทำแทนคนอื่น และไม่เคยสอนให้ลูกทั้งสองใส่บาตร ทำบุญกุศลใดๆ เลย
มีกระแสหลายคนพูดให้ฟังเสมอว่า "แม่ก้อยนะ เข้าวัดไม่ถึงวัดกะเขาหรอก..พ่อต้องคบไปนานๆ นะถึงจะรู้ไส้แม่คนนี้ว่ามีกี่คด"...!!! หญิงมีอายุคนหนึ่งพูดให้ฟังตั้งแต่แรกๆ ที่ได้คบหากับโยมก้อย เพราะเห็นว่านิสัยดีหน้าตาสะอาดสะอ้านมีสามีและลูกดี..และไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดอะไร
หลังจากที่อาตมาเข้าอุปสมบทได้ไม่นาน ก็เริ่มออกบิณฑบาตรในสายไกล ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินไปกลับไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ไปตามถนนใหญ่และแวะเวียนเข้าตามระแวกบ้านในช่วงหลายโค้ง..และต้องผ่านหน้าบ้านโยมก้อย สหายบุญที่เคยทำร่วมกันมา..
หลายเดือนต่อมา จะใกล้เวลาจะถึงงานมุทิตาพระอาจารย์ใหญ่ที่ล่วงลับ ด้วยความสำนึกในความเป็นศิษย์ แม้ท่านจะไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ก็ตาม แต่ด้วยความรักและศรัทธาในข้ัอวัตรที่ท่านได้ปฏิบัติ จึงทำให้มีความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสั่งสมคุณงามความดี ก่อเป็นมหาบารมีในภายภาคหน้า... จึงรับอาสาในการเป็นผู้จัดการเรืิ่องการวางแผนโรงทานทั้งหมด เพื่อใช้เงินทำบุญของญาติโยมที่ถวายเข้ามาได้เต็มที่และถูกต้องและถูกเอาเปรียบน้อยที่สุด..
ในกลุ่มโรงทานจะให้คณะกรรมกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ช่วยกันทำอาหารในบางส่วน และบางส่วนเปิดให้ผู้ใจบุญเข้ามาร่วมงาน อาตมาจึงแจ้งไปยังโยมก้อย เพราะอาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่ได้ร่วมกุศลถวายทานแด่พระคุณเจ้า และแจกทานแด่ผู้เข้าร่วมงานครูแต่ได้รับการปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า "พระ...ดิฉ้นไม่ทำหรอก เพราะดิฉันไม่ดับถือพุทธ...พระคงเข้าใจอะไรผิดบางอย่าง"... อาตมารู้สึกมึนชา และนิ่งก่อนจะวางสายลง.."ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรนะคุณโยม...อาตมาคงเข้าใจอะไรผิดไป...!)..
คนลักษณะนี้เคยเจอเมื่อตอนใช้ชีวิตอยู่กรุงเ้ทพฯ พอจะบอกบุญเรื่องทาน กุศลให้ร่วมกันทำ ซึ่งบางครั้งเราเป็นผู้บอกบุญแท้ ๆ ยังกลัวเพื่อนหรือคนรอบข้างจะ "เพลียบุญ" จึงรู้สึกขวยเขินในการที่จะเอาซองขาว หรือเอากุศลมาฝาก.. บางคนที่สนิทกันก็จะพูดคล้ายๆ กับโยมก้อย... "กูเป็น...แล้ว ...มึงเห็นป่ะ กูแขวนอะไรอยู่..." เป็นการล้อเล่นติดตลกในช่วงหนึ่งของปีและมีบ่อย.. ถือเป็นศรัทธาส่วนตัวของใครบางคนที่จะร่วมบุญกับเรา หรือสงเคราะห์ในกิจกรรมนั้นๆ ร่วมกันกับเรา...
ข่าวเมื่อท้ายปี หลังจากฉลองวันพระราชสมภพ ในหลวง ก็เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของบ้านโยมก้อย..บุตรชายสองคน..ไปเล่นน้ำที่สระเอกชนแห่งหนึ่งชานเมือง... ซึ่งทั้งสองคนว่ายน้ำเก่งมาก.. แต่จมลมกลางสระน้ำความลึกประมาณ 2 เมตร โดยไม่มีสาเหตุ.. ผู้ดูแลสระน้ำสองคน ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทัน เพราะคิดว่าทั้งสองคนเล่นกันปกติธรรมดา เพราะเป็นลูกค้าประจำ อีกทั้งในเวลานั้นไม่มีคนเข้ามาใช้บริการ มีเพียงแต่เด็กน้อยสองคนนี้เท่านั้น..
โยมหรั่งช๊อกเสียใจกับการจากไปของบุตรชายสุดที่รักและคุณยายเสียใจกับการจากไปของหลานเป็นลมไปหลายครั้งไม่พูดกับใครอีกเลย กว่าจะออกจาโรงพยา่บาล งานฌาปนกิจของหลานก็ผ่านแล้วหลายวัน
งานสวดอภิธรรมบุตรทั้งสองของโยมก้อย อาตมาเป็นร่วมด้วย แต่ไม่ได้พูดปลอบประโลมอะไร อาตมายืนนิ่งในขณะที่โยมก้อยเข้ามาขอขมา.. และขออโหสิกรรมให้กับหลานชายทั้งสอง.. อาตมานิ่งและมองดูดวงหน้าของโยมก้อย ครั้งหนึ่งซึ่งเคยเป็นสหายธรรม ครั้งหนึ่งที่เคยสร้างบารมีร่วมกัน และครั้งหนึ่งที่ตัวเธอเองต้องประสบเคราะห์กรรม โดยชีวิตของลูกทั้งสองเป็นเดิมพัน...
ชีวิต... มีเกิด ดับ ขึ้น ลง มีความไม่แน่นอนเป็นที่ตั้งทุกวินาที ทุกลมหายใจ ถ้าหากว่าเราประมาทเรื่องเล็กน้อย เพียงเรื่องใด เรื่องหนึ่ง เสมือนกับว่า "เราได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว".. เรื่องเล็กน้อยของเราอาจจะเป็นเรื่องใหญ่โตของคนอื่น ซึ่งเขาเหล่านั้นอาจจะมีโอกาสน้อยกว่าเรา... ความหวังและโอกาสของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน.. ก็เพราะคนเรา...มีที่มาตั้งแต่เกิดต่างกัน..
นมัสการค่ะ
ทุกชีวิตมีกรรมเป็นของตนเอง หากมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ในภพชาตินี้แล้วไม่รู้จักการสะสมความดี เพื่อต่อบุญ ก็ต้องถือว่าเป็นคนน่าสงสารโดยแท้ และคงต้องพึ่งพระคุณเจ้าในการช่วยโปรดสัตว์ตามแต่โอกาสต่อไปค่ะ