...ชีวิตมัธยมปลาย... หลังจากที่ผู้เขียนได้เรียนจบชั้น ม.ศ. 3 แล้ว ผู้เขียนก็ได้สอบเข้าศึกษาต่อ ม.ศ. 4 - 5 ที่โรงเรียนตากพิทยาคม อ.เมือง จังหวัดตาก สาเหตุที่ต้องไปศึกษาต่อที่นี่ ก็เพราะว่า พ่อ – แม่ ต้องการให้ไปเรียนอยู่กับลุง – ป้า เมื่อจบแล้วจะได้ Entrance เข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกสาเหตุหนึ่ง สมัยก่อนการเดินทางไปเรียนที่พิษณุโลก คือ ในตัวจังหวัดค่อนข้างลำบาก เพราะมีรถเมล์วิ่งน้อยคัน จึงทำให้ลำบากในการเดินทางจากพรหมพิราม - พิษณุโลก ผู้เขียนใช้ชีวิตเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปลายนั้น เหมือน ๆ กับเด็กทั่ว ๆ ไป แต่นิสัยจะเป็นคนคงแก่เรียน ชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าหนังสืออะไรที่คิดว่าดี มีประโยชน์จะอ่านหมด ผิดกับตอนเด็ก ๆ จะสอบครั้งหนึ่งถึงจะอ่าน และพอมาเรียนมัธยมปลายเริ่มขยันอ่าน...ผู้เขียนเลือกเรียนโปรแกรมวิทย์ – คณิต ทั้ง ๆ ที่ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะไปศึกษาต่อคณะอะไร?...และก็ไม่รู้เลยว่า...เลือกเรียนผิดทางแล้วค่ะ...เพราะวิชาที่สามารถทำข้อสอบได้ A มาตลอดนั้น ได้แก่...ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เรียกว่า เป็นวิชาที่เกี่ยวกับทางด้านภาษา แต่สำหรับวิชาที่ทำข้อสอบได้ B, C หรือ D นั้น คือ ฟิสิกส์ ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และเคมี ยิ่งวิชาเคมี ตอน ม.ศ. 4 ก็ดีอยู่หรอก พอยิ่งไปเรียน ม.ศ. 5 ยิ่งแล้วไม่รู้เรื่องเลย...ทำให้รู้ว่า “ตนเองเรียนผิดทางแล้วค่ะ...อิอิอิ...” เพราะเวลานำเกรดมาคูณสิ วิชาที่ได้ A คูณกับ 1 หน่วยกิต เช่น 4 x 1 = 4 แต่ถ้าวิชาชีววิทยาสิ ได้เกรด 4 คูณกับ 4 หน่วยกิต = 16 เห็นไหมล่ะค่ะว่า...มากน้อยกว่ากันเพียงใด?... แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเข้ามาเรียนแล้ว ก็ต้องดันทุรังเรียนต่อไปค่ะ...จะโทษ พ่อ – แม่ ก็ไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้เรียนมาอย่างเรา แค่ส่งเงินให้เราได้เรียนต่อนี่ก็บุญคุณท่วมหัวแล้วค่ะ...แต่ก็ไม่เป็นไร ตั้งใจเรียนจนจบ แม้เกรดจะไม่ค่อยสวยสักเท่าไร แต่ความรู้ด้านภาษา ที่อาจารย์สอนมานั้น เพียบเลยค่ะ...เรียกว่า “เป็นพื้นฐานให้ผู้เขียนได้เป็นอย่างดีทีเดียว”...ผู้เขียนจึงขอขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอนผู้เขียนมาในตอนชั้นมัธยมปลายทุกท่าน...ที่ทำให้ผู้เขียนมาเป็นผู้เขียน มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีในวันนี้ค่ะ...สำหรับวิชาที่ชอบเรียนและอ่านมากที่สุด คือ วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ยิ่งวิชาภูมิศาสตร์ เวลาจะท่องหรืออ่าน จะชอบวาดภาพชื่อประเทศ เรียกว่า "เป็นการวาดจินตนาการ" ของเราเอง จะทำให้จำเนื้อหารายละเอียดได้แม่นมาก ๆ...อาจเป็นเทคนิคในการเรียนของเราเองก็ว่าได้...สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เรียนจะรู้ผลของการได้ใช้ในครั้งที่เราได้ทำงานนี่เองค่ะ...เพราะการที่ได้เรียน วิทย์ - คณิต จะเป็นการสอนให้เรารู้จักใช้เหตุ - ผล ในการทำงาน...ซึ่งก็ไม่เสียหลายค่ะ ที่เราก็ได้รับความรู้นั้นมาค่ะ... ตอนที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ผู้เขียนจะมีเพื่อนชายมากเรียกว่าทั้งห้องมีนักเรียนประมาณ 45 คน เป็นหญิงประมาณ 15 คนค่ะ...นอกนั้นเป็นชายหมด...จึงไม่แปลกว่านิสัยหรือความคิดของผู้เขียน จึงกระเดียดไปทางชายมากกว่า ไม่ว่า การตัดสินใจ การเป็นผู้นำ การไม่ซุบซิบ นินทา ความอดทน อดกลั้น ก็ดีไปอย่างที่ทำให้ผู้เขียนเป็นคนที่แข็งแกร่ง ไม่อ่อนแอ...มีครั้งหนึ่ง วิชาแรกเป็นวิชาชีววิทยา ชั่วโมงต่อไปจะต้องเรียนวิชาพลศึกษา...ความที่ผู้เขียนทำอะไรจะเร็วกว่าเพื่อน ๆ ผู้หญิง และก็รู้ว่าผู้หญิงต้องเปลี่ยนชุดพละในห้องเรียนก่อน บางครั้งอาจารย์ชั่วโมงแรกปล่อยช้า ต้องไปยืดชั่วโมงสอนของวิชาพลศึกษา ทำให้ต้องไปเรียนช้า อาจารย์ประจำวิชาก็จะว่า...จึงเป็นสาเหตุว่า พอหมดชั่วโมงสอนวิชาแรกแล้ว แต่อาจารย์ยังไม่ออก อาศัยว่าผู้เขียนนั่งหลังห้อง อาจารย์จะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร ผู้เขียนจะค่อย ๆ นำ กางเกงวอร์ม ขึ้นมา โดยนำขาทั้งสองข้าง ค่อย ๆ สอดเข้าไปในกางเกงก่อน เพราะมีกระโปรงคลุมอยู่ ลืมบอกไปอย่างว่า ตอนเรียนตั้งแต่อนุบาล – มัธยมปลาย ผู้เขียนจะติดนุ่งกางเกงขาสั้นด้านในตลอด เพราะแม่ เคยบอกว่า เป็นผู้หญิงต้องระวัง ห้ามใส่กางเกงในอย่างเดียว เผื่อไปทำกระโปรงเปิดหรือหกล้ม จะต้องใส่กางเกงขาสั้นด้านในตลอด จึงทำให้ผู้เขียนเกิดความมั่นใจ...ยิ่งเรียนกับผู้ชายก็ต้องระวัง เพราะเด็กผู้ชายบางคนนิสัยไม่ดี ชอบมาวิ่งเปิดกระโปรงเด็กนักเรียนหญิง... กว่าอาจารย์ของชั่วโมงแรกจะออกไป ทำให้ผู้เขียนสามารถสวมกางเกงวอร์มเกือบเสร็จเรียบร้อยแล้ว พออาจารย์ออกจากห้องไป เท่านั้นแหล่ะพอเพื่อนชายออกไปแล้ว เพื่อนหญิงปิดประตูห้องเรียนแล้วพร้อมกับหันมา...แล้วก็อุทานว่า...โอ้โฮ!...”บุษยมาศ” เธอนุ่งกางเกงเสร็จแล้วเหรอ...555555555...ผู้เขียนก็ได้แต่ยิ้ม ๆ...คล้าย ๆ กับเป็นนิสัยส่วนตัวของผู้เขียนก็ว่าได้ “เตรียมพร้อมเสมอ เพื่อให้ทันต่อเวลา”...ซึ่งเป็นคนที่เร็วไม่ว่าเรื่องการทำงานเพราะนิสัยจะไม่ชอบการทำอะไรชักช้า อืดอาด...และต้องเตรียมตัวไว้เสมอ... เมื่อครั้งใกล้จบชั้น ม.ศ. 5 ผู้เขียนก็ได้ไปเข้าสอบ Entrance ในครั้งแรก โควตา ก็ไม่ได้ สอบรอบสอง ก็ไม่ได้ พร้อมกับไปสอบเข้าเรียนพยาบาลที่วชิระพยาบาลกับเพื่อน ๆ ก็สอบไม่ได้ สอบเรียนวิทยาลัยพยาบาลพิษณุโลก ก็ไม่ได้ เรียกว่า ในการสอบบางที่จะมีผู้ที่มาบอกผู้เขียนกับแม่ว่า ให้เสียเงินสิ เขาเรียกเท่านั้น เท่านี้ แต่ความที่ผู้เขียนโดนลุงซึ่งรับราชการอยู่ สั่งสอนมาว่า "การที่จะสอบเพื่อเรียนต่อหรือทำงานใด ๆ ห้ามเด็ดขาดที่จะต้องไปเสียเงินให้กับพวกเขา เสียเกียรติ เสียศักดิ์ศรีของตนเอง..." มันจึงเป็นการฝังความคิดให้กับผู้เขียนมาจนถึงปัจจุบันว่า "คนเราถ้าจะทำสิ่งใดให้ประสบผลสำเร็จอย่างจริงจังแล้ว...อย่าเด็ดขาด!...ที่จะคิดไปให้เงินรางวัลแก่พวกเขา"...จะทำให้ตัวเราไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรี...จึงเป็นอันว่า ผู้เขียนสอบเข้าเรียนต่อที่ไหนไม่ได้เลย...“ไอ้ที่เรียน วิทย์ – คณิต” มาล้มเหลวหมด...ผู้เขียนจึงได้ขอลุง – ป้า กลับมาอยู่กับพ่อ – แม่ ที่พิษณุโลก อีกครั้ง นั่งรถมาก็นั่งร้องไห้มาตลอดทาง จนแม่สงสาร...ต่อมาได้ไปสมัครเรียนต่อที่ ม.รามคำแหง เอกรัฐศาสตร์ สมัครไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียนไหวไหม? ใจเริ่มฝ่อแล้ว...โดยไปสมัครเรียนกับลูกพี่ลูกน้อง เป็นลูกของป้าซึ่งกินนมของแม่ผู้เขียนเมื่อตอนเด็ก ๆ เรียกว่า “โตมาด้วยกัน เพราะเขามีน้องชาย แม่ของเขาเลยไม่มีนมให้กิน” เขาเลยต้องมาขออาศัยกินนมของแม่ เรียกว่า แม่ก็เป็นแม่นมของเขา เราจึงเปรียบเหมือนพี่ - น้อง คลานตามกันมา...ปัจจุบันก็ทำงานที่สรรพากรจังหวัดเชียงใหม่...ซึ่งเราเรียนมาตั้งแต่เด็กด้วยกัน ห้องเดียวกันมาแยกตอนที่ผู้เขียนไปเรียนที่จังหวัดตาก... แต่ต่อมา แม่เป็นห่วง บอกว่า “กลับมาเรียนที่พิษณุโลกเถอะ” เรียนที่ไหนก็ได้ แม่ไม่อยากให้ไปไกลหรอก เป็นลูกผู้หญิง แม่เป็นห่วง...ผลสุดท้าย ผู้เขียนก็ต้องทิ้งการเรียนของรามคำแหง ต้องกลับมาเรียนต่อที่พิษณุโลก... นี่ไงค่ะ...เป็นภาพที่ผู้เขียนได้เรียนกับเพื่อน ๆ เมื่อครั้งเรียนอยู่ ชั้น ม.ศ. 4 - 5 โปรแกรมวิทย์ - คณิต ที่โรงเรียนตากพิทยาคม อ.เมือง จ.ตาก ค่ะ... สำหรับผู้เขียน เรียกว่า "ตนเองเรียนผิดทาง...แต่สามารถนำ ความรู้ในการเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมาปรับใช้กับ วิถีชีวิตและการทำงานได้อย่างเต็มภาคภูมิเลยค่ะ..." ผลที่ได้จากการเรียนวิทย์ - คณิต ทำให้ผู้เขียนเป็นคนที่มี เหตุผลและหลักการในการนำมาใช้กับชีวิตและการทำงานค่ะ... เรียนชั้น ม.ศ. 4 - 5 จะเรียนกับเพื่อนชายมากกว่าค่ะ เพราะเป็น โรงเรียนชายประจำจังหวัดตาก สำหรับเพื่อนหญิงมีไม่มากค่ะ... แต่การเรียนกับเพื่อนชายดีค่ะ ทำให้ตัวเรามีความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง กล้าตัดสินใจ กล้าแสดงออก มีเหตุมีผล ไม่มีนิสัย ชอบนินทา (เหมือนผู้หญิง) หรอกค่ะ...อีกอย่างเป็นตัวของตัวเอง ดีค่ะ...นี่คือ "ผลดีของการมีเพื่อนชายและได้เรียนกับเพื่อนชายค่ะ"... อ่านประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน "รับราชการ" ทุกฉบับ ได้จากที่นี่... ประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน "รับราชการ"
ประสบการณ์ที่ผ่านมาแต่ละฉากแต่ละตอน
สอนให้เราเกิดการเรียนรู้และค้นพบตัวเราเองในที่สุดนะคะ
สุขสันต์วันอังคารค่ะ
สวัสดีค่ะ...พี่...
...