สิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์

วันนี้ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ จึงอยากแบ่งปันความรู้ เคล็ดลับต่าง ๆ ดังนี้

เคล็ดลับช่วยแม่ท้องหลับสบาย

ในช่วงที่ตั้งท้อง การนอนหลับพักผ่อนของคุณแม่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะนอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของคุณแม่แล้วการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอยังทำให้คุณแม่อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย แต่ด้วยร่างกายที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งท้องนั้น มักทำให้คุณแม่หลายท่านนอนหลับได้ไม่สบายเนื้อตัว และอาจมีอาการของการนอนกรนร่วมด้วย

สาเหตุการนอนกรนและหลับไม่สบาย

ตอนตั้งท้อง ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดท้อง เป็นตะคริวคลื่นไส้อาเจียน ลูกในท้องดิ้น และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคอส่วนบนขยายออกจนปิดทับที่ช่องทางเดินหายใจ ลมหายใจจึงผ่านเข้าสู่ปอดได้น้อย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของแม่ท้อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลต่อการนอนของคุณแม่ท้องด้วย

ไตรมาสแรก ในระยะนี้จะมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) สูง ทำให้คุณแม่ง่วงนอน แต่เนื่องจากจะมีอาการปัสสาวะบ่อย คุณแม่จึงนอนไม่พอ ทำให้เกิดอาการง่วงและหลับในเวลากลางวันบ่อย นอกจากนี้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังทำให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องปากส่วนบนและหลอดลมบวม เกิดการอุดกั้นที่ระบบทางเดินหายใจมากขึ้น

ไตรมาสที่สอง ระดับฮอร์โมนยังสูงต่อเนื่อง แต่ขึ้นไม่เร็วเท่าไตรมาสแรก ช่วงนี้คุณแม่จึงนอนหลับได้ดีขึ้น

ไตรมาสที่สาม ท้องของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นทำให้นอนไม่สะดวก ปัสสาวะบ่อย แน่นท้องและปวดขา ทำให้คุณแม่ตื่นนอนตอนกลางคืนบ่อย

นอกจากนี้การที่แม่ท้องนอกกรนนั้น อาจมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ ที่ทำให้เกิดการบวมของเนื้อเยื่อจมูกภายในจมูกคุณแม่จึงหายใจลำบาก และถ้าเกิดการอุดกั้นทางเดินทายใจรุนแรง จะทำให้เกิดการนอนกรนร่วมกับภาวการณ์หยุดหายใจรุนแรง จะทำให้เกิดการนอนกรนร่วมกับภาวการณ์หยุดหายใจทำให้แม่ท้องนอนกรนเสียงดังและมีช่วงหยุดหายใจเวลากลางคืนส่วนช่วงกลางวันจะง่วงนอนมาก เป็นผลให้แม่ท้องร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตทันที เพราะเกิดภาวะหยุดหายใจในช่วงนอนหลับ

นอนหลับสบายได้อย่างไร?

เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น คุณแม่ควรนอนตะแคงซ้าย เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงลูกในท้องและอวัยวะภายในได้มากขึ้น ไม่ควรนอนหงายเป็นระยะเวลานาน

ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม

เพื่อป้องกันอาการปวดท้อง ให้คุณแม่ท้องอย่ากินอาหารแต่ละมื้อมากเกินไป ลดอาหารเผ็ด อาหารเปรี้ยว และหากมีอาการแน่นท้องให้นอนโดยหนุนหัวให้สูง

ให้ดื่มน้ำมากๆ ในเวลากลางวัน ส่วนก่อนนอนให้ลดการดื่มน้ำลง

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงระบบไหลเวียนเลือดดีและลดการเป็นตะคริวที่เท้า

แม่ท้องนอนกรนบางรายอาจจะต้องใช้หมอนสำหรับคนท้อง

หากมีอาการของโรคภูมิแพ้ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์เพื่อรักษา ป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อภายในจมูกบวม

หากคุณแม่ง่วงในช่วงกลางวัน ก็งีบหลับบ้าง

หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท

ปรึกษาแพทย์หากแม่ท้องยังคงมีอาการนอนกรนอยู่

2. เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องเดินทางช่วงตั้งท้อง

ในช่วงตั้งท้อง คุณแม่หลายท่านอาจมีโอกาสได้ไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ การเดินทางไกลในช่วงตั้งท้องเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทําได้ แต่ต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพมากกว่าปกติด้วยค่ะ

เตรียมตัวก่อนการเดินทาง

แม่ท้องควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งท้อง เพราะเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวทั้งทางร่างกายและจิตใจและเสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย ส่วนการเดินทางไกลในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งท้อง นับว่าเป็นระยะที่ปลอดภัย ที่สุดสําหรับคุณแม่ แต่หากต้องเดินทางในช่วงไตรมาสที่ 3 จนถึงก่อนคลอด คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะหากมีการคลอดก่อนกําหนด จะได้ปรึกษาคุณหมอได้ทันที

เมื่อวางแผนท่องเที่ยวแล้ว คุณแม่ก็เตรียมตัวออกเดินทาง ได้เลยค่ะ

+ปรึกษาคุณหมอก่อนออกเดินทาง ก่อนการเดินทางคุณแม่ ควรให้คุณหมอตรวจสุขภาพก่อน หากคุณแม่เจ็บป่วยก็ควรพักผ่อนและรักษาให้หายก่อนเดินทาง และเตรียมยาไปด้วย

+จดบันทึกย่อๆ เกี่ยวกับสุขภาพระหว่างตั้งท้อง ยาที่ใช้ และปัญหาที่มีในการตั้งท้อง รวมถึงชื่อและเบอร์โทรติดต่อของคุณหมอที่ดูแล พร้อมทั้งตรวจสอบรายชื่อสูติแพทย์หรือโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับสถานที่ที่จะไปท่องเที่ยว จดชื่อ ที่อยู่และเบอร์โทรติดต่อไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน

+วางแผนท่องเที่ยวแบบสบายๆ ควรไปที่ใดเพียงแห่งเดียว เช่น ไม่เที่ยวหลายจังหวัดภายในเวลา 3 วัน เพราะจะทําให้ร่างกายของคุณแม่อ่อนล้า ควรใช้เวลาสบายๆ เที่ยว 2-3 ชั่วโมง สลับกับนั่งหรือนอนพัก ไม่ใช้เวลาตลอดวันในการเดินทาง

+เตรียมของกินและของใช้ที่จําเป็นไปด้วย คุณแม่ควรเตรียมยา นมที่ดื่มเป็นประจํา รวมถึงน้ำดื่มติดไปด้วย เพราะบางที่น้ำดื่มอาจไม่สะอาด หากไม่ได้พกไปด้วย คุณแม่อาจเลือกดื่มน้ำแบบบรรจุขวดแทน สําหรับของใช้ที่คุณแม่ควรนําติดตัวไปด้วยนอกจากของใช้ส่วนตัว คือรองเท้าที่ใส่สบาย และยาฆ่าเชื้อโรค

เดินทางอย่างปลอดภัย

เดินทางด้วยรถยนต์

+ในการเดินทางด้วยรถ หากต้องนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรหาโอกาสเปลี่ยนท่านั่งหรือยืนบ้าง อาจหยุดรถเพื่อลงเดินทุก 2 -3 ชั่วโมง

+แม่ท้องจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่นั่งรถ ซึ่งวิธีคาดเข็มขัดนิรภัยสําหรับคนท้องจะต้องพาดผ่านระหว่างอกพอดีและพาดเลยต่อไปที่ด้านข้างของลําตัว ห้ามพาดผ่านส่วนท้อง และเข็มขัดนิรภัยส่วนล่างจะต้องพาดผ่านบริเวณส่วนบนของขา ไม่เลยขึ้นไปพาดที่ท้องเด็ดขาด โดยจะต้องพาดยาวจากสะโพกข้างหนึ่งไปยังสะโพกอีกข้าง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่สามารถรองรับและปกป้องแรงกระแทกจากการชนได้มากที่สุด

+เตรียมอาหารว่าง น้ำดื่มและนมกล่องติดตัวไปด้วย เพื่อแก้หิวระหว่างเดินทาง

+เตรียมหมอนอิงสําหรับหนุนหลังและหมอนรองคอ ถ้าเป็นรถส่วนตัวควรปรับเก้าอี้ให้อยู่ในลักษณะกึ่งเอนนอน

เดินทางด้วยเครื่องบิน

+คุณแม่ท้องควรเตรียมใบรับรองแพทย์ไปด้วยหรือบอกทางสายการบินว่าตั้งท้อง เพื่อทางสายการบินจะได้เลือกที่นั่งที่สบายสําหรับคนท้องให้
+ถ้านั่งเครื่องบินควรลุกขึ้นเดินบ้างและควรเลือกที่นั่งที่สามารถ ยืดตัวได้มาก ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ คุณแม่อาจเตรียมอาหารส่วนตัวไปด้วย เผื่อกินอาหารบนเครื่องไม่ได้
+ในการเดินทางไกลข้ามทวีป ควรใช้เวลาพักผ่อนหลังการเดินทาง 2-3 วัน เพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการเดินทาง และให้ร่างกายได้ปรับตัวกับสถานที่และเวลาที่แตกต่าง

เดินทางด้วยรถไฟ
+ตรวจสอบว่ามีบริการอาหารบนรถไฟหรือไม่ หรือเตรียมอาหารไปด้วย
+การเดินทางในช่วงกลางคืน ควรเตรียมที่นอนเพื่อคุณแม่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในการเดินทาง

เดินทางครั้งนี้..แม่ท้องต้องระวัง

+การเดินทางขึ้นที่ที่สูงมาก เช่น ภูเขา ยอดดอย ไม่เหมาะกับคุณแม่ท้อง เนื่องจากสถานที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากจะมีปริมาณ ออกซิเจนในอากาศน้อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพของแม่ท้องและทารก
+หากจําเป็นต้องเดินทางไปในที่สูง คุณแม่ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมและพยายามใช้แรงให้น้อยที่สุดเมื่ออยู่บนพื้นที่สูง แต่หากพบความผิดปกติให้รีบกลับสู่พื้นราบโดยเร็ว
+คุณแม่ต้องงดการเดินทางไปในที่ที่มีการระบาดของโรค เพราะร่างกายของแม่ท้องจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคสูงกว่าคนทั่วไป

3. การกระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์

ขณะอยู่ในครรภ์ ระบบประสาทส่วนต่างๆ ของลูกเริ่มทำงาน สามารถรับรู้และตอบสนองกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกท้องแม่ได้ โดยเฉพาะหลัง 4 เดือนไปแล้ว พ่อแม่จึงสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้โดย

ด้านการมอง

คุณแม่ควรออกไปยืนรับแสงแดดอ่อนๆ นอกบ้านช่วงเช้าหรือบ่าย ควรเลือกแสงที่มีความสว่างไม่จ้าจนเกินไป หรืออาจใช้ไฟฉายส่องที่หน้าท้องเป็นต้น

ด้านการได้ยิน

หมั่นพูดคุย ร้องหรือเปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ เพราะนอกจากช่วยพัฒนาการได้ยินแล้ว ลูกยังได้รับสารแห่งความสุข ช่วงเวลาที่เหมาะในการฟังเพลงควรเป็นช่วงหลังมื้ออาหารของแม่ เพราะช่วงเวลาที่ลูกตื่นตัวมากที่สุด

ด้านการสัมผัส

ลูบไล้หน้าท้องบ่อยๆ โดยขณะที่สัมผัสอาจร้องเพลงหรือพูดคุยไปด้วย ยิ่งหากทำช่วงเวลาเดิมเป็นประจำจะรู้สึกได้ว่าเมื่อถึงช่วงเวลาลูกจะดิ้นรอคุณแม่อยู่แล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกในครรภ์ได้ และยังช่วยสร้างความผูกพันคุ้นเคยระหว่างพ่อแม่กับลูกในท้องอีกด้วย