ลักษณะของปะการัง

ปะการัง เป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง  อาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูน  มีลักษณะการดำรงชีพ  2 แบบ คือ อยู่ตัวเดียว หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม  ปะการังพวกที่เจริญเติบโตในน้ำลึกจะมีลักษณะเป็นก้อนขนาดไม่ใหญ่  ส่วนปะการังที่เจริญเติบโตแบบรวมเป็นกลุ่มจะเกิดเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่  ปะการังแต่ละตัวที่รวมกัน  จะสร้างโครงสร้างในรูปของหินปูนเป็นรูปร่างต่าง ๆ กัน  แล้วแต่ชนิดของปะการังนั้น ๆ  การเจริญเติบโตของปะการังค่อนข้างช้ามาก  ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่สำคัญ  ได้แก่  อุณหภูมิของน้ำ และแสงสว่าง  โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีน้ำสะอาด  สภาพท้องทะเลค่อนข้างแข็งหรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยความเค็มของน้ำค่อนข้างสูง  มีแสงสว่างมากพอควร  อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 20-29 องศาเซลเซียส
 ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเล  เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมาก  อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์วางไข่และหลบภัย  ปะการังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล  การประมง และมีส่วนช่วยรักษาสภาพสมดุลธรรมชาติของชายฝั่ง  ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นที่กระทบต่อชายฝั่ง  ความสวยงามของแนวปะการังช่วยในด้านพักผ่อนหย่อนใจและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี  สามารถนำรายได้มาสู่ท้องถิ่น  รวมทั้งในปัจจุบัน  ได้มีการค้นคว้าเพื่อสกัดสารเคมีต่าง ๆ จากปะการัง  สัตว์ และพืชที่อยู่ในแนวปะการัง  เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์   แต่ถ้าหากปะการังถูกทำลายหรือตายไปจะต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะฟื้นตัวขึ้นมาได้ การอนุรักษ์ปะการัง  เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน และจะต้องรู้จักใช้อย่างถูกวิธีการ  รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการทำลาย  เพื่อจะได้รับประโยชน์จากมรดกทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน  โดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่นจะสามารถมีส่วนร่วมกับส่วนราชการ หรือรวมตัวกันเพื่อดูแลรักษาแนวปะการังในท้องถิ่นของตนให้คงอยู่ได้


ที่มา : รวบรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 21
http://web.ku.ac.th/schoolnet/f-snet6.htm

การอนุรักษ์ปะการังมีการดำเนินการดังนี้คือ
     1.  ทำการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในแนวปะการัง  พร้อมทั้งจัดทำแผนที่รายละเอียดแสดงบริเวณปะการัง  ซึ่งแบ่งเป็น 4 เขต  ได้แก่  เขตการดูแลของท้องถิ่น  เขตการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยวและนันทนาการ  เขตอนุรักษ์เพื่อความสมดุลของระบบนิเวศ และการวิจัย  โดยกำหนดมาตรการในการบริหารการจัดการปะการังในแต่ละเขต  เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์และควบคุมการดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับมาตรการที่กำหนดไว้
   2.  ติดตั้งทุ่นผูกเรือในเขตการใช้ประโยชน์ในแนวปะการังที่มีความสำคัญสูง  สำหรับให้จอดเรือ  โดยไม่ให้ทิ้งสมอ
   3.  ห้ามการจับปลาทุกประเภทในบางบริเวณเพื่อให้มีปลาเข้ามาหลบในบริเวณนั้นมากขึ้น
   4.  นำเรือท้องกระจกเพื่อให้ดูปะการัง
   5.  ประชาสัมพันธ์ให้มีการตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรปะการัง  โดยให้มีการศึกษาและเผยแพร่ความรู้และคุณค่าของปะการังให้กับบุคคลทุกประเภท  ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  ในการป้องกันและฟื้นฟูปะการัง
   6.  ส่งเสริมให้กลุ่มชุมชน  องค์กรเอกชนสมาคมหรือชมรมการท่องเที่ยว  ร่วมกันจัดกิจกรรมในเรื่องการรักษาความสะอาด  เพื่อการคุ้มครองปะการัง
 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน  ทั้งในด้านการนำมาใช้ประโยชน์และการสงวนรักษา  ทรัพยากรธรรมชาติประกอบด้วยเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย  ซึ่งในแต่ละเรื่องก็มีปัญหาที่ยุ่งยาก  ซับซ้อน  การพัฒนาประเทศในระยะที่ผ่านมาช่วง 30 ปี  ประสบกับปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  อันเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ  ได้แก่  การเพิ่มจำนวนประชากรการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว  การเร่งรัดพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรม  ตลอดจนการนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้ในการผลิต  ซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม  จนกลายเป็นข้อจำกัดของการพัฒนาในระยะต่อไป  ดังปรากฎเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า  ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่ใช้ประโยชน์อยู่ทุกวัน  นับวันจะร่อยหรอหมดสิ้นไปและอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ รวมทั้งยังมีปัญหาข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์อีกด้วย
สำหรับปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างยิ่ง คือ ความเสื่อมโทรมของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  อันเนื่องมาจากการใช้กันอย่างเกินขอบเขตและการใช้อย่างไม่เหมาะสมจนสภาพทางธรรมชาติไม่สามารถรองรับหรือปรับตัวให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้
 ปัจจุบันเป็นที่เข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้วว่า  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฉลาดนั้น  จะต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ในเวลาเดียวกันด้วย  เพราะการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่ง  อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งได้ และเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน หรือเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน  จึงจำเป็นจะต้องมีการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเนื่องจากการพัฒนาจะต้องพึ่งทรัพยากรและทรัพยากรก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งแวดล้อม  การพัฒนาและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  จึงควรอยู่บนรากฐานของความถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ  โดยคำนึงถึงสภาพที่สมดุลหรือขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ และโดยที่ปัจจุบัน  ปัญหาอันเกิดจากการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้เป็นปัญหาที่สำคัญและเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง  ซึ่งจำเป็นจะต้องดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา  ตลอดจนควบคุมและส่งเสริมให้การกระทำใด ๆ มีผลกระทบในทางเสียหายน้อยที่สุด  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญรวมทั้งการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
ทั้งนี้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  จะต้องคำนึงถึงความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต  ตลอดจนสถานภาพของทรัพยากรด้วย  เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่ามากที่สุด  ประหยัดที่สุด  สูญเสียน้อยที่สุด และใช้ได้อย่างต่อเนื่อง  การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเป็นการนำขบวนการอนุรักษ์และพัฒนามาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อให้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด  ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้มากที่สุดและมีผลต่อเนื่องต่อไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด  เพื่อให้การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ  สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน ที่มา : รวบรวมจาก หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 21