ตอน เยาว์วัย (2) เมื่อครั้งอยู่ประมาณชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 – 3 ความที่เป็นพี่คนโต แม่จะให้หิ้วบิ่นโตไปโรงเรียน โดยนำข้าวไปทั้งหมด 4 ชั้น โดย 2 ชั้นล่าง เป็นข้าว เป็นของผู้เขียนและอีกชั้นขึ้นมาเป็นข้าวของน้อง ชั้นที่ 3 เป็นไข่ + น้ำปลา ชั้นสุดท้ายเป็นขนม แล้วแต่แม่จะทำไปให้ บางวันก็เป็นขนมปังแห้ง ๆ บางวันก็เป็นขนมหวานที่แม่ชอบทำให้ลูก ๆ ได้รับประทาน...ผู้เขียนมีหน้าที่ถือบิ่นโตไปเพราะน้องยังเล็กอยู่ บางครั้ง จะเรียกว่า “บ่อยครั้งมาก” ที่ผู้เขียนถือบิ่นโตและไม่บรรลุสำเร็จ คือ ที่โรงเรียนสมัยก่อนพวกเด็กนักเรียนจะชอบไปนั่งรับประทานข้าวกันใต้ต้นก้ามปู หรือ ต้นฉำฉา ที่ชาวบ้านเรียกกัน ใต้ต้นฉำฉา จะต้นใหญ่ ร่มรื่น แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นต้นไม้ใหญ่ เด็ก ๆ ชอบไปนั่งเล่นกัน และนั่งรับประทานข้าว หรือวิ่งเล่นกัน... ความที่ต้นไม้เป็นต้นใหญ่ รากของต้นฉำฉา ก็จะใหญ่ และโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้นั่งกิน นั่งเล่นกัน...ความที่เมื่อสมัยเด็ก ๆ แม่จะชอบว่าผู้เขียนว่า เป็นโรคเข่าอ่อนหรืออย่างไร...ผู้เขียนถือบิ่นโตเพื่อที่จะนำไปทานข้าวกลางวันกับน้อง ความที่เป็นเด็ก ๆ ทำไมก้าวขาไม่พ้นรากไม้ของต้นฉำฉาก็ไม่ทราบ จะคอยสะดุดทุกครั้งไป...ส่วนใหญ่พอผู้เขียนล้มลง...โอ้โห!...พระเจ้าช่วย!...ใจนึกว่า “วันนี้ฉันอดกินข้าวอีกแล้ว”...เพราะไข่เจ้ากรรมที่แม่นำใส่บิ่นโตไปให้ 2 ใบ ให้กินคนละใบกับน้องกระเด็นออกนอกบิ่นโต หกเลอะเทอะหมดเลย...พร้อมกับกลิ่นน้ำปลาคละคลุ้งไปหมด...เป็นอันว่าวันนั้นอดกินข้าวกลางวันกับน้อง...เหลือแต่สตางค์เพียง 50 สตางค์ (เพราะแม่จะให้ไปกินขนมส่วนเกิน คนละ 50 สตางค์ /วัน)...สำหรับเรื่องถือบิ่นโตทำกับข้าวหก จะถือว่าเป็นเรื่องประจำก็ว่าได้ เพราะ “เกิดขึ้นกับผู้เขียนบ่อยมาก”...จนน้องบอกว่า “ระวัง”...ผู้เขียนมาคิดต่อว่า เป็นเพราะเราชอบเดินไม่ค่อยยกเท้า แล้วไม่ค่อยมองพื้นนี่เอง...จึงทำให้สะดุดล้มอยู่เรื่อยเลย...และแม่ก็คอยบอกเสมอว่า “ต้องระวัง” เดินให้ดูเท้าด้วย ไม่ใช่ลอยหน้าลอยตาไม่มองพื้นดิน...5555555555... มีเรื่องขำ ขำ อยู่เรื่องหนึ่ง ที่ผู้เขียนไม่เคยเล่าให้ใครฟังหรอก...แต่มีเพื่อน ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไปด้วยกันรู้ แต่เขาคงลืมไปแล้วละค่ะ...เรื่องมีอยู่ว่า ไม่รู้เป็นอย่างไร...มีคุณครูผู้หญิงคนหนึ่ง เวลาสอนชอบหิวแต่กาแฟ อีกอย่างโรงเรียนก็อยู่ใกล้ตลาด คุณครูคนนั้นใช้ใครไม่ใช้...ชอบมาใช้ผู้เขียนให้ออกไปซื้อกาแฟมาให้กิน แล้วมีการบอกผู้เขียนว่าให้หาใครไปเป็นเพื่อนด้วย...ผู้เขียนก็เลยชวนเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งไปเป็นเพื่อน...ไปถึงตลาดซื้อกาแฟได้ถุงหนึ่งได้ตามวัตถุประสงค์ ผู้เขียนก็เดินถือถุงกาแฟกลับมาที่ห้อง...ความที่ยังเดินไม่ถึงห้องของคุณครูคนนั้น...เวลาเดินจะต้องผ่านเจ้าต้นฉำฉาต้นนั้น...เอาอีกแล้ว!...ผู้เขียนสะดุดล้มอีกแล้วค่ะ...ดีแต่ว่าเอาข้อศอกแขนทั้งสองข้างลงกันไว้...แต่ถุงกาแฟไม่แตกค่ะ...55555555...เพียงแต่ว่าถุงข้างนอกเปื้อนดิน...ผู้เขียนชักเริ่มใจไม่ดี...ทำไงดีล่ะ...เพื่อนรีบมาประคองผู้เขียนให้ลุกขึ้น และรีบรับถุงกาแฟไปถือ...หัวไวขึ้นมาฉับพลัน...ผู้เขียนบอกเพื่อนว่ารีบไปเอาน้ำก๊อกมาล้างถุง (เพราะเปื้อนดิน)...ความมีน้ำใจของผู้เขียน...555555555...พยายามล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่แม่จะรีดแล้วให้ผู้เขียนนำติดตัวไปโรงเรียนทุก ๆ วันเพื่อเช็ดหน้าเช็ดปากยามรับประทานอาหารเลอะเทอะ...นำออกมาเช็ดรอยเปื้อนหลังจากนำน้ำล้างดินที่เปื้อนถุงกาแฟ...ทั้งสองคนตรวจดูความเรียบร้อยของถุงกาแฟ...ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม...ผู้เขียนบอกเพื่อนว่า “เรียบร้อย” ...แล้วเดินถือถุงกาแฟไปให้คุณครู...คุณครูรับไปดูด...แล้วบอกว่า “ชื่นใจ”...ผู้เขียนกับเพื่อนหายใจไม่ทั่วท้องเลยค่ะ...แต่แล้วเหตุการณ์นั้นก็ผ่านไปด้วยดีค่ะ...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...คุณครูไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนสองคน...ที่คุณครูบอกให้ไปซื้อกาแฟมาให้ค่ะ...(คุณครูไม่ทราบเลยว่า...เกือบไม่ได้ดูดกาแฟถุงนั้นเสียแล้ว)...555555555555...สมัยก่อนคุณครูจะชอบใช้นักเรียนออกไปซื้อของนอกโรงเรียน ซึ่งต่อมาก็มีนโยบายจากครูใหญ่ว่าไม่ให้ครูประจำชั้นใช้เด็กออกไปซื้อของที่ตลาด เพราะมีเด็กคนหนึ่งที่โดนคุณครูใช้ไปซื้อของแล้วโดนรถชน จึงเป็นเรื่องขึ้นมาค่ะ... อ่านประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน "รับราชการ" ทุกฉบับ ได้จากที่นี่... ประสบการณ์ชีวิตของการทำงาน "รับราชการ"
***เป็นประสบการณืที่ชวนให้เพลิดเพลินและคิดถึงความหลัง
*** เรื่องราวในวัยเด็กอันแสนสั้น...บางเหตุการณ์ก็ทำให้รู้สึกเป็นสุขอย่างประหลาดนะคะ
สวัสดีค่ะ...อาจารย์กิติยา...
...