ถ้า คน กศน. ไม่มีเรื่องเหล่านี้จะทำให้ คน กศน.เป็นโรคร้ายแรงที่แทรกซ้อนกับ โรคที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร และจะทำให้เราไม่สามารถจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ ตามวิสัยทัศน์ข้างต้น....

         บันทึกนี้เก็บตกจาก การเข้าประชุมรับฟังการชี้แจงจากการตรวจราชการของ      นายวิมล จำนงบุตร   ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ชี้แจงถึงนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษา นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของคน กศน. ทั้งระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ...ซึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ... ผู้บริหารระดับอำเภอ และครู ศรช. ซึ่งกำลังเปลี่ยนสถานะเป็นพนักงานราชการ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า กศน.ตำบล สำหรับครูอาสาสมัครฯ อีก ร้อยกว่าชีวิตเกือบจะไม่ได้พูดถึง....

         ที่พูดมาไม่ใช่ประเด็นของการเขียนบันทึกนี้ หากแต่อยู่ที่วิสัยทัศน์ของกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ที่ว่า "จัดการศึกษาเพื่อให้คนไทยเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ" ซึ่งผู้ตรวจราชการบอกว่าเป็น Keyword ต้องมาคิดหาแนวทางเพื่อที่จะไปให้ถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าว ผมแอบตั้งคำถามในใจว่า "คน กศน." (หัวหน้า กศน.ตำบล) คิดอย่างไร?" เพราะถ้ามาคิดถึงคำว่า "การจัดการตลอดชีวิต" ซึ่งเป็นคำที่คน กศน. ทุกคนคุ้นเคย และพูดได้เต็มปากว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของ กศน. ในการที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้  และ คน กศน.จะต้องมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไร ต้องทบทวนว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ท่านผู้ตรวจฯพูดว่าที่ไปไม่ถึงเพราะ ครู กศน. ป่วย ที่ป่วยนั้นเป็นโรคอะไร ให้คิดดู.... ผมนั่งคิดตามที่ท่านพูดแล้วทบทวนดู.... อยากจะบอกท่านว่า ที่ท่านพูดเป็นคำตอบที่ถูกแล้ว....ที่ป่วยเพราะไม่รู้ว่าเป็นอะไร  มันเลยไปไม่ถึง....

         สิ่งหนึ่งที่จะให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ คือการพัฒนาครู ตามที่ท่านบอกว่าเป็น "ครูยุคใหม่" ที่ทันสมัยและเก่ง ผมไม่มองถึงเรื่องการใช้เทคโนโลยี  แต่ผมมองเรื่องความทันสมัยในเรื่องการทำงาน การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชน การส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมจัดกิจกรรม การบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดกิจกรรม การสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ....ซึ่งผมคิดว่า ถ้า คน กศน. ไม่มีเรื่องเหล่านี้จะทำให้ คน กศน.เป็นโรคร้ายแรงที่แทรกซ้อนกับ โรคที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร  และจะทำให้เราไม่สามารถจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ ตามวิสัยทัศน์ข้างต้น....

         ผมคิดว่า คน กศน. น่าจะมานั่งร่วมคิด ทบทวน ถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง จัดทำเป็นหลักสูตร เพื่อให้ คน กศน. ได้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร...กำลังทำอะไร....ทำที่ใหน....แล้วจะทำกับใคร....ใช้กระบวนการทำอย่างไร....ทำแล้วเกิดประโยชน์กับใครอย่างไร.... หาก คน กศน. รู้อย่างนี้ก็จะไม่ป่วย