เพราะทุกคนไม่ใช่ “ครู” โดยตรง แต่มี “งาน”ที่ได้ปฏิบัติมาโดยตรงมากมาย จนกลั่นเป็นความสามารถและ ความเชี่ยวชาญ แล้วนำเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียนแก่พวกเรา
โรงเรียนการเมืองการทหารหกตุลา มีเพียงรุ่นนี้รุ่นเดียว เพราะนักเรียนทั้งหมดเข้าป่าเนื่องจากเหตุการณ์นี้ จึงถือว่าเป็นรุ่นประวัติศาสตร์  ตามปกติก่อนหน้าและหลังจากนี้ทุกแห่งจะมีโรงเรียนการเมืองการทหารในชื่อเดียวกันโดยถือเอาวันแตกเสียงปืนประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาตั้งชื่อเป็น “โรงเรียนการเมืองการทหารเจ็ดสิงหา” เขต.....รุ่นที่....
         ที่นี่มีการจัดตั้งแบบทหาร  เป็นหมวดที่ประกอบด้วย หมู่ทั้งหมด ๕ หมู่  แต่ละหมู่มีสมาชิกประมาณ ๑๕ – ๒๐ คน หมู่สหายหญิงจำนวนสมาชิกจะมากกว่าหมู่อื่น ๆ เนื่องจากมีอยู่หมู่เดียว มีผู้หมวด  เป็นอดีตนักศึกษาหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรองผู้หมวดเป็นอดีตนิสิตสาวสวยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มีจัดตั้งโรงเรียน(ตัวแทนพรรคฯ – ทำหน้าที่คล้ายกับผู้อำนวยการโรงเรียน แต่มากและหนักกว่าหลายเท่า) มีครูการเมืองการทหาร ซึ่งส่วนมากจะผลัดเปลี่ยนกันมาไม่ได้อยู่ประจำที่โรงเรียน เพราะทุกคนไม่ใช่ “ครู” โดยตรง แต่มี “งาน”ที่ได้ปฏิบัติมาโดยตรงมากมาย  จนกลั่นเป็นความสามารถและ ความเชี่ยวชาญ แล้วนำเอาประสบการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียนแก่พวกเรา  การเรียนรู้ที่นี่เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติแทบทั้งสิ้น
         สำหรับฉันมีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหม่และน่าทึ่งมากเรื่องหนึ่ง  นั่นคือเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน แม้พ่อจะเคยฝึกให้ยิงปืนพกสั้นมาบ้าง เคยพกปืนบ้างตอนก่อนเข้าป่า(เมื่อสถานการณ์แหลมคมและพ่อเป็นห่วงความปลอดภัย) เริ่มที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าอาวุธปืนนั้น สามารถถอดออกจากกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำมาประกอบกันใหม่ได้  แถมยังได้ฝึกวิธี ถอด-ประกอบจนคล่อง กระทั่งหลับตาก็สามารถทำได้ .. อันนี้จำเป็นสำหรับสงครามจรยุทธ์ ที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายและปิดลับการเคลื่อนย้าย  และอีกอย่างที่เราจะได้รับการฝึกก็คือเรื่องการปฏิบัติต่ออาวุธปืน ที่ต้องอยู่ข้างกายตลอดเวลาและต้องดูแลรักษาอย่างดี ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันที .. อันนี้สำหรับฉันทำจนเป็นอัตโนมัติเพราะมันจำเป็นและสำคัญมาก..แล้วมันก็ช่วยชีวิตเราให้อยู่รอดปลอดภัยได้จริง ๆ