นักเรียนรุ่นเสาร์ ๕ ดูงานต่างประเทศ (๙๒) : อินเดีย - นมัสเตอินเดีย

จะว่าไปแล้วแม้ว่าจะมีสินค้านำเข้า่ปลอดภาษีอยู่ ๘๒ รายการแต่สินค้าส่งออกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรภายใต้ FTA ไทย-อินเดียเต็มที่ มี ๑๐ รายการเท่านั้น สินค้าที่ไม่อยู่ในรายการ FTA มีภาษีศุลกากรที่ต้องแบกรับ สินค้าเครื่องดื่ม เหล้าและน้ำผลไม้ที่ไทยมีโอกาสเปิดตลาดก็มีภาษีศุลกากรถึง ๑๕๐%

ภายในภาษีศุลกากรอินเดียยังมีรายละเอียดที่ซ่อนอยู่อีก ๕ รูปแบบ ได้แก่ อากรพื้นฐาน อาการศุลกากรเพิ่ม อากรศุลกากรเพิ่มพิเศษ ค่าธรรมเนียมพิเศษ ๑๐% ที่เก็บเพิ่มจากค่าอากรพื้นฐาน และค่าภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดหรือมาตรการฉุกเฉินที่อินเดียจะประกาศเป็นระยะๆอีก

อินเดียยังมีมาตรการภาษีภายในประเทศ รัฐ และเมืองอีก อาทิ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีผ่านแดนระหว่างรัฐ ซึ่งแต่ละรัฐเป็นผู้กำหนดอัตราเอง และค่าภาษีของน้ำมันเชื้อเพลิงอีก

ฉันเข้าใจว่า เงื่อนไขที่ตกลงกันใน FTA ไทย-อินเดีย ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ สามารถช่วยลดภาษีอากรพื้นฐานเท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อนไปผู้รู้ช่วยแก้ตรงนี้ให้ด้วยค่ะ

บรรยากาศหน้าร้านโลตัส กรุงนิวเดลี ยามค่ำคืน เวลาราวๆ ๒ ทุ่มเศษ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓

ในสินค้า ๘๒ รายการก็เห็นมีแต่อาหารทะเลปรุงแต่งเท่านั้นที่จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากอินเดีย แต่ก็ผูกติดกับเงื่อนไขว่่าด้วยต้นกำเนิดของสินค้าที่ได้กำหนดร่วมกันอยู่นะ ไม่เห็นมีวัตถุดิบที่ใช้สำหรับการปรุงอาหารไทยอยู่เลยนา

อินเดียไม่ถือว่าสินค้าที่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ประทับตรา หรือสามารถแยกส่วนประกอบได้ ซึ่งระบุชื่อประเทศไทยไว้เป็นสินค้าที่มีต้นกำเนิดในประเทศไทย

ตรงนี้แปลว่า คำว่า “Made in Thailand” มีหลายเรื่องที่ต้องมองให้ทะลุ 

ความหมายของ “สินค้าผลิตในประเทศ” มีกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่หน่วยงานภาครัฐควรรู้ข้อมูลเชิงลึก จึงสามารถที่จะร่วมมือกับภาคธุรกิจ นำพาประเทศไทยให้ยืนอยู่ได้ในสนามการค้าระหว่างประเทศ

ผู้ที่เจาะตลาดอินเดียได้แล้วถือว่าเป็นครู ถ้าได้ขอเรียนรู้จากเขา ความเข้าใจที่เกิดใหม่ของคนเป็นศิษย์จะช่วยสังคมไทยได้อีกมากมาย

ตลาดที่ภาคธุรกิจไทยควรเปิดผ่านสัญญา FTA ไทย-อินเดียยังมีอยู่มาก ธุรกิจที่กำลังเจรจาอยู่เป็นเรื่องเหล่านี้ : ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว/สุขภาพ การขนส่งโทรคมนาคม บริการด้านคอมพิวเตอร์ การเงิน ธุรกิจบริการวิชาชีพ และการก่อสร้าง

ซ้าย - สภาพการจราจรบนท้องถนนกรุงเดลี หลังเวลา ๒ ทุ่ม ขวา - บรรยากาศหน้าสนามบินกรุงเดลีราวๆ ๓ ทุ่มเศษ

ทั้งหมดนี้บอกฉันว่า ถ้าบ้านเราจะใช้ประโยชน์จากสิทธิผลิตด้วยวัตถุดิบในประเทศและฐานการผลิตในประเทศเพื่อให้ได้สิทธิจาก FTA เต็มที่ การคิดเพียงสั้นๆ ไม่คิดทั้งระบบ บ้านเราจะแพ้ประเทศอื่นเขาร่ำไป

อย่างวันนี้คู่แข่งอย่างสิงคโปร์ ซึ่งได้สิทธิ FTA เหมือนเราทุกอย่าง เขาไปไกลกว่าเราแล้ว บ้านเราควรมองเขาเป็นครูแล้วมามองตัวเอง รู้จักตัวเอง ยอมรับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ถูกทางได้แล้ว

วันนี้สิงคโปร์เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนของอินเดีย ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ อินเดียนำเข้าสินค้าจากสิงคโปร์เฉลี่ยร้อยละ ๒๘.๑ ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากอาเซียน แต่ไทยนำเข้าได้เพียง ร้อยละ ๑๐.๘ ต่างกันสุดกู่ทั้งๆที่บ้านเราเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าเขา

เรื่องของ FTA ไทย-อินเดียยังมีเรื่องราวของสินค้าอีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้าสู่การได้ลดภาษี เป็นเฟสซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นไปคราวนี้ภาษีที่จะได้ลดงวดแรกอยู่ที่ร้อยละ ๘๐ ทีเดียวนะ

พวกเรากินข้าวอิ่มแล้วก็ยกขบวนไปสนามบินกรุงเดลี ช่วงดึกคืนนี้ได้เวลาที่พวกเราต้องบินกลับเมืองไทยกันแล้ว สายการบินรักคุณเท่าฟ้าคือยานสวรรค์ที่จะพาเรากลับไป

ที่สนามบินมีผู้คนพลุกพล่านไปหมด คิวเช็คอินของพวกเรายาวมาก กว่าที่จะเช็คอินครบทุกคนก็รอกันนาน  ทีมจากภาคใต้เช็คอินได้เร็วหน่อยเพราะพวกเราไม่ใคร่ได้ซื้ออะไรติดมือกลับไป

บรรยากาศก่อนบินขึ้นฟ้า ชุลมุนกับการจัดการสัมภาระและน้ำหนักของของหลายคนที่เพิ่มขึ้นกว่าขามามากมาย

ท่านเอกอัครราชทูตและท่านทูตพลเดช วรฉัตรกรุณามาส่งพวกเราด้วย

เวลา ๒๓.๓๐ น. พวกเราก็พร้อมบินกลับเมืองไทย ได้ที่นั่งแล้วต่างคนต่างงีบหลับไป เครื่องถึงสุวรรณภูมิราวตี ๕ ครึ่ง

รอรับกระเป๋าที่โหลด แล้วก็โบกมือลากัน เพื่อนจากภาคใต้ล่างแวะพักกรุงเทพฯกันก่อน ฉันรอต่อเครื่องเวลา ๘.๐๐ น. เพื่อบินกลับบ้านในเวลา ๘.๐๐ น.

ขอบคุณประสบการณ์จากผู้คนในอินเดียที่ได้เปิดโลกกว้างให้เรียนรู้

ขอบคุณท่านทูตและเจ้าหน้าที่สถานทูตที่ช่วยดูแลให้อบอุ่นยามอยู่ในอินเดีย

ขอบคุณกัปตันและพนักงานสายการบินรักคุณเท่าฟ้าที่นำพากลับบ้านอย่างปลอดภัย

ขอบคุณเพื่อนๆและครอบครัวที่เปิดโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่หลากหลายให้ในคราวนี้

๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เสริมสร้างสังคมสันติสุข ๒



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

อ่านมาทุกบันทึกจนถึงสุดท้ายนี้ ต้องบอกว่าเป็นบันทึกที่ดีมากเกี่ยวกับอินเดียในทุกด้านและสมควรได้รับการจัดทำเป็นรูปเล่ม

ยินดีที่ได้รู้จักสมาชิกโกทูโนเช่นหมอเจ้ตัวจริงที่อินเดียและได้เห็นแล้วว่าหมอเจ้เป็นผู้ที่มีศักยภาพสูงมากท่านหนึ่ง ทำให้พวกเราได้อ่านเรื่องราวที่เป็นประโยชน์เช่นนี้

ขอบคุณๆๆๆๆ และในโอกาสปีกระต่าย 2554 ขออวยพรให้หมอเจ้มีความสุขมากๆ เจริญสุขทุกคืนวันและตลอดไป

ขอบพระคุณท่านทูตค่ะ