|
1.3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับความหลากหลายทางชีวภาพ
การรุกรานเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติเพื่อสร้างเขื่อน พื้นที่การเกษตร ทางหลวง ท่อน้ำมัน ระบบชลประทาน และการใช้ยาฆ่าแมลง มีผลทำให้ระบบนิเวศลดความซับซ้อนลง มนุษย์ทำการโค่นถางป่าไม้และปรับพื้นดิน เดิมพื้นที่นี้เต็มไปด้วย สิ่งมีชีวิตนับพันตระกูล ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ก็มาทำการปกปิดพื้นดินเสียใหม่ด้วยการสร้างตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางและพื้นที่การเกษตรครอบลงไป ด้วยการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว การเกษตรกรรมสมัยใหม่ มีผลทำให้ระบบนิเวศ ในพื้นที่นั้นย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของความต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ผลผลิตสุทธิเพียง 1 หรือ 2 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ในปริมาณสูง
ระบบการปลูกพืชให้โตเร็วปลูกเพียงชนิดเดียว มีผลทำให้ระบบอ่อนแอมาก วัชพืชและโรคพืชหรือแมลงศัตรูพืชเพียงชนิดเดียว สามารถทำลายแปลงปลูกพืชได้หมด แม้ว่าจะมีการพ่นสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ป้องกันไว้แล้วก็ตาม เนื่องจากแมลงทีการผสมพันธุ์และออกไข่อย่างรวดเร็ว แมลงช่วงชั้นอายุใหม่ จึงมีความต้านทานสารเคมีสูง เกษตรกรจึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงที่แรงและเข้มข้นมากขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้ยาฆ่าแมลงชนิดอื่นแทน สารเคมีเหล่านี้จะฆ่าชีวิตชนิดอื่นที่อาจจะช่วยจับแมลงด้วย
ดังนั้น การทำระบบนิเวศให้ซับซ้อนน้อยลง ในระยะยาวแล้วจะทำให้จำนวนแมลงเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แต่การเพาะปลูกเท่านั้นที่จะทำให้ระบบนิเวศ ลดความซับซ้อนลง ในปศุสัตว์เพื่อเลี้ยงวัว ม้า แกะ แพะ มีผลทำให้สัตว์ธรรมชาติ ไม่มีที่อยู่ ถูกจำกัดหรือ สูญพันธ์ไป ซึ่งมีผลเสียดังที่กล่าวมาแล้ว
สมดุลระหว่างความไม่ซับซ้อนและความหลากหลาย
คงไม่ถือว่าเป็นความผิดในการที่มนุษย์ถางป่า ทำให้ระบบนิเวศลดความสลับซับซ้อนลง เพื่อนำพื้นที่ไปใช้ในการเพาะปลูกพืชอาหารเพื่อเลี้ยงมนุษย์ แต่ว่าการทำระบบนิเวศวิทยาให้ลดความซับซ้อนลงนี้ มนุษย์ต้องจ่ายมากขึ้น เพื่อรักษาระบบให้มีเสถียรภาพ ทั้งเวลา เงิน สสาร และพลังงาน ซึ่งสรุปได้ดังตารางในหน้าถัดไป
อันตรายที่ยิ่งใหญ่ในขณะนี้คือ มีประขากรมนุษย์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้มนุษย์ต้องทำลายระบบนิเวศเพิ่มขึ้น เพื่อนำพื้นที่มาปลูกพืชอาหาร ข้อควรปฏิบัติก็คือ
มนุษย์ควรรักษาดุลระบบนิเวศเอาไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้ามนุษย์ถางป่าในที่ราบเพื่อเป็นพื้นที่เพาะปลูก ควรรักษาพื้นที่ป่าบนภูเขาเอาไว้ เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เพื่อให้ป่าไม้ค่อย ๆ ปล่อยน้ำลงสู่ที่ราบ และเป็นแหล่งผลิตสารอาหารพืชตามธรรมชาติ ซึ่งจะถูกพัดพาลงสู่ที่ราบในฤดูฝน อย่างไรก็ตามการจะรักษาดุลระบบนิเวศไว้ได้ มนุษย์ยังต้องเรียนรู้กลไกของระบบนิเวศอีกมากเพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ ที่แท้จริงของระบบนิเวศ จะได้เป็นข้อมูลในการรักษาดุลระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธ์ภาพต่อไป
ตารางแสดง การเปรียบเทียบคุณสมบัติของระบบนิเวศธรรมชาติกับระบบนิเวศที่ไม่ซับซ้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น
ระบบนิเวศธรรมชาติ ระบบนิเวศที่ไม่ซับซ้อน
หนองน้ำ ทุ่งหญ้า ป่าไม้ ไร่ข้าวโพด โรงงานและ บ้าน
1. ดูดซับ เปลี่ยนแปลง และสะสมพลังงาน
จากดวงอาทิตย์ 1. บริโภคพลังงานจากเชื้อเพลิง จากซาก
บรรพชีวิต และนิวเคลียร์
2. ผลิตออกซิเจน บริโภคคาร์บอนไดออกไซด์ 2. บริโภคออกซิเจนและผลิคาร์บอนได-ออกไซด์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจาก
ซากบรรพชีวิน
3. ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ 3. ลดความอุดมสมบูรณ์หรือปกปิดดิน
4.สะสม ทำความสะอาดและระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง 4.ใช้น้ำและทำให้น้ำสกปรก แล้วปล่อยทิ้งอย่างรวดเร็ว
5. สร้างถิ่นที่อยู่ให้สัตว์ป่า 5. ทำลายถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าบางชนิด
6. กรองกละกำจัดพิษของมลสารและไม่สร้างของเสียให้เกิดขึ้น 6. ก่อให้เกิดมลสาร ขยะมาก ที่จะทำความสะอาดได้ด้วยความสามารถ
ของมนุษย์ในปัจจุบัน
7. ตามปกติมีความสามารถและดำรงสภาพ และ ซ่อมแซมด้วยตัวมันเองได้ 7. จำเป็นต้องดูแลและรักษาอย่างต่อเนื่องและมีการดูแลด้วยทุนสูง
การลดความหลากหลายในระบบนิเวศด้วยการกำจัดและนำชีวิตตระกูลใหม่เข้ามา
มนุษย์ทำการแบ่งพืชและสัตว์เป็นสองพวกคือ พวกดีมีคุณค่า กับพวกไม่ดีไร้คุณค่า และถือเป็นหน้าที่ที่จะกำจัดชีวิตที่ไม่พึงปรารถนาออกไป การกำจัดชีวิตหนึ่ง ๆ ออกไป ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง ชีวิตนั้นมีความสำคัญมาก เพราะมันอาจจะเป็น
1. โซ่อาหาร หรือโครงข่ายอาหาร
2. วัฏจักรเคมี หรือวัฏจักรของพลังงาน
3. เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เป็นดรรชนีบ่งบอกความสมดุลของระบบนิเวศ เมื่อชีวิตที่เป็นดรรชนี บ่งบอกความสมดุลของระบบนิเวศนั้นถูกกำจัดไป ผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง อาจเกิดขึ้นรุนแรง เกินกว่าที่จะคาดคิดก็อาจเป็นได้
ผลกระทบเชิงนิเวศวิทยาอาจเกิดจากการนำชีวิตตระกูลใหม่ เข้าสู่พื้นที่ก็อาจเป็นได้ ในปี ค.ศ.1948 มีการนำแมว 5 ตัว ไปยังเกาะโดดเดี่ยว คือเกาะแอนตาร์กติค เพื่อควบคุมประชากรหนู ปัจจุบันนี้เกาะนั้นก็ยังมีหนูอย่างอุดมสมบูรณ์พร้อมทั้งมีแมวป่าเพิ่มอีก 2,500 ตัว ซึ่งไล่จับนกบนเกาะกินมากกว่าปีละ 600,000 ตัว
ในมลฑลเสฉวน ประเทศจีน ทำการโฆษณาให้ประชาชนช่วยกันจับงูเป็น ๆ จำนวน 200,000 ตัว เพื่อใช้ทำยาและอาหาร ปรากฏว่าโครงการสำเร็จด้วยดีแต่ผลที่ตามมาคือ มีหนูเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล หนูเหล่านี้สร้างความสูญเสียให้กับชาวไร่ ข้าวโพดและนาข้าวสุดคณานับ
การทำลายโครงข่ายอาหารจากสารเคมีสังเคราะห์
ครั้งหนึ่งมาเลเรียเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนในเกาะบอร์เนียวเหนือมากถึง 9 ใน 10 ของผู้เสียชีวิต ในปี ค.ศ.1955 องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงทำการพ่นสารเคมีชื่อ ดีลดริน (Dieldrin) เป็นยาฆ่าแมลงที่มีคุณสมบัติคล้าย DDT เพื่อฆ่ายุงพาหะของไข้ มาเลเรีย โครงการกำจัดไข้มาเลเรียในเกาะบอร์เนียวเหนือ ประสบความสำเร็จอย่างสูงโรคแห่งมรณะภัยสูญหายไปจากเกาะบอร์เนียวเหนือ แต่ว่ามีเหตุการณ์อย่างอื่นเกิดขึ้น ดีลดรินฆ่าแมลงอื่นด้วยนอกจากยุง รวมทั้งแมลงวันและแมลงสาบซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในบ้านเรือน ชาวเกาะต่างก็ชื่นชมยินดีหลังจากนั้นแม้แต้จิ้งจกตัวเล็ก ๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านต่างก็ตายลงด้วย เมื่อจิ้งจกไปกินซากแมลงที่ตายด้วยยาฆ่าแมลง เมื่อแมวไปกินซากจิ้งจก แมวก็ตายลงเช่นกัน เมื่อไม่มีแมว หนูจึงเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็วและวิ่งเพ่นพ่านเต็มหมู่บ้านไปหมด ตอนนี้ประชากรจึงต้องมาตายลงด้วยกาฬโรคที่มีหมัดหนูเป็นพาหะ โชคดีที่ภาวะเลวร้ายนี้ องค์การอนามัยโลกเข้าไปควบคุมไว้ได้ โดยการใช้เครื่องบินนำแมวไปทิ้งลงบนเกาะบอร์เนียวด้วยร่มชูชีพ เหนืออื่นใดหลังคาใบจากของบ้านเรือนชาวเกาะบอร์เนียวเริ่มมีรูโหว่ เนื่องจากดีลดริน ฆ่าตัวหมาร่าและมดที่อาศัยอยู่ตามหลังคาบ้านเรือนที่ทำด้วยใบจาก หมาร่าและมดดำรงชีพอยู่โดยการกินมอดที่กินใบจาก มอดไม่ได้รับผลกระทบจากยาฆ่าแมลง เนื่องจากถูกปกปิดด้วยใบจาก เมื่อศัตรูธรรมชาติของมอดสูญพันธ์ มอดจึงมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอ่อนของมอดจึงเติบโตได้อย่างปลอดภัยด้วยการกินใบจากที่ใช้ทำหลังคาบ้าน แม้ว่าในที่สุดชาวเกาะบอร์เนียวจะปราบไข้มาเลเรียได้ แต่ว่าผลข้างเคียงที่ไม่ได้คาดคิดก็ตามมาอีกมาก แม้ว่าในที่สุดเหตุร้ายทุกอย่างจะถูกควบคุมไว้ได้ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่มีมากเกินกว่าจะคาดคิด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากเราไปขัดขวางระบบนิเวศ
การรักษาเสถียรภาพของความหลากหลายทางชีวภาพ
ปัจจุบันเชื่อกันว่า ระบบนิเวศวิทยายิ่งมีความหลากหลายมากขึ้น และสลับซับซ้อน มากขึ้นเพียงใด เสถียรภาพของระบบนิเวศวิทยา ก็ยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้น โดยเชื่อกันว่า ยิ่งเผ่าพันธ์สิ่งมีชีวิต มีความหลากหลายมากขึ้นเพียงใด แสดงว่าโครงข่ายอาหารยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เสถียรภาพของระบบนิเวศยิ่งมีมากขึ้น ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ชีวิตก็มีมากตามไปด้วย และทำให้บทบาทหน้าที่เชิงนิเวศวิทยาของแต่ละชีวิต ยิ่งมีมากขึ้น ความสลับซับซ้อนของโครงข่ายอาหารช่วยให้ระบบนิเวศวิทยามีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากสัตว์มีแหล่งอาหารมากขึ้น เช่น ชีวิตเผ่าพันธ์หนึ่งสูญไปสัตว์ล่าเหยื่อ ก็ยังมีแหล่งอาหารอื่น ๆ สำรองอยู่อีกเป็นต้น
แต่ความหลากหลายและความสลับซับซ้อน ช่วยให้ระบบนิเวศมีเสถียรภาพมากขึ้นจริงหรือ ถ้าความคิดนี้เป็นจริง ระบบนิเวศที่ไม่สลับซับซ้อน เช่น ระบบนิเวศวิทยาเขตทุนดรา และทุ่งเกษตรกรรมที่ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว (monoculture) ก็ต้องมีเสถียรภาพน้อยกว่าเสถียรภาพของระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย และสลับซับซ้อนมากกว่าเช่น ป่าดงดิบเขตร้อน ป่าดงดิบเป็นระบบนิเวศที่มีสภาวะ เสถียรภาพสูงมาก ถ้าป่านั้นไม่ถูกก่นถางเสียก่อน และสิ่งที่มีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในป่าดงดิบนั้นมีความหลากหลายในเผ่าพันธุ์ และขนาดของประชากรของสิ่งมีชีวิต มากกว่าในเขตทุนดรา พืชอาหารที่ทำการปลูกเพียงชนิดเดียวมีแนวโน้มจะถูกทำลายด้วยโรคพืช หรือศัตรูพืชเพียงชนิดเดียวได้สูงมาก และเกษตรกรต้องให้การดูแลอย่างดี
นักนิเวศวิทยาให้ความเห็นว่าสภาพนิเวศวิทยาของป่าเขตร้อน นั้นเป็นผลมาจากภูมิอากาศคงที่ตลอดปี และเป็นเช่นนี้มานับ หนึ่งพันปี และกล่าวเพิ่มเติมว่า ป่า ดงดิบนั้นจะไร้เสถียรภาพมาก เมื่อมีการตัดไม้ซุงออกไป หรือเพียงก่นถางเป็นพื้นที่ไม่มากนัก ป่าจะกลับคืนสภาพเดิมได้ช้ามาก เช่นเดียวกับความไร้เสถียรภาพในเขตทุนดรา ที่สังเกตได้จากความไม่สม่ำเสมอของความหลากหลายในจำนวน และขนาดประชากรของสิ่งมีชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากความไม่แน่นอนของภูมิอากาศในเขตทุนดรา นั่นเอง แม้กระนั้นก็ตามป่าทุนดรา จะมีแรงเค้นเข้าครอบงำได้น้อยกว่า แต่เมื่อถูกทำลายไปแล้ว การจะกลับคืนสภาพเดิมก็ช้ากว่าป่าดงดิบมาก
มีปัญหาบางประการที่ทำให้มีการโต้แย้งว่า เสถียรภาพของระบบนิเวศวิทยามาจากความหลากหลายและสลับซับซ้อนของระบบจริงหรือ ? ประการแรก จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มสนับสนุนว่า ความเชื่อดังกล่าวจะเป็นจริงในระบบนิเวศในน้ำ และระบบในโลกแห่งความเป็นจริง ประการที่สอง คำว่าความหลากหลายกับความสลับซับซ้อนมีหลายความหมาย อาจหมายถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความหลากหลายของโครงข่ายอาหาร ความหลากหลายของสารพันธุกรรม ความหลากหลายของบทบาทหน้าที่ในระบบนิเวศ ความหลากหลายเชิงชีววิทยา
ความหลากหลายทำให้เกิดเสถียรภาพ ในระบบนิเวศนั้น เป็นจริงในบางกรณี การนำไปประยุกต์ ใช้กับทุกสถานการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ควรคำนึง