เรื่องเล่าจากครูหลังเขา

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว  อย่าอ่านต่อเลยนะ!!! ปิดหนังสือเล่มนี้ แล้วจากไปซะเถิด ถ้าหากคุณต้องการอ่านนิทานที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์ เรื่องราวแสนหวานที่เจ้าชายพบรักเจ้าหญิง และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หนังสือเล่มนี้ไม่มีหรอก หรือแม้แต่เรื่องของหญิงสาวที่แสนเศร้าสุดรันทด ก่อนกลายเป็นเจ้าหญิงผู้สมบูรณ์แบบมีสุขนิรันดรก็คงไม่มี เพราะหนังสือเล่มนี้มีเพียงเรื่องเล่าสุดแสนธรรมดา เรื่องราวจากคนธรรมดา ที่พยายามถ่ายทอดเรื่องธรรมดาๆ ส่งต่อไปยังคนอื่นๆ เพื่อให้เรื่องเล็กๆ ได้ขยาย ให้ทุกใจเล็กๆ ได้รับรู้.... ก็เท่านั้น         
      ถ้าคุณอยากรู้เรื่องราวธรรมดาบางเรื่อง... ที่เป็นดำเนินเรื่องตามธรรมชาติ เป็นสัจธรรม เป็นเพียงความธรรมดาของโลกนี้ล่ะก็.... ยินดีต้อนรับ สู่เรื่องเล่าแสนธรรมดาค่ะ                 

      กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว             
      ณ โรงเรียนเล็กๆ เอ๊ะ จะว่าเล็กก็ไม่เชิง เพราะโรงเรียนมีพื้นที่ตั้งกว้าง เต็มไปด้วยต้นไม้ (ป่า) เยอะแยะ มีอาคารเรียน มีหอประชุม มีโรงอาหาร มีสนามกีฬาด้วย แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ป่านั่นแหละ ในเช้าวันที่อากาศสดใส แดดร้อนจัด ทั้งที่เมื่อรุ่งสางฝนยังตกหนักแท้ๆ ครูคนใหม่ก็ได้ปรากฏตัว                                
      ครูใหม่ ผู้มาจากเมืองใหญ่ ผู้จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังพร้อมเกียรตินิยม ผู้มีความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ที่จะพัฒนาเด็กไทยในชนบท               
      ครูใหม่มาพร้อมความรู้มากมาย และไฟแห่งความมุ่งหวังที่จะพัฒนาเหล่าเด็กหลังเขาให้มีความรู้ทัดเทียมเด็กในเมือง               
      แต่แค่เพียงสัปดาห์เดียว ครูใหม่ก็ได้รู้ว่าตนเองคงต้องใช้พลังงานมหาศาลในการพัฒนาความรู้ให้เด็กเหล่านี้               
      เพียงแค่เดือนเดียว ครูใหม่ก็เริ่มล้ากับการพยายามทำให้เด็กนักเรียนของครู กลายเป็นเหล่าเด็กเรียนอย่างที่ครูเป็น หรืออย่างที่ครูต้องการให้ได้               
      เพียงแค่สองเดือนครูใหม่ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับความไม่ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนของเด็กนักเรียน เด็กที่เอาแต่สนุกสนานไม่สนใจกับวิชาการอันล้ำค่าที่ครูพยายามให้                         
      หลังจากนั้น ครูใหม่ก็ได้แต่เป็นทุกข์กับสิ่งที่เด็กของตนเองเป็น ทุกข์และท้อที่คงไม่สามารถปั้นเด็กให้เป็นยอดนักเรียนอย่างที่ตนเคยเป็น ล้ากับการที่เด็กไม่เคยได้เท่าที่ครูให้ไป หมดหวังที่จะทำให้เด็กหลังเขาที่ครูทุ่มเทไปชนะใครเขาได้                         
       ครูใหม่ทุกข์ ท้อ ล้า และหมดหวัง ทางแก้ที่ครูมองเห็นในชุมชนหลังเขานี้ก็คือ การไปวัด ที่พึ่งทางใจที่ครูใช้พึ่งพายามยากมาตลอด         

       ที่วัด               
       วัดขนาดใหญ่ แต่ใช่ใหญ่ด้วยโบสถ์อาราม แต่ใหญ่ด้วยขนาดของป่าที่เจ้าอาวาสทำรั้วคอนกรีตล้อมเอาไว้ วัดนี้ จึงมีป่าที่สมบูรณ์ มีสัตว์ป่า มีธรรมชาติ มีสีเขียวๆ มีฟ้าใสๆ มีกระรอก และ มีความสงบ               
        ความศรัทธา ก่อเกิดในใจครูใหม่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ต้องมีสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่สวยงาม ความศรัทธาก็เกิดได้               
        นั่นซินะ... บางทีไม่ใช่แค่สิ่งที่ตาเห็นซินะที่สำคัญ               
        แต่แล้วภาพที่เห็นบางภาพก็เล่นเอาใจของครูใหม่กระตุกอย่างแรง               
        เด็กชาย ม. 2 ที่ครูด่าเมื่อวันก่อน เนื่องจากไม่ตั้งใจเรียน แต่งกายผิดระเบียบ พูดจานักเลง เด็กที่ครูโมโหจนตราหน้าในใจว่า “เด็กเลว”               
        เด็กเหล่านี้กำลังเดินตามเจ้าอาวาสอย่างนอบน้อม เด็กเหล่านี้กำลังพูดกับพระสงฆ์อย่างมีสัมมาคารวะ เด็กเหล่านี้กำลังช่วยพระลูกวัดกวาดลานวัดอย่างมีความสุข เด็กเหล่านี้ไม่เหมือนเด็กที่ครูโมโหเมื่อวันก่อนเลย               
        หรือว่า... สิ่งที่ครูมองเห็น ยังไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเด็กเหล่านี้                           
        ที่ผ่านมา... ครูใหม่นึกย้อนถึงเรื่องราวนับแต่พบเจอกับเด็กๆ เหล่านี้                               
        เด็กนิสัยไม่ดี แต่งตัวไม่เรียบร้อย เสื้อขาดๆ รองเท้าเหยียบส้น ถุงเท้าก็ไม่ใส่ แล้วถ้าเกิดว่า... เสื้อขาดเพราะตกทอดมาหลายรุ่น รองเท้าใส่เหยียบส้นเพราะคู่เล็กจนคับ ใส่ไม่ได้ แล้วไม่ใส่ถุงเท้าเพราะไม่มีเงินซื้อถุงเท้าล่ะ               
        เด็กนิสัยไม่ดี เวลาเรียนมีแต่คุยกัน มีแต่เหม่อลอย .... อืม.... แล้วถ้าเกิดว่า เป็นเพราะครูพูดน่าเบื่อจนไม่อยากฟังล่ะ               
        เด็กนิสัยไม่ดี สอนยังไงก็ไม่ยอมรู้เรื่อง เออนะ... อาจเป็นเพราะครูสอนไม่รู้เรื่องเองก็ได้               
        เด็กนิสัยไม่ดี แอบปีนต้นไม้ขโมยมะม่วงหน้าบ้านพักครู แล้วถ้าเกิดว่า... เป็นเพราะไม่มีเงินซื้อข้าวกลางวันกินล่ะ               
        เด็กนิสัยไม่ดี ที่แสดงกิริยาก้าวร้าวให้ครูโมโห แล้วถ้าเกิดว่า... มันเป็นเพราะครูงี่เง่าเอาแต่มองเด็กในแง่ร้าย ใครที่ไหนจะไม่โกรธบ้าง                         
        ครูใหม่ ที่ตอนนี้ไม่ใหม่แล้วล่ะ ลองคิด ลองมองในอีกมุมให้มากขึ้น ลึกขึ้น                
        ครูไม่รู้หรอกว่า คิดถูกหรือผิด แต่ที่รู้นับจากวันนี้... ครูจะไม่มองแค่มุมของครูคนเดียว                                        
         “ถ้าครูตั้งใจมอง ครูจะเห็น และเข้าใจ”                                                                        
        นับแต่วันนั้น เพียงแค่มุมมองที่เปลี่ยนไป เด็กมีปัญหาในสายตาครู กลับกลายเป็นเด็กน่าสงสาร เด็กๆ ต่างมีเหตุและผลที่ส่งให้กลายเป็นคนที่มีบุคลิกที่ชวนให้มองว่านิสัยไม่ดี หรือเด็กบางคนที่ทำผิดจริงๆ ก็มีเหตุและผลที่น่าสงสาร และชวนเห็นใจ               
        นี่ซินะ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผล                                      
        จากวันที่ครูเริ่มมองอย่างตั้งใจ ทำให้วิธีการ และเป้าหมายของครูเปลี่ยนไป การที่จะให้เด็กเหล่านี้เรียนเก่งเทียบเท่าเด็กในโรงเรียนดังๆ ในเมืองใหญ่ ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะการสะสมของประสบการณ์แตกต่างกัน เป้าหมายของเด็กที่นี่ก็ใช่การได้เป็นคนยิ่งใหญ่ในเมือง เขาเพียงต้องการนำความรู้ไปประกอบอาชีพให้เลี้ยงตนได้ อาจออกไปทำไร่ ทำสวน เป็นเกษตรกรของชาติ แต่สิ่งสำคัญคือ พวกเขาควรจะเติบใหญ่เป็นคนดีของสังคม อาจเป็นคนเล็กๆ อาจไม่ได้ทำงานได้เงินเดือนสูงๆ อาจไม่ได้เป็นหมอ ไม่ได้เป็นวิศวกร นั่นให้คนเก่งๆ ในเมืองเป็นไปก็แล้วกัน หมอเต็มเมือง คงไม่มีใครปลูกข้าวให้กิน               
        แต่น่าแปลก เพียงแค่มุมมองของครูเปลี่ยน ครูพยายามเข้าใจเด็กนักเรียนมากขึ้น นั่นกลับทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาวิชาการที่ครูให้มากขึ้นเช่นเดียวกัน               
        และจากการฟังกันและกันมากขึ้น สิ่งที่ครูมองเห็นคือ เด็กๆ ที่นี่มีความใกล้ชิดกับวัด และหลักธรรมมากพอสมควร ซึ่งแตกต่างจากเด็กในเมืองมากทีเดียว แค่อย่างเดียวที่ทำให้ครูเองเคยมองเขาในแง่ร้าย หรือใครก็อาจมองเช่นนั้นเหมือนกัน ก็คือ... เด็กๆ ยังไม่รู้จักวิธีการแสดงออกที่เหมาะสม ยังคงดิบ และดูเถื่อน                               
         นี่ซินะที่เขาบอกไว้... ถ้าไม่มองเพียงสายตา จะเห็นถึงซึ่งจิตใจ                                
         หลังจากนั้น ครูใหม่ที่ตอนนี้มีประสบการณ์และความเข้าใจมากขึ้นแล้วนั้น ก็ได้ปรึกษาหารือ และร่วมมือกับคณะครูในโรงเรียน หาวิธีการที่จะพัฒนาคุณธรรมของเด็กๆ เหล่านี้ ให้ชัดเจน และงดงามมากขึ้น โดยนำกิจกรรมมาส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนรู้วิธีการแสดงออกที่เหมาะสม สอดแทรกเรื่องคุณธรรม และมารยาทอันงดงามไปในการเรียนการสอนทุกๆ วิชา               
         สอนด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน สอนโดยไม่กดดันกัน สอนด้วยความห่วงใย สอนเรื่องศีลธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยหลักเหตุและผล ไม่ใช่บังคับ เพราะแท้จริงแล้ว ใครก็ตามที่รู้ประวัติและคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยละเอียด ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้โดยทุกสิ่งจริงๆ แม้แต่เรื่องที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบไม่นานอย่างจักรวาล หรือปรมาณู หรือเรื่องอื่นๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกหมดแล้ว                               
         เพียงแค่ไม่นาน เพียงกระตุ้นเล็กน้อย เพียงมองด้วยใจ ก็จะเห็นหัวใจงดงาม ที่แสดงออกมาด้วยท่าทีงดงามเช่นใจ                      
        

        ไม่หรอก... ถ้าคุณคาดว่านิทานได้จบลงอย่างมีความสุข เรื่องราวยังไม่จบลง ก็มันเป็นเรื่องธรรมดานี่ ธรรมดาของชีวิตคนที่ต้องดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะดับไป         
        

         เรื่องราวของครูหลังเขา และนักเรียนเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก แม้นักเรียนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้ส่วนมากจะดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางส่วน... ที่ครู คณะครู โรงเรียน บ้าน วัด และชุมชน ต้องหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงช่วยเหลือ และทำให้เด็กที่ดีอยู่แล้ว.... มีความเข้มแข็งมากพอที่จะควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีกำลังอำนาจทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น  ชีวิตดำเนินไป เรื่องราวดำเนินต่อแค่เพียง.... มองด้วยใจเท่านั้น ก็จะรู้สิ่งที่จะเป็นไป. 

จาก  http://happilymay.exteen.com/20080220/entry